โรคนิปาห์ ภัยเงียบจากค้างคาว ความเสี่ยงไทยต้องเฝ้าระวัง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนโรคนิปาห์แม้ยังไม่พบในไทย แต่มีปัจจัยเสี่ยงจากค้างคาวและพฤติกรรมบริโภค ชี้อัตราตายสูง ต้องเร่งเฝ้าระวังเชิงรุก
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคนิปาห์ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงที่รู้จักมากว่าเกือบ 30 ปี โดยมีการระบาดครั้งใหญ่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541–2542 ที่ประเทศมาเลเซีย ส่งผลให้มีผู้ป่วย 265 ราย และเสียชีวิตกว่า 108 ราย
การระบาดครั้งนั้นมีต้นตอจากค้างคาวกินผลไม้ซึ่งเป็นรังโรคตามธรรมชาติ เชื้อปนเปื้อนสู่หมูและแพร่สู่คน ส่งผลให้ต้องทำลายหมูมากกว่า 1 ล้านตัว ก่อนจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ โรคไม่แพร่เข้าสู่ประเทศไทยในขณะนั้น เนื่องจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างชุมชน
หลังจากนั้นพบการระบาดเป็นระยะในเอเชียใต้ โดยเฉพาะบังกลาเทศและอินเดีย ลักษณะการติดเชื้อแตกต่างจากมาเลเซีย คือมักติดต่อโดยตรงจากค้างคาวสู่คน ผ่านผลไม้สดหรือน้ำผลไม้ดิบ เช่น น้ำอินทผลัมสด และสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ในวงจำกัด ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่ง
โรคนิปาห์มีระยะฟักตัวสั้น ผู้ป่วยมักมีไข้สูง ปวดเมื่อย หายใจลำบาก และอาจเกิดสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ อัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40–50 แม้อำนาจการแพร่กระจายของโรคจะต่ำกว่าโรคทางเดินหายใจอย่างไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่พบผู้ป่วยในคน แต่มีความเสี่ยงจากการที่ค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus พบกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคผลไม้สด น้ำคั้นสด และการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อได้ หากเกิดการติดเชื้อในสัตว์
ศ.นพ.ยง เน้นย้ำว่า มาตรการสำคัญคือการป้องกันการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาวหรือสัตว์ป่วย ไม่รับประทานผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนบริโภค และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มหรือน้ำหวานดิบที่อาจปนเปื้อน
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเสริมระบบเฝ้าระวังเชิงรุก การแยกผู้ป่วยต้องสงสัยอย่างรวดเร็ว มาตรการควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาล และการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชนอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก พร้อมเตรียมความพร้อมตามแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” ที่เชื่อมโยงคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน


