
เบื้องหลังอินเดียให้สิทธิ ‘ลาปวดประจำเดือน 12 วัน/ปี’ ระบุคือ ‘สิทธิมนุษยชน’
เบื้องหลังรัฐกรณาฏฏะ ของอินเดียให้สิทธิ ‘ลาปวดประจำเดือน 12 วัน/ปี’ สำเร็จ ระบุคือ ‘สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน’
KEY
POINTS
- รัฐกรณาฏกะของอินเดียประกาศให้สิทธิผู้หญิงลาปวดประจำเดือนได้ 12 วันต่อปีโดยได้รับค่าจ้าง ครอบคลุมพนักงานหญิงทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชน
- การผลักดันนโยบายนี้เกิดจากภาคประชาสังคมที่รณรงค์ยกระดับประเด็นสุขภาพประจำเดือนให้เป็น 'สิทธิในที่ทำงาน' และ 'สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน'
- การทดลองใช้ในภาคเอกชนพิสูจน์ว่านโยบายช่วยลดการขาดงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้จริง ซึ่งดีกว่าการที่พนักงานฝืนมาทำงานและทำให้ผลิตภาพลดลง
ล่าสุด รัฐกรณาฏกะของอินเดีย ประกาศให้สิทธิผู้หญิงลาปวดประจำเดือนได้ 12 วัน/ปีโดยยังได้รับค่าจ้าง! ถือเป็นอีกการเคลื่อนไหวสำคัญของประเด็นด้าน ‘สิทธิมนุษยชน’ ในอินเดีย
เริ่มจากภาคประชาสังคม-เอกชน
สำนักข่าว The Pioneer ของอินเดีย ระบุว่าแต่เดิมเรื่องนี้เป็นประเด็น ‘ต้องห้าม’ ในรัฐสภาอินเดีย จนกระทั่งเกิดการรณรงค์และก่อตั้งขบวนการ Paid Period Leave โดย รันจีตา ปรียดารชินี (Ranjeeta Priyadarshini)
เธอเริ่มจากรัฐโอริสสา ปี 2024 รัฐโอริสสาประกาศใช้สิทธิ ลาประจำเดือนสำหรับพนักงานรัฐสำเร็จ
สำหรับรัฐกรณาฏกะ รันจีนตาได้เริ่มทำงานผลักดันประเด็นดังกล่าวตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 ผ่านการประชุมเชิงยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในเชิงการเมือง และแพทย์หลายคน ซึ่งล้วนแต่แสดงการสนับสนุนอย่างชัดเจน เพราะเห็นผลกระทบเชิงบวกที่จะมีต่อผู้หญิงทำงานนับล้านคนในรัฐ
แรงผลักดันนี้เพิ่มขึ้นเมื่อมีการนำสิทธิดังกล่าวไปใช้ในองค์กรอย่าง Kagaz Foundation และ Skawin Medical and Healthcare ทำให้เกิดต้นแบบการใช้งานจริงและพิสูจน์ได้ว่านโยบายนี้ได้ประโยชน์ โดยพบว่า
อัตราการขาดงานโดยไม่แจ้งนั้นลดลง รวมไปถึงผลงานของพนักงานหญิงดีขึ้นในช่วงที่มีอาการ ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า การลาประจำเดือนไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงแต่อย่างใด รวมไปถึงในองค์กรณ์ของกวีธาได้มีการจัดเสวนาและเวิร์คช็อปเพื่อให้ผู้หญิงใช้สิทธิของตนเอง โดยมองว่าการลาประจำเดือนคือสิทธิไม่ใช่ความอ่อนแอ
ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2024 รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานจึงได้นำประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณา และปูทางสู่การประกาศนโยบายอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 ตุลาคม 2025 ทำให้มีสองรัฐในอินเดียที่ประกาศใช้นโยบาย และทำให้สื่อจากอินเดียมองว่าโมเมนตัมระดับชาติในประเด็นดังกล่าวกำลังจะเปลี่ยนไป
เพราะมองเห็นว่า ‘สุขภาพประจำเดือน’ เป็น ‘สิทธิในที่ทำงาน’ โดยตรง
และบนเวทีโลก อินเดียได้มีการพูดถึงสิ่งนี้จนสามารยกระดับเรื่องของ ‘สุขภาพประจำเดือน’ เป็น ‘สิทธิมนุษยชนพื้นฐาน’ หมายความว่า ทำให้ทุกคนเห็นว่าสิทธินี้ไม่ใช่เป็นแค่สิทธิในที่ทำงาน แต่คือสิทธิพื้นฐานที่ผู้หญิงทุกคนควรได้รับ
รายละเอียดนโยบาย ‘สิทธิลาหยุดในช่วงประจำเดือน’ ของรัฐกรณาฏกะ
รายละเอียดของนโยบายนี้ได้แก่ ผู้หญิงสามารถลาหยุดแบบจ่ายเงิน สำหรับผู้หญิงพนักงานในทุกภาคส่วนทั้งรัฐบาลและเอกชนทั้งพนักงานประจำและพนักงานสัญญาจ้างอายุระหว่าง 18-52 ปี เดือนละครั้ง จำนวนรวม 12 วันต่อปี
โดยสิทธิพิเศษนี้จะแยกจากวันลาป่วยหรือวันลาทั่วไป โดยไม่ต้องใช้ใบรับรองแพทญ์เมื่อขอลาหยุดช่วงมีประจำเดือน แต่ไม่สามารถสะสมวันลาข้ามเดือนได้ ( เช่นเดือนนี้ไม่หยุด ขอหยุดเดือนหน้า 2 ครั้งไม่ได้ แต่จำนวนวันต้องอยู่ในรวม 12 วันต่อปี)
เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายที่เคยมีการประกาศแล้ว จึงถือว่านโยบายของรัฐกรณาฏกะนี้เป็นนโยบายที่ก้าวหน้า เพราะให้สิทธิแก่ผู้หญิงวัยทำงานทุกภาคส่วนไม่จำกัดแค่พนักงานรัฐบาลเท่านั้น
บทความจาก 'ฮาร์วาร์ด' เผยการไม่ให้ลาหยุดประจำเดือน เสี่ยงต่อการสูญเสียมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ในรัฐกรณาฏกะซึ่งได้มีการออกกฎหมายไปแล้ว ก็ยังมีการถกเถียงถึงประสิทธิภาพกรทำงานของผู้หญิงหากให้มีการลาหยุด ซึ่งเคยมีบทความตีพิมพ์ใน Harvard Law & Policy Review ในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ประจำเดือนทำให้ผู้หญิงมาทำงานแต่ไม่เต็มที่และขาดงาน สูญเสีย productivity ประมาณ เกือบ 9 วันต่อปี โดยที่การ 'ทำงานไม่เต็มที่' เกิดขึ้นได้มากกว่าเป็นสาเหตุหลัก และทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการทำงานได้
ทั้งนี้ ที่ทำงานที่ไม่มีนโยบายดังกล่าว จะทำให้ผู้หญิงซ่อนอาการจนทำให้อาการแย่ขึ้น หรือการทำงานที่ไม่สม่ำเสมอ เมื่อมองในเชิงต้นทุนทางเศรษฐกิจ นอกจากผลผลิตที่หายไปแล้วอาจมีต้นทุนทางสุขภาพระยะยาว (เช่น ทำให้สภาพอาการแย่ลง) ซึ่งส่งผลต่อการทำงานในระยะยาวอีกด้วย
และมีการเสนอให้นโยบายลาประจำเดือน โดยย้ำว่าการมองว่าลาประจำเดือนว่าเป็น 'ความอ่อนแอ' เป็นทัศนคติที่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพราะส่งผลทางลบทั้งต่อสุขภาพของพนักงานและประสิทธิภาพขององค์กร.
อ้างอิง
https://journals.law.harvard.edu/lpr/wp-content/uploads/sites/89/2023/01/Karin-Final.pdf







