โรค NCDs เสี่ยงทำ 'คนต้องออกจากงาน' ก่อนเวลาเกษียณ สูงถึง 1 ใน 3
คนไทยป่วยด้วยโรค NCDs กว่า 50% เสี่ยง 'ต้องออกจากงานก่อนเวลาอันควร' ถึงร้อยละ 34 ถึงเวลาเสนอภาครัฐจูงใจด้วย 'ภาษี'?
KEY
POINTS
- โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุให้คนวัยทำงานต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนเวลาอันควรสูงถึง 1 ใน 3 หรือคิดเป็นร้อยละ 34
- ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรค NCDs ในกลุ่มวัยทำงานมาจากภาวะอ้วน การขาดกิจกรรมทางกาย การดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ โดยในบางบริษัทพบพนักงานป่วยด้วยโรคนี้เกือบ 70%
- มีการเสนอให้ภาครัฐและสำนักงานประกันสังคมเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาพในที่ทำงาน และสร้างแรงจูงใจให้บริษัทต่างๆ ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี
การรณรงค์เรื่องลดโรค NCDs ถือเป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ ด้วยมูลค่าความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ได้แก่
- คนไทยเสียชีวิตด้วย NCDs ปีละ 4 แสนราย
- ทำลายเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็น 2.2% ของจีดีพี
ล่าสุด บนเวทีเสวนาหัวข้อ NCDs EC Policy Win/Win ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กับภาคธุรกิจเอกชนและวัยทำงาน เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ-แรงงาน-สุขภาพ-แรงจูงใจ-นวัตกรรมองค์กร ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2567 ได้ฉายภาพเจาะลงลึกไปที่ปัญหาซึ่งเกิดขึ้นกับ 'ที่ทำงานของภาคเอกชน' โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
คนต้องออกจาก 'ตลาดแรงงาน' ก่อนวัยอันควรสูงถึง 1 ใน 3
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่า โรค NCDs ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจ โดยพบว่าคนวัยทำงานต้องออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น
การเสียชีวิต ร้อยละ 52 และการออกจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร ร้อยละ 34
ด้าน ดร.วิภาภรณ์ เกียรติอำนวย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า บริษัท เจ.เอช.อุตสาหกรรม ตั้งอยู่ที่ จ.นครราชสีมา มีพนักงานอยู่ทั้งหมด 450 คน โดยบริษัทได้ขับเคลื่อนเรื่อง Healthy workplace (องค์กรสุขภาวะ) มาตั้งแต่ปี 2551
พบว่า พนักงานส่วนใหญ่เป็นโรค NCDs เฉพาะเรื่องการมีน้ำหนักเกินค่ามาตรฐาน 51% และโรค NCDs ด้านอื่นๆ รวมแล้วเกือบ 70%
ทั้งนี้ สสส. ยังได้เปิดเผยรายละเอียดจากการเก็บข้อมูลคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่มีปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ในปี 2568 พบสาเหตุจาก
- มีภาวะอ้วน 27 ล้านคน
- ทำกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ 25 ล้านคน
- มีพฤติกรรมดื่มสุรา 17 ล้านคน
- สูบบุหรี่จำนวน 11 ล้านคน
ตัวอย่างวิธีกรลดโรค NCDs ในสถานประกอบการที่ทำได้จริง!
