Longevity ญี่ปุ่นเน้น ‘สุขภาพดี’ ต้องดูแลกระทั่ง ‘เส้นเลือดฝอย’
‘เส้นเลือดฝอยของมนุษย์จะลดลงราว 40% เมื่ออายุ 60 ’ หาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นซึ่งวิจัยด้าน ‘ความแก่ชราของหลอดเลือด’ ซึ่งส่งผลให้มนุษย์ ‘แก่’อย่างเหลือเชื่อ
KEY
POINTS
- ความแก่ชราของร่างกายมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเสื่อมของหลอดเลือด ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปยังอวัยวะต่างๆ
- ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการดูแล 'เส้นเลือดฝอย' ซึ่งจะลดจำนวนลงตามวัย และอาจกลายเป็น 'หลอดเลือดโกสต์' (Ghost Vessels) หรือเส้นเลือดที่ไม่มีเลือดไหลเวียน ซึ่งสัมพันธ์กับความแก่ชราของร่างกาย
- การป้องกันหลอดเลือดเสื่อมสภาพทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เช่น ดีปลี อบเชย และอัลมอนด์
โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นร่วมกับทาง บริษัทกูลิโกะ (Ezaki Glico Co., Ltd.) ซึ่งได้พาไปรับความรู้แบบเต็มๆ กับศาสตราจารย์ มิชิยะ อิกาเสะ (Michiya Igase) ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยเอะฮิเมะ ประเทศญี่ปุ่น และ ศาสตราจารย์ นาบุยุกิ ทาคาคุระ (Nobuyuki Takakura) ศาสตราจารย์ประจำ Research Institute for Microbial Diseases มหาวิทยาลัยโอซาก้า ซึ่งเป็นผู้ศึกษาประเด็นเรื่อง “ความแก่ชราของหลอดเลือด” (vascular aging) ว่าเกี่ยวเนื่องกับการแก่ชราอย่างเข้มข้น!
ศาสตราจารย์อิกาเสะเล่าว่าที่ศูนย์ Anti-Aging Center ของมหาวิทยาลัยเอฮิเมะนั้น ได้มีการตรวจวัดระดับความเสื่อมของร่างกายสำหรับการวิจัยในด้านต่างๆ จนถึงตอนนี้มีผู้มาตรวจแล้วประมาณ 4,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงราว 60%
“เมื่อมาตรวจแล้ว ก็จะได้ตรวจดูหลอดเลือดในสมอง การทำงานของสมองและอื่นๆ เพื่อดูระดับความเสื่อมของร่างกายทั้งหมด”
ทั้งนี้ ศาสตราจารย์อิกาเสะกล่าวถึงความสำคัญของหลอดเลือดว่า
“คนเราแก่ไปพร้อมกับหลอดเลือดครับ หลอดเลือดทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปทั่วร่างกาย เมื่อหลอดเลือดเสื่อมสภาพ สมอง หัวใจ ไต และอวัยวะสำคัญอื่นๆ ก็จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพลง
ดังนั้น หลอดเลือดจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าสารอาหารไปไม่ถึงก็จะแย่ แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพลงนั้นมีหลายสาเหตุ
ตัวอย่างเช่น ความดันโลหิตสูง เมื่อความดันโลหิตสูง แรงดันในหลอดเลือดก็จะสูงขึ้น ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ หรืออย่างเช่น โรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น หลอดเลือดก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลง เป็นต้นและท้ายที่สุด เมื่อหลอดเลือดเสื่อมสภาพ ร่างกายก็จะแก่ลง แล้วจะมีอาการต่างๆ เกิดขึ้น บทบาทของหลอดเลือดจึงสำคัญมากเลยครับ”
ยกตัวอย่างเช่น กล้ามเนื้อต้นขาขวา เมื่อคนที่มีหลอดเลือดเสื่อมสภาพในระดับน้อย ปานกลาง และเสื่อมสภาพแล้ว มาวัดระดับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ พบว่า คนที่หลอดเลือดอ่อนเยาว์จะมีกล้ามเนื้อเยอะ
สรุปได้ว่าคนที่มีกล้ามเนื้อขาแข็งแรง หลอดเลือดก็จะแข็งแรงและอ่อนเยาว์ลง
“ ดังนั้น คนที่ออกกำลังกายหรือมีกิจกรรมที่ใช้กำลังกายเยอะ มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หลอดเลือดก็จะอ่อนเยาว์ จากงานวิจัยพบว่า ความแข็งแรงของหลอดเลือดและความอ่อนเยาว์ของรูปลักษณ์ภายนอกมีความสัมพันธ์กันครับ”
เส้นเลือดฝอยของมนุษย์จะลดลงเมื่อย่างเข้าอายุ 60!
ศาสตราจารย์อิกาเสะยังกล่าวถึงความสำคัญของเส้นเลือดฝอย (capillaries) เป็นเครือข่ายหลอดเลือดที่มีจำนวนมากที่สุดในร่างกาย กินพื้นที่กว่า 99% ของหลอดเลือด เพราะมีอยู่ในทุกอวัยวะและเนื้อเยื่อเกือบทั้งหมด และจำนวนของ ‘เส้นเลือดฝอย’ จะลงราว 40% เมื่อย่างเข้าอายุ 60
“ โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคุณอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป บางทีคุณอาจจะเริ่มพิจารณาเรื่องการชะลอวัยแล้ว …” อาจารย์อิกาเสะระบุ
อีกคำหนึ่งที่น่าสนใจคือคำว่า ‘หลอดเลือดโกสต์’ (Ghost Vassels) ซึ่งได้รับการอธิบายจากภาพการสแกนสมองของมนุษย์รายหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อหลอดเลือดไม่มีการไหลเวียนของเลือดแล้ว จะปรากฎหลอดเลือดโกสต์เกิดขึ้นในร่างกาย ในผู้ป่วยรายที่อาจารย์อิกาเสะให้ดู MRI ก็คือผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดโกสต์ในสมอง และค่อย ๆ สลายไป การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีสมองนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสมองแบบเดียวกับที่พบในภาวะสมองเสื่อม (dementia)
นอกจากนี้ยังพบว่า คนที่มีภาวะพร่องทางความคิดหรือความจำที่เสื่อมลงมากกว่าปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคสมองเสื่อม จะมี ‘หลอดเลือดโกสต์’ มากกว่าคนที่สุขภาพดี!
วิธีการป้องกัน ‘หลอดเลือดโกสต์’
วิธีการที่จะรู้ว่าหลอดเลือดเสื่อมสภาพหรือไม่ สามารถตรวจได้ด้วยเครื่อง MRI ซึ่งภายในงาน อาจารย์อิกาเสะได้นำเครื่องตรวจหลอดเลือดฝอย ซึ่งจะเป็นวิธีการตรวจหลอดเลือดฝอยบริเวณโคนเล็บข้างซ้าย ซึ่งปกติจะต้องเห็นรูปทรงยาวๆ แต่ถ้าผิดปกติ จะเห็นว่าเส้นเลือดฝอยบิดเบี้ยว พื้นหลังอาจดูขุ่นๆ หรือมีหมอก
นอกจากนี้ อาจารย์อิกาเสะ ยังอธิบายว่าสามารถใช้วิธีกดโคนเล็บเบาๆ 5 วินาทีแล้วปล่อย สังเกตว่าเลือดจะกลับมาเป็นสีแดงในกี่วินาที โดยปกติจะต้องใช้เวลาราว 1-2 วินาที แต่ถ้าใช้เวลา 3 วินาทีขึ้นไป แสดงว่าอาจจะมีภาวะหลอดเลือดโกสต์อยู่
คำถามคือ เราจะป้องกันหลอดเลือดโกสต์ ได้อย่างไร?
ผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นตอบว่า “หลักๆ แล้วก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตครับ การขาดการออกกำลังกายจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพและการไหลเวียนของเลือดไม่ดี เพราะเมื่อกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งาน หลอดเลือดที่อยู่ภายในกล้ามเนื้อก็จะไม่ได้เคลื่อนไหวไปด้วย ดังนั้น การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้หลอดเลือดกลับมาอ่อนเยาว์ได้ครับ
นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไปจะทำให้เกิดสารที่ทำลายหลอดเลือดในร่างกายได้ครับ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการกินมากเกินไป หรือดื่มมากเกินไปครับ และสุดท้าย เราขอแนะนำอาหาร 3 อย่างที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ ได้แก่ พริกไทยยาว (หรือดีปลี) อบเชย และชาแดงรอยบอสครับ”
อีกตัวเลือกหนึ่งที่อาจารย์อิกาเสะพูดถึงคือ ‘อัลมอนด์’ อัลมอนด์จะช่วยบำรุงให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี เนื่องจากอุดมด้วยวิตามินอี ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดหลอดเลือดโกสต์ด้วย
หลอดเลือดโกสต์ จะกลับมาสุขภาพดีได้หรือไม่?
ถ้าเกิดมีหลอดเลือดโกสต์แล้วจะกลับมาฟื้นฟูได้ดีขึ้นได้หรือไม่?
อาจารย์อิกาเสะตอบว่า “ข้อมูลที่ผมสามารถบอกได้นั้น มาจากระดับการวิจัยดังนี้ มีผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงคาโรติดตีบ และหลังจากรักษาภาวะตีบนี้แล้ว หลอดเลือดโกสต์ของผู้ป่วยรายนี้ก็หายไป นั่นคือข้อมูลจากการวิจัยที่สามารถบอกคุณได้เกี่ยวกับวิธีการฟื้นฟูหลอดเลือดโกสต์
แต่เมื่อคุณพูดถึงโดยทั่วไป การฟื้นฟูหรือกำจัดหลอดเลือดโกสต์นั้นเป็นเรื่องที่พูดยากมาก ดังนั้น เมื่อคุณปรับปรุงวิถีชีวิต หลอดเลือดโกสต์จะหายไปหรือไม่นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนจนถึงตอนนี้”
เพราะฉะนั้นอาจารย์อิกาเสะจึงเน้นย้ำการดูแลรักษาด้วยการป้องกัน ซึ่งเริ่มต้นจากการทานอาหารที่ดี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอ
ทั้งนี้ อาจารย์อิกาเสะได้ตอบคำถาม โพสต์ทูเดย์ ถึงแนวโน้มด้าน Longevity ของญี่ปุ่นสั้นๆ ว่า สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขาในศาสตร์ด้านนี้ตอนนี้ก็คงเป็นเรื่อง ‘การดูแลจนถึงเส้นเลือดฝอย' นั่นเอง.


