'พาณิชย์' ชี้ 'ธุรกิจผู้สูงวัย' โตแรงแต่ปัญหาอยู่ที่ 'นอมินี'
สนค.กระทรวงพาณิชย์ วิเคราะห์โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน พบมีแนวโน้มเติบโตสูง แต่ยังพบอุปสรรคทั้งข้อจำกัดด้านรายได้ -นอมินี-ขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาด
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ชี้ธุรกิจดูแลผู้สูงวัย (Silver Economy) เติบโตสูงต่อเนื่อง รับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของไทย โดยมีจำนวนนิติบุคคลขยายตัวเฉลี่ย 7.6% ต่อปี
- แม้ธุรกิจจะมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี) ที่สร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
- ภาครัฐเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยเน้นการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานบริการและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้สูงอายุ
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้จัดทำรายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง โอกาสทองในเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ตอบสนองความต้องการและบริการสำหรับผู้สูงอายุ พบว่า
มีธุรกิจใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง อีกทั้งไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะส่งเสริมธุรกิจดังกล่าวให้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคบริการของประเทศ
เนื่องจาก ในปี 2567 ไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ประมาณ 13.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 20.36% ของประชากรไทยทั้งหมด อีกทั้งในปี 2566 ธุรกิจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ มีมูลค่าตลาดราว 2,574 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาสูงถึง 25.1%
3 กลุ่มธุรกิจสำคัญ โอกาสโตเฉลี่ย 7.6%
สนค.ได้วิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจำแนกธุรกิจดังกล่าวเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- ธุรกิจบริการส่งผู้ดูแลไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน (Home Care)
- ธุรกิจสถานบริการดูแลระยะยาวที่ครอบคลุมบริการพักค้างคืน (Long Stay)
- ธุรกิจสถานบริการดูแลผู้สูงอายุแบบเช้าไปเย็นกลับ (Day Care)
ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงปี 2565–2567 นิติบุคคลในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย 7.60% ต่อปี
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2568 มีจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด 2,331 ราย ส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก จำนวน 2,299 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 98.63% โดยธุรกิจ Home Care มีจำนวนนิติบุคคลมากที่สุด 1,475 ราย รองลงมาเป็นธุรกิจ Long Stay 810 ราย และธุรกิจ Day Care 46 ราย
และพบว่า ในช่วงปี 2565–2568 ธุรกิจ Long Stay มีการขยายตัวเฉลี่ยมากที่สุดที่ 9.97% รองลงมาเป็นธุรกิจ Home Care ขยายตัว 6.79% ขณะที่ธุรกิจ Day Care หดตัว 3.3%
กทม.โตสุด ขณะที่พบนักธุรกิจต่างชาติร่วมลงทุนมากที่สุดคือ Home Care
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในด้านที่ตั้งธุรกิจ พบว่า ในปี 2567 พื้นที่ ๆ มีธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมากที่สุด ได้แก่
- กรุงเทพฯ จำนวน 928 ราย คิดเป็น 41.58% ของนิติบุคคลทั้งหมด
- รองลงมาคือภาคกลาง (ไม่รวมกรุงเทพฯ) 491 ราย 22.00%
- ภาคเหนือ 241 ราย 10.80%
โดยทุกภูมิภาคมีจำนวนนิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีการขยายตัวเฉลี่ย ในช่วงปี 2565–2567 มากที่สุด 13.83%
เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ณ 30 มิ.ย.2568 พบว่า ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุมีการลงทุนรวมอยู่ที่ 16,182.26 ล้านบาท เป็นมูลค่าการลงทุนจากไทย 15,639.87 ล้านบาท สัดส่วน 96.65% และจากต่างชาติ 542.39 ล้านบาท สัดส่วน 3.35% โดยธุรกิจที่ต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนมากที่สุด คือ ธุรกิจ Home Care
จุดอ่อนของไทย ข้อจำกัดรายได้-นอมินี-ข้อมูลเชิงลึก
นายนันทพงษ์ เปิดเผยอีกว่า จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยทั้ง 3 ประเภท พบว่า จุดแข็งและกลยุทธ์ที่จะทำให้ธุรกิจสำเร็จ ได้แก่
- การให้บริการครบวงจร การมีสถานที่และสิ่งแวดล้อมเหมาะสมกับผู้สูงอายุ มีความสะดวกและปลอดภัยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข
- การมีบุคลากรที่พอเพียงและผ่านการอบรมเฉพาะด้าน
- การมีพันธมิตรร่วมกับหลายภาคส่วน เช่น โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน และการปรับโมเดลธุรกิจให้ยืดหยุ่น เช่น การทำแฟรนไชส์ การให้บริการโซลูชันในการบริหารธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
ขณะเดียวกัน ได้ศึกษาประเทศต้นแบบ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และมาเลเซีย พบว่า ทั้ง 3 ประเทศ เป็นประเทศมีความโดดเด่นด้านการปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกัน คือ มีการเสริมความเข้มแข็งของระบบรัฐสวัสดิการ มีการสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดตั้งสถานดูแลผู้สูงอายุ รองรับกับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น และภาครัฐจัดให้มีเงินอุดหนุนและเงินเบี้ยเลี้ยง เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้สูงอายุ
นายนันทพงษ์กล่าวว่า แม้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพในการแข่งขัน แต่ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทย ยังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ อาทิ
- ข้อจำกัดด้านรายได้ของผู้สูงอายุไทย
- ธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว (นอมินี)
- การขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดผู้สูงอายุ
ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทย ภาครัฐและเอกชนควรร่วมดำเนินมาตรการขับเคลื่อนอย่างจริงจังโดยมาตรการที่ควรดำเนินการ ได้แก่
- ยกระดับมาตรฐานสำหรับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ กำหนดแนวทางการติดตามคุณภาพบริการและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ
- ส่งเสริมมาตรการการเข้าถึงบริการทางการเงินและการประกันภัย เพิ่มกำลังซื้อของผู้สูงอายุและครอบครัว เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี และการจัดตั้งกองทุนจัดสรรเบี้ยเลี้ยง
- ป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการแข่งขันและป้องกันการแย่งชิงตลาดจากผู้ประกอบต่างชาติที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
- จัดทำฐานข้อมูลธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ครอบคลุมข้อมูลการตลาด อาทิ สถานการณ์ผู้สูงอายุทั้งในไทยและต่างประเทศ และรายได้ผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่
- ส่งเสริมการอบรมเฉพาะด้านแก่บุคลากรดูแลผู้สูงอายุ ส่งเสริมการอบรมทักษะวิชาชีพที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ
- ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับการให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง
- ส่งเสริมการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมการจับคู่ธุรกิจ การจัดแสดงสินค้าและบริการ และการส่งเสริมธุรกิจผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ
- ส่งเสริมการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ


