ดีพอไหม? เมื่อ ‘ลูกจ้างใหม่วัย 60+ในไทย’ ไม่มีสิทธิในกองทุนประกันสังคม
ถึงเวลารัฐต้องทบทวนหรือตั้งคำถามแล้วหรือไม่? เมื่อสังคมสูงวัยสมบูรณ์ แต่ลูกจ้างใหม่วัย 60 กลับไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม
KEY
POINTS
- ลูกจ้างที่เริ่มทำงานเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป จะไม่ได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคม และไม่ต้องจ่ายเงินสมทบ
- ลูกจ้างกลุ่มนี้จะได้รับความคุ้มครองจาก "กองทุนเงินทดแทน" ซึ่งจะชดเชยเฉพาะกรณีที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการทำงานเท่านั้น
- สิทธิประโยชน์สำคัญที่ลูกจ้างวัย 60+ จะไม่ได้รับคือ "เงินบำนาญชราภาพ" ซึ่งต่างจากระบบในต่างประเทศที่ยังคงให้สิทธิแก่ผู้สูงอายุที่ทำงานต่อ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นธรรมของระบบสวัสดิการแรงงาน
สำนักงานประกันสังคม ให้ความรู้ในประเด็นนี้เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาว่า ลูกจ้างที่เริ่มงานเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ยังคงได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน โดยนายจ้างต้องยื่นแบบ สปส.1-03 เพื่อขึ้นทะเบียน
สิ่งที่แตกต่างคือ ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องถูกหักเงินสมทบและไม่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม (ยกเว้นผู้ประกันตนมาตรา 39)
แต่ยังมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน ค่าทำศพ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และสิทธิอื่นตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานของผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. การขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน
- นายจ้างต้องยื่นแบบ สปส.1-03 เพื่อขึ้นทะเบียนลูกจ้างอายุเกิน 60 ปี
- ลูกจ้างยังถือว่าอยู่ในระบบ ไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองในกองทุนประกันสังคม (ยกเว้น มาตรา 39) แต่ได้รับสิทธิคุ้มครองกองทุนเงินทดแทน
2. ไม่ต้องหักเงินสมทบ
- หากเข้าทำงานใหม่ตอนอายุเกิน 60 ปี นายจ้าง ไม่ต้องหักเงินสมทบจากค่าจ้าง แต่ลูกจ้างยังได้รับ ความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน (WCF)
3. สิทธิความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน (WCF)
- กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากจากการทำงาน ลูกจ้างยังได้รับสิทธิ ค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน ค่าทำศพ และค่าฟื้นฟู และสิทธิอื่น ๆ ตามกฎหมาย
ทีนี้ อยากให้ทุกคนลองดูว่า สิทธิจากกองทุนเงินทดแทน คืออะไร? และต่างจากกองทุนประกันสังคมอย่างไร
กองทุนเงินทดแทน คือ กองทุนที่จ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแทนนายจ้าง เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพในการทำงาน ของร่างกาย ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง โดยจะได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง และมีสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่ได้รับ 4 กรณี ได้แก่
1. ค่ารักษาพยาบาล เบื้องต้นคือ
- ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย 1 ครั้ง จ่าย 50,000 บาท
- บาดเจ็บรุนแรงหรือเรื้อรังจ่ายไม่เกิน 150,000 บาท
- หากไม่เพียงพอจ่ายรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,000,000 บาท
2. ค่าทดแทนรายเดือน
- ค่าทดแทน 70% ของค่าจ้างรายเดือน *ไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน (ค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท)
3. ค่าทำศพ
-
จ่ายตามที่กระทรวงกำหนด อัตราที่กำหนดในกฏกระทรวง(ค่าทำศพ 50,000บาท)
4. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน
ส่วน กองทุนประกันสังคม คือ กองทุนที่ให้หลักประกันแก่ผู้ที่ประกันตน โดยได้รับเงินสมทบจาก นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล มีสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองที่ได้รับ มี 7 กรณี (ซึ่งไม่เนื่องจากการทำงาน) ได้แก่ ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ชราภาพ ตาย
ฉะนั้น ข้อแตกต่างจึงอยู่ที่ว่า กองทุนทั้งสองจะจ่ายเงินให้ อยู่ที่สาเหตุ
สำหรับกองทุนเงินทดแทนที่ ลูกจ้างวัย 60+ จะได้นั้น จะได้รับก็ต่อเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาในการทำงานของร่างกาย ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหาย อันเนื่องมาจากการทำงานให้แก่นายจ้าง เท่านั้น
ในขณะที่กองทุนประกันสังคมจ่ายให้ไม่ต้องเกี่ยวเนื่องจากการทำงานก็ได้
เงินบำนาญชราภาพ แม้จะทำงานในวัย 60+ ก็ไม่ได้!
อีกประเด็นสำคัญที่จะไม่มีคือ การหายไปในเรื่องของ ‘เงินบำนาญชราภาพ’ ซึ่งยอดเงินที่ได้รับจะเกิดจากยอดสมทบเก่าเท่านั้น
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ ที่มีนโยบายการขยายอายุเกษียณ หรือ มีกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุที่ชัดเจน อย่างประเทศญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา พบว่า
สหรัฐอเมริกา คนที่อายุ 60 หรือเกษียณแล้ว จะสามารถกลับไปทำงานได้เต็มรูปแบบ โดยรัฐจะไม่ตัดสิทธิ ‘บำนาญของเขา’ แค่จัดการตามช่วงอายุ เช่น แม้เบิกบำนาญไปแล้ว แต่ยังกลับไปทำงาน รัฐจะหักบำนาญบางส่วนชั่วคราว แต่เมื่อเกษียณจริงจะได้บำนาญเพิ่มขึ้น
หรือถ้าเลือกที่จะเลื่อนเบิกบำนาญออกไป จะได้เครดิตเพิ่ม หมายถึงเงินบำนาญต่อเดือนมากขึ้นถาวร!
ทั้งนี้ คนที่ทำงานต่อจะมีหน้าที่ในการจ่ายภาษี-ประกันบางส่วนตามรายได้ แต่ไม่ตัดสิทธิแบบไทย
ส่วนใน ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการออกฎหมายสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุอย่างชัดเจนระบุว่า หลังจากอายุ 60 ปี บริษัทจะต้องมีทางเลือกให้คนเหล่านั้นทำงานถึง 65 ปี โดยเลือกว่าจะต่อสัญญาจ้าง เปลี่ยนสัญญาจ้างเป็นปีต่อปี หรือจ้างแบบตำแหน่งที่งานเบาลงเหมาะสมกับอายุหรือไม่
โดยบำนาญที่ได้ หากยังไม่เบิก ก็จะได้เงินเพิ่ม แต่ถ้าเบิกแล้ว เงินบำนาญบางส่วนจะถูกลดลงตามรายได้ แต่พอหยุดทำงาน เงินบำนาญจะกลับมาปกติ
ทั้งนี้ ระบบจะให้ลูกจ้างวัย 60+ ต้องจ่ายประกันสังคมบางส่วนตามสัญญา แต่มีระบบแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายช่วยด้วย
ระบบของประเทศที่มีความชัดเจนด้านการขยายอายุเกษียณ จึงทำให้ประชาชนในวัย 60+ ที่ยังต้องทำงาน ได้รับการดูแลเรื่องบำนาญอย่างสมเหตุสมผล ในเมื่อพวกเขาก็เป็นหนึ่งในระบบแรงงานเช่นกัน
…..
ท้ายสุด คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเราจะก้าวสู่สังคมสูงวัย และประชากรกว่า 20% อายุมากกว่า 60 ปี บวกกับอัตราการเกิดที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้แรงงานคนอายุ 60+ มีบทบาทที่เพิ่มขึ้น
แต่กฎหมายหรือสิทธิที่มีในประเทศไทยตอนนี้ ‘เป็นธรรม’ กับพวกเขาแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่รัฐต้องตอบ.


