The Old Man Town โมเดลเมืองดูแลผู้สูงวัย เกิดขึ้นแล้วในไทยที่ 'เชียงราย'
The Old Man Town โมเดลเมืองดูแลผู้สูงวัย เกิดขึ้นแล้วในไทยที่ 'เชียงราย' มีสถานชีวาภิบาล - Care Giver ประจำชุมชน
KEY
POINTS
- โครงการ "The Old Man Town" ที่ ต.ม่วงคำ จ.เชียงราย เป็นโมเดลต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร เพื่อรองรับประชากรผู้สูงวัยที่มีสัดส่วนสูงถึง 33% ในพื้นที่
- มีการจัดตั้งสถานชีวาภิบาล "Nursing home Elite Health plus" ภายใต้สิทธิบัตรทอง เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยระยะท้าย ควบคู่กับการให้บริการเชิงรุก เช่น การเยี่ยมบ้านและฟื้นฟูสุขภาพ
- โมเดลนี้เกิดจากความร่วมมือหลายฝ่าย ทั้ง อบต.ม่วงคำ สปสช. และชุมชน เพื่อสร้างระบบดูแลที่ยั่งยืน พร้อมทั้งจ้างงานผู้ดูแล (Care giver) เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้คนในท้องถิ่น
โครงการ “The Old Man Town : เมืองผู้สูงวัยตำบลม่วงคำ” คือ โครงการต้นแบบพัฒนาระบบบริการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ของอบต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย มีขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ภายในโครงการยังมีสถานชีวาภิบาล Nursing home Elite Health plus หน่วยบริการมาตรา 3 ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่ให้บริการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งได้มีการจ้างงานผู้ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง (Care giver) จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล
เริ่มต้นจากการหาวิธีดูแลผู้สูงวัยที่มีมาถึงร้อยละ 33 ของประชากรในพื้นที่
นางสายสุรี ทนันชัย นายก อบต.ม่วงคำ กล่าวว่า โครงการ The Old Man Townฯ เกิดจากโครงสร้างประชากรของตำบลที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ปัจจุบันมีผู้สูงอายุถึงจำนวน 2,615 คน หรือร้อยละ 33 ของประชากรในพื้นที่ ทำให้ อบต.ม่วงคำต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพที่ดี มีศักดิ์ศรี พึ่งพาตนเองได้ยาวนานที่สุด
โดยมุ่งพัฒนาทั้ง 6 มิติ ได้แก่ สุขภาพ สวัสดิการ สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจอาชีพ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา เน้นการดูแลเชิงรุกและส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลพาน ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนในพื้นที่
ทั้งนี้ โครงการ The Old Man Town จะมีกิจกรรมหลักๆ ได้แก่
- การออกเยี่ยมบ้านให้บริการรักษาพยาบาล สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค
- บริการฟื้นฟูสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะกายใจ
- การฝึกอาชีพเสริม
- การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้สูงอายุผ่านเครือข่าย “E-smart Moung Kham” เพื่อให้การดูแลมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เปิดสถานชีวาภิบาลในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
อบต.ม่วงคำ ยังได้จัดตั้งสถานชีวาภิบาล “Nursing home Elite Health plus” โดยภาคประชาสังคม จัดเป็นหน่วยบริการมาตรา 3 กับ สปสช. ซึ่งมีการพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ผ่านหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง หลักสูตรผู้ดำเนินการดูแลผู้สูงอายุ 130 ชั่วโมง และหลักสูตร BMC 91 ชั่วโมง จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
โครงการดังกล่าวได้รับงบสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ส่งผลให้เกิดเครือข่าย Care giver ในชุมชนจำนวน 10 คน ซึ่งล้วนเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) สำหรับปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา อบต.ม่วงคำ ได้ร่วมโครงการจ้าง Care giver เพิ่มอีก 10 คน ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ถือเป็นการต่อยอดการวางระบบดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ ทั้งในด้านโครงสร้าง การจัดการ และการบริการ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตอย่างยั่งยืนในสังคมสูงวัย
