สุวรรณภูมิยกระดับคัดกรองไวรัสนิปาห์จากอินเดีย เฝ้าระวังใกล้ชิด
สุวรรณภูมิร่วมกับ สธ. คัดกรองผู้โดยสารจากอินเดียเพื่อเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอัตราตายสูงถึง 75% และยังไม่มีวัคซีนป้องกันในปัจจุบัน
KEY
POINTS
- ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเริ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
- มาตรการประกอบด้วยการติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนที่ประตูขาเข้า แจกบัตรคำแนะนำด้านสุขภาพ และตรวจสอบประวัติการเดินทาง โดยเน้นเที่ยวบินจากเมืองกัลกัตตา
- จากการปฏิบัติงานในวันแรก ได้คัดกรองผู้โดยสารไปแล้ว 332 ราย ซึ่งยังไม่พบผู้ที่มีอาการเข้าข่ายต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสนิปาห์
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ภายใต้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเริ่มมาตรการเข้มงวดในการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย เพื่อเฝ้าระวังและป้องกัน "โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์" (Nipah Virus) ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป
นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระบุว่ามาตรการนี้เป็นเชิงป้องกันสำหรับเที่ยวบินขาเข้าจากเมืองกัลกัตตา (Kolkata) ประเทศอินเดีย
โดยมีการติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนบริเวณหน้าประตูขาเข้า (Gate) พร้อมแจก บัตรคำแนะนำด้านสุขภาพ (Health Beware Card) เพื่อแจ้งอาการเบื้องต้นและช่องทางติดต่อเจ้าหน้าที่หากพบความผิดปกติ
นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบประวัติการเดินทางย้อนหลัง 14-21 วัน สำหรับผู้ที่มาจากพื้นที่เฝ้าระวัง
จากการปฏิบัติงานวันแรก (25 ม.ค. 69) ได้คัดกรองผู้โดยสารจากเที่ยวบิน 6E1911 และ TG314 รวมทั้งสิ้น 332 ราย ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นยังไม่พบผู้โดยสารที่เข้าเกณฑ์ต้องสงสัย (PUI) อย่างไรก็ตาม หากพบผู้ที่มีอาการเข้าข่าย เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ หรือมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ทสภ. พร้อมประสานส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายทันที
ทำความรู้จัก "ไวรัสนิปาห์" ภัยเงียบอัตราตายสูง
ไวรัสนิปาห์ (NiV) เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ที่มีความรุนแรงสูง ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 โดยมีข้อมูลสำคัญที่ควรทราบดังนี้:
• พาหะธรรมชาติ: "ค้างคาวกินผลไม้" หรือค้างคาวแม่ไก่ คือพาหะหลัก โดยเชื้อจะอยู่ในน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ
• การติดต่อ: สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนผ่านการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ (เช่น สุกร ม้า แพะ) หรือการกินผลไม้ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของค้างคาว นอกจากนี้ยังสามารถ ติดต่อจากคนสู่คน ได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
• อาการที่ต้องสังเกต: ระยะฟักตัว 4-14 วัน (นานสุด 45 วัน) เริ่มจากอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย หากรุนแรงจะเกิดภาวะ สมองอักเสบ ทำให้สับสน ชัก และหมดสติภายใน 24-48 ชั่วโมง
• ความอันตราย: มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% – 75% ซึ่งสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว และปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่จำเพาะเจาะจง
สำหรับการป้องกัน ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้ที่มีรอยกัดแทะหรือตกอยู่บนพื้น ล้างผลไม้ให้สะอาด ปรุงอาหารให้สุก และหมั่นล้างมือบ่อยๆ แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ยกระดับการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด


