posttoday

แพทย์เตือน "ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง" เสี่ยงอัลไซเมอร์ก่อนวัย

08 มกราคม 2569

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท รพ.วิมุต เผย ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่สมองได้โดยตรง ส่งผลร้ายแรงถึงขั้นสมองฝ่อ เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์และพาร์กินสันเร็วกว่าวัยอันควร

 

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝุ่นหรือวันที่ ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงเกินมาตรฐาน ความกังวลส่วนใหญ่มักอยู่ที่เรื่องปอด ทางเดินหายใจ หรืออาการภูมิแพกำเริบ แต่ข้อเท็จจริงทางการแพทย์ระบุว่าฝุ่นพิษเหล่านี้อันตรายกว่าที่คิด

 

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ยืนยันว่าอนุภาคฝุ่นขนาดจิ๋วสามารถเล็ดลอดเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อถึงใน "สมอง" หากสูดดมสะสมเป็นเวลานานโดยไม่ป้องกัน อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่าง โรคอัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย

 

เพื่อให้คนไทยรู้เท่าทันมหันตภัยฝุ่นจิ๋ว นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต ได้ออกมาให้ความรู้เจาะลึกถึงกลไกที่ ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง พร้อมแนะวิธีดูแลตัวเองให้ปลอดภัย

 

นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลวิมุต

 

ฝุ่น PM2.5 เข้าสู่สมองได้อย่างไร?

 

ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ความเล็กละเอียดนี้ทำให้มันสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและเดินทางตรงไปทำลายสมองได้ผ่าน 2 เส้นทางหลัก ได้แก่

 

  1. ผ่านทางปอด: เมื่อเราหายใจเอาฝุ่นเข้าไป มันจะลงลึกสู่ถุงลมปอดและซึมเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจะถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมถึงสมองซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงในปริมาณมาก
  2. ผ่านทางจมูก: ฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกซึมผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบหมุนเวียนเลือด

 

เมื่อฝุ่นพิษเดินทางไปถึง จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและความเครียดในระดับเซลล์ (Oxidative Stress) ทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อยๆ เสื่อมสภาพลง

 

แพทย์เตือน "ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง" เสี่ยงอัลไซเมอร์ก่อนวัย

 

สัญญาณเตือนภัย จาก "สมองล้า" สู่ "สมองเสื่อมก่อนวัย"

 

ผลกระทบของ ฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงเฉียบพลันเหมือนโรคปอด แต่ในระยะสั้นผู้ได้รับฝุ่นอาจมีอาการ สมองล้า (Brain Fog) รู้สึกไม่สดชื่น คิดช้า สมาธิสั้นลง หรือมีอาการปวดหัวไมเกรนกำเริบบ่อยขึ้น

 

"หากปล่อยให้สมองรับฝุ่นต่อเนื่อง จะเกิดการอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่ภาวะสมองฝ่อ และเร่งให้เกิดโรคความเสื่อมทางระบบประสาทเร็วขึ้น จากเดิมที่มักพบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันตั้งแต่อายุ 40–50 ปี นอกจากนี้ ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือช่วงวัยพัฒนาการ ยังเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติกสูงขึ้นด้วย" นพ.ภีมณพัชญ์ อธิบายเพิ่มเติม

 

แพทย์เตือน "ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง" เสี่ยงอัลไซเมอร์ก่อนวัย

 

ค่าฝุ่นระดับไหนเริ่มอันตราย?

 

เราไม่สามารถประเมินความหนาแน่นของฝุ่นด้วยตาเปล่า การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นเรื่องจำเป็น หากพบค่า AQI เป็นสีส้มหรือแดง แสดงว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

 

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดเกณฑ์ปลอดภัยของค่า PM2.5 ไว้ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในไทยมักพบค่าพุ่งสูงเกิน 50 ไมโครกรัมฯ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นระดับที่ส่งผลเสียต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้นการป้องกันไว้ก่อนจึงดีที่สุด

 

แพทย์เตือน "ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง" เสี่ยงอัลไซเมอร์ก่อนวัย

 

How-to ปรับไลฟ์สไตล์ ปกป้องสมองจากฝุ่นพิษ

 

การปรับพฤติกรรมเพียงเล็กน้อยช่วยลดความเสี่ยงที่ ฝุ่น PM2.5 ทำลายสมอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์แนะนำแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

 

  • เลี่ยงที่โล่งแจ้ง: งดกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

 

  • อุปกรณ์ต้องพร้อม: หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ให้สวม หน้ากาก N95 เท่านั้น เพราะหน้ากากอนามัยธรรมดาไม่สามารถกรองฝุ่นจิ๋วนี้ได้

 

  • อากาศในบ้านต้องสะอาด: ติดตั้ง เครื่องฟอกอากาศ ที่มีแผ่นกรอง HEPA และหมั่นเปลี่ยนไส้กรองตามกำหนด

 

  • อาหารต้านฝุ่น: เลือกกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E ปลาทะเลที่มีโอเมก้า 3 ลดของหวาน อาหารแปรรูป และงดสูบบุหรี่

 

  • ออกกำลังกายในร่ม: เปลี่ยนมาออกกำลังกายในอาคารแทนในช่วงฝุ่นหนา อย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง

 

"แม้เราจะกำจัดฝุ่นให้หมดไปไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะป้องกันตัวเองได้ หากใครเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น มึนงง คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิมในช่วงฝุ่นเยอะ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กความผิดปกติของระบบประสาท การรู้เท่าทันและป้องกัน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพสมองให้แข็งแรงไปได้นานๆ" นพ.ภีมณพัชญ์ กล่าวทิ้งท้าย


 

ข่าวล่าสุด

จากทายาทการเมืองสู่เดิมพันใหม่เพื่อไทย “โฟล์ค–ภูมิพัฒน์” ชิงดอนเมือง