ดร.วิภาภรณ์ ยังกล่าวถึงมาตรการที่บริษัทได้ทำเพื่อลดปัญหา NCDs ในบริษัท ชื่อว่าโครงการนับคาร์บต้านโรค NCDs เน้นการใช้หลักการแรงจูงใจให้พนักงานปรับพฤติกรรมและเลือกสิ่งที่ดีเพื่อตนเอง โดยจะคัดเลือกพนักงานที่มีความเสี่ยงเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 60 คน โดยมีการดำเนินการดังนี้
เดือนที่ 1 เริ่มจากตรวจไขมันและมวลกล้ามเนื้อ ให้ข้อมูลความเสี่ยงสุขภาพ สอนการนับคาร์บและแจกสมุดบันทึกให้พนักงานบันทึกพฤติกรรมการกิน การนอน
เดือนที่ 2 ทำสื่อรณรงค์ ออกนโยบายให้ร้านอาหารสวัสดิการและตู้อัตโนมัติต้องติดป้ายข้อมูลแสดงปริมาณคาร์บ น้ำตาล และโซเดียม และมีการจัดกิจกรรมแข่งขันลดน้ำหนัก สร้างวัฒนธรรมการกำลังกายครึ่งชั่วโมงก่อนเลิกงานอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์
เดือนที่ 3 เริ่มมีการจัดจำหน่ายอาหาร Low Carb และสร้างสวนผักผลไม้ปลอดสารพิษกว่า 60 ชนิดให้พนักงานสามารถปลูก เก็บ เด็ดและนำไปรับประทานได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
เดือนที่ 4 ได้มีการถอดบทเรียนครั้งที่ 1 เพื่อให้พนักงานได้วิเคราะห์ จุดอ่อน จุดแข็ง สิ่งที่อยากพัฒนาและสรุปผลถึงสิ่งที่ดำเนินการมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
เดือนที่ 5 มีการตรวจวัด body composition และตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้พบข้อมูลจากการสรุปผลว่าผู้เข้าร่วมโครงการทั้ง 60 คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น 46 คน คิดเป็น 77% ของผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด
เดือน 6 จึงเข้าสู่ช่วงของการนำเสนอผลการดำเนินงานโดยให้ให้พนักงานในโครงการเป็นผู้นำเสนอด้วยตนเอง และมีการยกย่องบุคคลตัวอย่างเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานตั้งเป้าหมายตัวเองในปี 2569 ต่อไป
ทั้งนี้ หลังจากดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนวันการลาป่วยของพนักงานทั้งหมดลดลง 10.30% ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพนักงานลดลง 16.41% สถิติการลดและเลิกสูบบุหรี่ 16.94% และสถิติการลด เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 11.80%
เสนอ 'ประกันสังคม' ควรมีโครงการส่งเสริมสุขภาพแรงงานและจูงใจด้วยภาษี
ด้านนางวรดา ชำนาญพืช รองประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ชลบุรี ฝ่ายพัฒนาแรงงานและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ในด้านของกระทรวงแรงงาน อยากให้กระทรวงแรงงานเข้ามาส่งเสริมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OSHMS) รวมไปถึงการตั้งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) ในสถานประกอบการ และมอบรางวัลองค์กรต้นแบบด้านความปลอดภัยและสุขภาวะ แทนการมอบรางวัลสถานประกอบการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ
สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้สถานประกอบการมีความชัดเจนในการขับเคลื่อนเรื่องสุขภาวะ เรื่องคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากกว่าการมองแค่สวัสดิการที่เน้นหนักไปที่เรื่องค่าตอบแทนเป็นหลัก
นอกจากนี้ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรมีโครงการประกันสังคมส่งเสริมสุขภาพแรงงาน มีการจัดตั้งกองทุนป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ สนับสนุนงบกิจกรรมสุขภาพในสถานประกอบการ
รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับโรงพยาบาลเครือข่าย เพื่อตรวจสุขภาพ และให้คำปรึกษา มากไปกว่านั้น ภาครัฐควรออกนโยบาย มอบรางวัลสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือสนับสนุนงบประมาณให้แก่สถานประกอบการ
“ผู้ประกอบการเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย และต้องเสียเงินในการดูแลสุขภาพพนักงานผ่านประกันสังคม ประกันสุขภาพต่างๆ ทั้งให้คนในครอบครัว ทั้งแบบ OPD ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการเขาจ่ายอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีบริษัทไหนที่สามารถจ่ายหรือหันมาดูแลสุขภาวะให้พนักงานได้ และภาครัฐมี Incentive ให้เขานำไปลดหย่อนภาษีได้ ก็จะถือเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้สถานการประกอบการมีแรงจูงใจที่จะดำเนินการมากขึ้น” นางวรดา กล่าว


