posttoday

ทำไมถึงไม่สุข? เมื่อมนุษย์ดิจิทัลตกอยู่ในวังวน 'Mimetic Desire' เลียนแบบความสุขคนอื่น

17 พฤศจิกายน 2568

ชวนสำรวจตัวเองผ่านทฤษฎี 'Mimetic Desire Theory' ความอยากของมนุษย์ยุคดิจิทัลส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง แต่สร้างขึ้นจากการเลียนแบบคนอื่น จนไม่มีความสุข

KEY

POINTS

  • ทฤษฎี 'Mimetic Desire' อธิบายว่าความต้องการของมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตนเอง แต่เกิดจากการลอกเลียนแบบความต้องการของคนอื่นที่เรามองว่าเป็นต้นแบบ
  • ในยุคดิจิทัล โซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมยิ่งเร่งกระบวนการนี้ ทำให้เราเห็นชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบของผู้อื่นตลอดเวลา และเกิดความอยากเลียนแบบในวงกว้าง
  • การไล่ตามความสุขของคนอื่นนำไปสู่การแข่งขัน การเปรียบเทียบ ความรู้สึกด้อยค่า ความเครียด ภาวะหมดไฟ (Burnout) และความกลัวที่จะตกกระแส (FOMO)
  • ทางออกจากวังวนนี้คือการตั้งคำถามกับตัวเองว่าความต้องการนั้นเป็นของเราจริงหรือไม่ เพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงแทนการวิ่งตามความต้องการของผู้อื่น

Memetic Desire Theory หรือ ทฤษฎีความอยากแบบลอกเลียน ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือชื่อดังอย่าง Wanting - The Power of Mimetic Desire in Everyday Life ของ ลุค เบอร์กิส เป็นแนวคิดของ เรอเน่ ฌีราร์ด (René Girard) นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส

แนวคิดนี้เสนอว่า มนุษย์ไม่ได้อยากหรือต้องการสิ่งต่างๆ ด้วยความต้องการหรือความอยากของตัวเองอย่างแท้จริง แต่เกิดจากการเลียนแบบความต้องการของคนอื่น 

โดยเฉพาะคนที่เราเฝ้ามองนั้น 'อาจจะประสบความสำเร็จ หรือดูดีกว่าเรา' ไม่ว่าจะเป็นคนสนิท คนดัง หรือใครก็ตามที่เราติดตามอยู่ กระบวนการลอกเลียนนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

 

หนังสือ Wanting ซึ่งปัจจุบันมีฉบับแปลภาษาไทย

 

ชีวิตดิจิทัล ยิ่งเร่งให้เรา 'เลียนแบบความสุขของคนอื่น'

 

จุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิดนี้แม้จะอยู่ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 แต่หากนำมาขบคิดกับความเป็นไปของโลกในวันนี้ ก็นับว่ายังอยู่ในเทรนด์ และสามารถอธิบายหลายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างดี

 

องค์ประกอบของ Mimetic Desire Theory มีอยู่ 3 อย่าง อย่างแรก คือ 'ต้นแบบ' ที่เราเลียนแบบ อาจเป็นเพื่อน คนดัง คุณพ่อคุณแม่ หรือแม้แต่ตัวละครในซีรีส์  ต้นแบบที่ว่านี้ยังรวมถึงบัญชีโซเชียลที่อัลกอริทึมดันขึ้นมาให้เราดูบ่อยๆ ด้วย

อย่างที่สอง คือ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา นั่นคือ เมื่อเห็นว่า 'ต้นแบบ' เป็นยังไง เราจึงอยากเป็นแบบนั้น ซึ่งในบางครั้งต่างจากความต้องการแท้จริง ที่มักจะมาจากความจำเป็น ความพอใจภายใน หรือค่านิยมส่วนตัว

อย่างสุดท้าย คือ เมื่อทุกคน 'เลียนแบบ' ต้นแบบที่คล้ายคลึงกัน ผลลัพธ์คือ ต้องแก่งแย่ง กิดอารมณ์ด้านลบ เช่น อิจฉา โกรธ ทะเลาะ หรือรู้สึกด้อยค่า และในระยะยาวทำให้หลายคนหมดไฟเพราะไล่ตามมาตรฐานที่ไม่มีวันหยุด

 

ยกตัวอย่างเช่น ในออฟฟิศมีคนที่เป็น 'ต้นแบบ' ตามทฤษฎีนี้ ที่ได้เลื่อนตำแหน่งเร็ว พนักงานคนอื่นพยายามทำเหมือนกัน ผลคือเกิดการแข่งแย่งงาน เบียดเบียนความสัมพันธ์ ทีมแตก ความเครียดสูง 

หรือ อาจคิดว่า 'ฉันอยากไปเรียนต่อเมืองนอก' แต่แท้จริงแล้วเพราะอยากได้ภาพลักษณ์หรือสถานะที่มาพร้อมกับการไปอยู่เมืองนอกเหมือนคนอื่นที่ชื่นชม 

หรือ เพื่อนคนหนึ่งซื้อรถสปอร์ตแล้วโพสต์รูป มันกลายเป็นภาพว่า 'คนประสบความสำเร็จต้องมีรถแบบนี้' เป็นต้น

 

เรอเน่ ฌีราร์ด (René Girard)

 

ทั้งนี้ ในมุมของทฤษฎีคนที่เราคอยสังเกตและเลียนแบบมักจำกัดอยู่ในครอบครัว ชุมชน หรือกลุ่มเพื่อน แต่ยุคดิจิทัลทำให้ต้นแบบขยายจากกลุ่มเล็กไปสู่ทั้งโลก อินฟลูเอนเซอร์ คนดัง และอัลกอริทึมร่วมกันผลิตความอยากให้เรารับแบบต่อเนื่อง ระบบแพลตฟอร์มเลือกแสดงสิ่งที่มีแนวโน้มว่าเราจะอยากเลียนแบบมากที่สุด ตั้งแต่ความสวย ไลฟ์สไตล์ต่างๆ 

ต้นแบบที่เพิ่มขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักล้าน ภาพชีวิตที่ถูกแต่งให้ดูสำเร็จหรือสมบูรณ์แบบกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของความอยาก อัลกอริทึมยิ่งทำให้เราถูกผลักไปดูสิ่งเดิมซ้ำ ๆ จนความอยากแพร่กระจายแบบไวรัล และถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ

ความสำเร็จเร่งด่วนและการเปรียบเทียบแบบเรียลไทม์ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกกดดัน เหนื่อย และสับสนว่าความอยากแบบไหนคือของตัวเองจริง ๆ หรือแค่การไม่อยากตามหลังคนอื่น

 

 

ผลลัพธ์คือ เบิร์นเอาท์-FOMO ไร้ซึ่งความสุขที่แท้จริง

 

สิ่งสำคัญที่เป็นผลลัพธ์ตามมาคือ

เมื่อหลายคนอยากสิ่งเดียวกันเราจึงต้อง 'เปรียบเทียบ' และ 'แข่งขัน' อย่างไม่รู้ตัว  

 

เมื่อเห็นชีวิตคนอื่นสำเร็จเร็วทำให้รู้สึกว่าควรวิ่งให้ทัน เปรียบเทียบตลอดเวลา และเริ่มรู้สึกด้อย แม้จะไม่ได้ต้องการสิ่งนั้นจริง ๆ ตั้งแต่แรก

ฌีราร์ดอธิบายว่า ความอยากที่มาจากการเลียนแบบจะเปิดทางสู่ความขัดแย้ง ยิ่งสิ่งที่อยากมีจำนวนจำกัด เช่น ตำแหน่ง งาน หรือสถานะ ยิ่งสร้างความรู้สึกแพ้ชนะที่รุนแรงขึ้น 

ผลที่ตามมาคือภาวะ FOMO หรือ Fear of Missing Out แปลตรงตัวว่า 'ความกลัวว่าจะพลาดบางอย่าง' เป็นภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่าคนอื่นกำลังได้ประสบการณ์ดี ๆ ความสำเร็จ โอกาส หรือความสนุกบางอย่าง แล้วเรากลัวว่าจะตามไม่ทัน จึงเกิดความกระวนกระวาย รีบตัดสินใจ หรือกดดันตัวเองเกินจำเป็น  จนทำให้เกิดความเครียดเรื้อรังและสะสมเข้าสู่สภาวะ 'เบิร์นเอาท์'  ในที่สุด จากการที่มนุษย์ไล่ตามชีวิตที่ไม่ใช่ของตนเองตั้งแต่ต้น

 

....

 

สุดท้าย เราจะหลุดจากภาวะนี้ได้อย่างไร? ทฤษฎีนี้กล่าวว่าควรเริ่มจากการถามตนเองแบบตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีใครเห็น เรายังอยากสิ่งนี้อยู่หรือไม่ สิ่งนี้จะพาเราไปจุดไหน ที่ต้องการเพราะจะทำให้ชีวิตดีขึ้น หรือเพราะไม่อยากแพ้หรืออยากเหมือนคนอื่น นี่คือความสุขที่ต้องการจริงๆ หรือไม่ หรือแค่เพราะเห็นว่าคนอื่นมีความสุข?

เพราะการตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อลดความอยาก แต่เพื่อคืน 'อำนาจ' ภายในให้ตัวเราเองได้ตัดสินใจและได้พิจารณา 'ความอยาก' ของตนเองอันนำไปสู่ความภูมิใจและความสุขที่แท้จริง ในยุคที่ความอยากถูกผลิตซ้ำและกระตุ้นด้วยระบบต่างๆ นานา

 

ท้ายสุดนี้ 'ชีวิตที่เป็นของเราเองจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่เราเลิกเดินตามคนอื่น'

ข่าวล่าสุด

SET ปิดร่วง 11 จุด แต่ยืนเหนือ 1,450 จุด สัปดาห์หน้าถ้าหลุดมีสิทธิ์ไหลลึก 1,400 จุด