ไทย ‘ยกการ์ดสูง’ ยังไม่พบผู้ติดเชื้อ ‘ไวรัสนิปาห์’ ชี้โอกาสแพร่เชื้อน้อยกว่าโควิด 40 เท่า
ไทย ‘ยกการ์ดสูง’ ป้องกัน ‘ไวรัสนิปาห์’ แม้โอกาสแพร่เชื้อสู่คนน้อยกว่าโควิด 40 เท่า ระบุยังไม่พบการระบาดเพิ่มเติมทั้งในพื้นที่และในประเทศไทย
KEY
POINTS
- ไทยยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันไวรัสนิปาห์อย่างเข้มงวด แม้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ เนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูง
- ไวรัสนิปาห์มีอัตราการแพร่เชื้อต่ำกว่าโควิด-19 ประมาณ 40 เท่า (ค่า R0 อยู่ที่ 0.2-0.8) ทำให้การระบาดในวงกว้างเป็นไปได้ยาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวัง
- มาตรการป้องกันที่สำคัญคือการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงที่สนามบิน และเตรียมความพร้อมของสถานพยาบาลในการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างรวดเร็ว
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ วันนี้ (26 มกราคม 2569) เวลา 10:30 น. ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ยกระดับมาตรการควบคุมและป้องกันโรค ชี้โอกาสแพร่เชื้อน้อยกว่าโควิด 40 เท่า แต่หากติดแล้วมีอาการรุนแรงเสี่ยงเสียชีวิตร้อยละ 40-70
ไทย ยังไม่พบ ผู้ติดเชื้อโรคนิปาห์
แพทย์หญิงจุไร วงศ์สวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดสามารถเบาใจได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเคสที่ยืนยันว่าติดเชื้อมี 2 ราย ซึ่งเป็นการรับเชื้อจากผู้ป่วยในชุมชน ซึ่งผู้ป่วยรายดังกล่าวได้สัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากค้างคาวที่ปนเปื้อน แต่อีก 3 รายรวมไปถึงชุมชนต่างๆ อีก 200 รายซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง ยังไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเติม จึงพบว่าการกระจายไม่เร็วเท่าโควิดและไข้หวัดใหญ่ แต่ก็ยังต้องรอตรวจเชื้อไวรัสอย่างละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ สำหรับข้อมูลล่าสุดที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ติดตามจากแหล่งข่าวต่างๆ ไม่ว่าจะองค์การอนามัยโลก เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย ยังอยู่ในระดับที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากข้อมูลสัปดาห์ที่แล้ว ปัจจุบันยังรอข้อมูลเพิ่มเติมจากอินเดียต่อไป โดยเฉพาะในเรื่องสายพันธุ์ ซึ่งไวรัสดังกล่าวสามารถปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ได้
ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประเมินความเสี่ยง ประชุมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับปรุงมาตรฐานและแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคนิปาห์ไวรัส ทั้งนี้ ยืนยันว่าแม้จะอยู่ตามกฎหมายว่าต้องรายงานภายใน 3 ชม. แต่ยังไม่พบในประเทศไทย ยังพบอยู่ในประเทศบังคลาเทศและอินเดีย
อัตราการแพร่เชื้อต่ำกว่าโควิด 40 เท่า แต่มีผลต่อร่างกายรุนแรงเนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษา
แพทย์หญิงจุไรรัตน์ วงศ์สวัสดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราความสามารถในการแพร่เชื้อ สำหรับไข้หวัดใหญ่ จะอยู่ที่ 1.2-2.0 คือผู้ป่วยหนึ่งคนจะสามารถแพร่เชื้อ 1-2 คน หากประชากรไม่มีภูมิคุ้มกันเลย
ส่วนโควิดขึ้นกับสายพันธุ์ สำรับโอไมครอน อยู่ที่ 8-10 และนิปาห์ไวรัส อยู่ที่ 0.2-0.8 คือน้อยกว่า 1 ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่เชื้อมีความสามารถแพร่เชื้อน้อยกว่า 1 จะแพร่เชื้อไปยังคนอื่นยาก และคาดการณ์ว่าผู้ป่วยนิปาห์ที่เวสต์เบงกอล อาการหนัก ไม่สามารถเดินทางได้ แต่ก็ยังมีการคัดกรองตามสนามบินต่างๆ อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์จะมีอาการรุนแรง และยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโรค จึงมีร้อยละอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 40-75 บางรายงานถึง 90 ขึ้นอยู่กับปัจจัย ได้แก่ การเข้าถึงการรักษา เพราะการรักษาเป็นไปตามอาการ ถ้าอยู่ในพื้นที่การรักษาดี ก็สามารถทำให้ผู้ป่วยฟื้นได้ แต่โรคนี้มีผลข้างเคียงระยะยาว
นอกจากนี้ เชื้อมีสายพันธุ์ทั้งมาเลเซียและบังคลาเทศ ตัวบังคลาเทศจะอยู่ที่เสียชีวิตร้อยละ 70 แต่มาเลเซียร้อยละ 40 ส่วนกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง เช่น ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มที่มีโรคปอด ฯลฯ อยู่แล้ว แต่ไม่มีการแพร่เชื้อก่อนป่วยแต่อย่างใด
สำหรับ อาการที่เฝ้าระวังคือผู้ป่วยมักจะมาด้วยโรคระบบทางเดินหายใจรุนแรง และโรคทางระบบประสาทที่มีไข้ ซึมลงชัดใน 21 วันสัมผัสปัจจัยเสี่ยง เช่น สารคัดหลั่งจากค้างค้าวโดยตรง เช่น ปัสสาวะ น้ำลาย
ไทยยกการ์ดสูงมาตรการควบคุมโรค สกัดไวรัสนิปาห์เข้าไทย!
สำหรับมาตรการการสกัดและควบคุมโรคจากต่างประเทศ นายแพทย์โสภณ เอี่ยมสิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า มีการยกระดับตั้งแต่สนามบิน คือ การคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาเช่นนักท่องเที่ยวและผู้ที่ทำธุรกิจ ซึ่งเที่ยวบินที่บินตรงจากรัฐเวสต์เบงกอล จะบินมาลงที่สุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต จึงเป็นที่มาของการคัดกรองผู้เดินทางแบบจำกัดเที่ยวบิน ซึ่งบินตรงจากแถบนั้น และต้องกรอกเอกสารข้อมูล และ Health Beware Card หากมีอาการป่วย ต้องติดต่อไปทาง Hot Line 1422 และจะมีการติดตามเข้าสู่กระบวนการแยกและตรวจรักษาต่อไป
" ที่ผ่านมามีการสอบสวนและส่งตรวจเคสที่เข้าข่ายต้องสงสัย แต่ยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อแต่อย่างใด" รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขระบุ
ด้าน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการควบคุมโรคจะจำกัดแค่เที่ยวบินจากอินเดียในรัฐเวสต์เบงกอลเท่านั้น ไม่ได้ขยายครอบคลุมทั้งอินเดีย เนจากข้อมูลล่าสุด ว่าสามารถเบาใจได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเคสที่ยืนยันมี 2 ราย แต่อีก 3 รายนั้น รวมไปถึงชุมชนต่างๆ อีก 200 รายซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง ยังไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเติม จึงพบว่าการกระจายไม่เร็วเท่าโควิดและไข้หวัดใหญ่ แต่ก็ยังต้องรอตรวจเชื้อไวรัสอย่างละเอียดต่อไป
ทั้งนี้ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนที่จะรับเคสส่งตรวจและวินิจฉัยแล้วโดยจะสามารถตรวจและวินิจฉัยเสร็จสิ้นภายใน 6-8 ชม.
ไทยเคยมีค้างคาวติดเชื้อไวรัสนิปาห์ แต่ติดเชื้ออัตราต่ำ ยังไม่เคยพบแพร่สู่คน
การแถลงข่าวยังระบุด้วยว่า ในประเทศไทยมีค้างคาวผลไม้ไม่ต่างจากอินเดีย ซึ่งหลายคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวมีความกังวล อย่างไรก็ตามมีข้อมูลรายงานมานานแล้วว่า ค้างคาวแม่ไก่ในประเทศไทยมีการตรวจเชื้อไวรัสนิปาห์เช่นกัน แม้จะมีการค้นพบเชื้อนี้ แต่อัตราส่วนในการเจอเชื้อร้อยละ 10 ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่มาก ในขณะที่พื้นที่ระบาดค้างคาวที่ติดเชื้อปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 40-50
นอกจากนี้ พื้นที่ที่ติดเชื้อมีงานวิจัยเฝ้าระวังมีการตรวจประชาชนและสุกร ก็ไม่ได้พบว่ามีการติดเชื้อสู่สุกรหรือคนแต่อย่างใด
สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่ ทางกรมควบคุมโรคได้แนะนำวิธีการป้องกัน ดังนี้
- ห้ามเก็บผลไม้ที่ร่วงหล่นหรือผลไม้บนต้นที่มีรอยกัด เพราะอาจปนเปื้อนน้ำลายค้างคาวได้
- หลีกเลี่ยงในเรื่องของการทานผลไม้ที่ไม่ได้ผ่านการล้างให้สะอาดและปอกเปลือกก่อนรับประทาน
- อาหารและน้ำต้องถูกสุขลักษณะ
- การกำจัดขยะในสิ่งแวดล้อม อาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้เช่นกัน
- การดูแลสัตว์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะหมู ที่สามารถรับเชื้อและแพร่ได้ ไม่ควรเลี้ยงใกล้ที่มีค้างคาว เพื่อไม่ให้มูลค้างคาวตกลงมาในคอก
- ไม่เอาผลไม้ที่มีรอยกัดแทะเลี้ยงหมู
- สังเกตสัตว์เลี้ยง รวมถึง สุนัข แมว เสียชีวิตอย่างน่าสงสัยแจ้งปศุสัตว์ทันที
- ในช่วงเมษายน และพฤษภาคม ต้องระวัง เพราะตรวจเชื้อไวรัสในค้างค้าวได้มากที่สุด
- โอ่งน้ำปิดมิดชิด
- อย่าจับ อย่าล่า ค้างคาว หรือสัมผัสไม่ว่าจะตายหรือมีชีวิตโดยมือเปล่า หากจำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัย ใส่ถุงมือ และฝังกลบด้วยปูนขาว
- หากมีอาการไข้สูง ซึม สับสน ให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติความเสี่ยงให้แพทย์ทราบ พร้อมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อรอบข้าง