“อบต.ม่วงคำ ไม่สามารถใช้งบประมาณท้องถิ่นของ อบต. ในด้านสุขภาพได้โดยตรง เพราะต้องจัดสรรไปยังโครงสร้างพื้นฐานในด้านอื่นๆ จึงได้สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขและการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย รวมถึง สปสช. เพื่อสนับสนุนความรู้ และงบประมาณในการจัดบริการสุขภาพต่างๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ” นายก อบต.ม่วงคำ กล่าว
นายพิชเยศ ทนันชัย หนึ่งใน Care giver พื้นที่ ต.ม่วงคำ กล่าวว่า ดีใจที่ได้เข้าร่วมทำหน้าที่ดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง เพราะต้องการกลับมาช่วยเหลือผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องได้รับการดูแลในชุมชนอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยติดบ้านหรือติดเตียง ซึ่งการได้เข้าไปเยี่ยมและดูแลอย่างต่อเนื่องทำให้เห็นรอยยิ้มและความสุขของผู้สูงอายุ ถือเป็นกำลังใจสำคัญในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมาได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ช่วยให้มีความรู้ด้านกายภาพและจิตใจของผู้สูงอายุ เข้าใจความต้องการและให้การดูแลได้อย่างเหมาะสม
สำหรับการให้บริการในสถานชีวาภิบาลที่ดูแลผู้ป่วยระยะท้ายหรือผู้มีภาวะพึ่งพิง กรณีที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายจะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากผู้ป่วยหรือสูงอายุรายอื่นๆ ที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องการให้สถานชีวาภิบาลช่วยดูแล จะมีการเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเริ่มต้นที่ 19,000 บาทต่อเดือน รายได้ส่วนนี้จะนำเข้าวิสาหกิจชุมชนร้อยละ 5 เพื่อสร้างอาชีพให้คนในชุมชน และอีกส่วนหนึ่งนำมาเพิ่มเติมเพื่อดูแลผู้ป่วยบัตรทองและพัฒนาสถานชีวาภิบาลต่อไป
“ หากผู้สูงอายุเข้าเกณฑ์การดูแลตามสิทธิประโยชน์ของสถานชีวาภิบาลในชุมชน ก็สามารถตั้งเบิกค่าบริการจาก สปสช. ได้โดยตรง ขณะที่ผู้ที่เข้ารับบริการทั่วไป เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่มีผู้ดูแล หรืออยู่ระหว่างพักฟื้นหลังการผ่าตัด จะมีการคิดค่าบริการแยกต่างหากตามประเภทของการดูแล โดยมุ่งเน้นการให้บริการแบบองค์รวมครบทุกระยะ ตั้งแต่ระยะเฉียบพลัน (Acute Care) ระยะกลาง (Intermediate Care) ระยะยาว (Long Term Care) จนถึงระยะท้ายของชีวิต (Palliative Care) เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงในทุกช่วงชีวิต” นายพิชเยศกล่าว
งบประมาณที่จัดสรรให้มีทั้งการจ้าง Care Giver และงบศูนย์ชีวาภิบาลรายหัว
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ตำบลม่วงคำ ภายใต้การบริหารของ อบต.ม่วงคำ เป็นพื้นที่ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจร ภายใต้โมเดล “The Old Man Town : เมืองผู้สูงวัยตำบลม่วงคำ” ที่บูรณาการการทำงานของภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยมีจุดเด่นคือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยจริงของผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องจากหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ (PCU) และทีม Care giver รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน
โครงการดังกล่าวดำเนินภายใต้บริการ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) โดยใช้งบจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ร่วมกับงบของ สปสช. และกองทุน ระบบการดูแลระยะยาว (LTC) สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้จ้าง Care giver เดือนละ 5,000–6,000 บาท เพื่อขยายการดูแลให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งยังมี ศูนย์ชีวาภิบาล ที่เป็นหน่วยบริการตามมาตรา 3 สามารถเบิกงบจาก สปสช. ได้ปีละ 10,442 บาทต่อหัวประชากร สำหรับดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
“สปสช. เปรียบเสมือนสารตั้งต้น ที่สนับสนุนท้องถิ่นให้พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ทั้งด้านงบประมาณและระบบบริหารจัดการ ซึ่ง อบต.ม่วงคำ คือ ตัวอย่างของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม ที่สร้างทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชนได้จริง” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว


