TDRI ชี้ "บัตรทอง" ไม่ใช่นโยบายประชานิยมแต่คือสวัสดิการสังคม
ประธาน TDRI เปิดข้อเสนอเชิงนโยบายด้านสาธารณสุข 1 ปี และ 4 ปี ชี้ต้องยกระดับการบริหารฯ เพื่อสู้ภาระค่าใช้จ่ายด่านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมปาฐกถาในงาน “รำลึกครบรอบ 18 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้วางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพไทย” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยนายแพทย์สงวน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จนนำไปสู่การตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท”
ทั้งนี้ในงานนี้ ดร.สมเกียรติ ได้กล่าวในหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพประเทศไทย สวัสดิการสังคม มิใช่ประชานิยม” โดยระบุว่า
ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และได้ทำลายมายาคติที่ว่า การมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศร่ำรวยเท่านั้น โดยคุณูปการสำคัญมาจากนายแพทย์สงวน ผู้มีบทบาทผลักดันและก่อร่างสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และปัจจุบันมีการขยายสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าประเทศไทยได้ลงทุนกับระบบสุขภาพเพิ่มขึ้น และช่วยลดสัดส่วนครัวเรือนที่ล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล จากร้อยละ 8 เหลือต่ำกว่าร้อยละ 2 ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการกองทุนฯ มีความท้าทายมากขึ้น โจทย์สำคัญคือการควบคุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เพิ่มสูงเร็วเกินไป ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง อาทิ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การทบทวนนโยบายเมดิคัลฮับที่ส่งผลให้มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการจำนวนมากขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัด การส่งเสริมการใช้ยาและนวัตกรรมราคาที่เหมาะสม การลดทุรเวชปฏิบัติ และการพิจารณาเปิดรับแรงงานวิชาชีพต่างชาติในสาขาที่จำเป็น
ดร.สมเกียรติ ระบุด้วยว่า หากสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดการตรวจซ้ำ ลดความผิดพลาดและการทุจริต รวมถึงขยายการเข้าถึงบริการแพทย์ทางไกล จะช่วยยกระดับระบบจากการรักษาไปสู่การป้องกัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมภาระงบประมาณกองทุนฯ ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงอายุที่ส่งผลให้มีผู้รับบริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้เสียภาษีลดลงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทีดีอาร์ไอเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการภายใน 1 ปี อาทิ
- การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสาธารณสุขระยะยาว (Long-Term Care) ที่บ้าน
- ใช้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นศูนย์ Day Care
- การปรับอายุบำนาญขั้นต่ำเป็น 60 ปี
- การเริ่มยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- การตั้งคณะทำงานปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียมทั้ง 3 ระบบหลัก
ส่วนแผนระยะ 4 ปี อาทิ
- ควรขยาย Long-Term Care ให้ครอบคลุมทุกชุมชน ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงบริการ Palliative Care อย่างทั่วถึง
- แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากประกันสังคม
- ลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบ
ดร.สมเกียรติ กล่าวสรุปด้วยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นสวัสดิการสังคมที่มีแหล่งที่มาของงบประมาณชัดเจน และมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ
อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนฯ นี้กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฯ และระบบต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อภาระทางการคลัง ท่ามกลางสถานการณ์หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงเกินร้อยละ 65 ทั้งนี้เพื่อให้กองทุนฯ สามารถดำเนินการได้ต่อไปได้อย่างยั่งยืน


