’ปลดล็อกสุรา‘ ได้หรือเสีย เมื่อรัฐได้ภาษี 1.5 แสนล้าน แต่ต้องจ่ายให้โรค NCDs
โพสต์ทูเดย์ชวนมองครบมุม นโยบายปลดล็อกการขายสุรา ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดันมองแต่แง่ดีเกินไปหรือไม่? เมื่อต้นทุนทางสังคมที่ต้องจ่ายมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่จะได้รับ รวมไปถึงโรคNCDs ที่รัฐพยายามผลักดันจะสำเร็จไดจริงหรือ นำมาซึ่งคำถามว่าแล้วใครได้ประโยชน์?
KEY
POINTS
- สุราสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท แต่สร้างต้นทุนทางสังคมไม่ต่ำกว่า 1.7 แสนล้านบาท
- แอลกอฮอล์ต้นเหตุของโรค NCDs และพบความเชื่อมโยงไปยังโรคมะเร็ง
- นายกฯปลดล็อกเข้าถึงสุรา แต่สธ.กลับต้องใช้งบลดโรค NCDs ย้อนแย้ง?
โพสต์ทูเดย์ ชวนมองอีกมุม นโยบายปลดล็อกการขายสุรา ที่รัฐบาลพยายามจะผลักดันมองแต่แง่ดีเกินไปหรือไม่? เมื่อต้นทุนทางสังคมที่ต้องจ่ายมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่จะได้รับ จนนำมาซึ่งคำถามว่าแล้วใครได้ประโยชน์?
1.
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เตรียมเดินหน้าปลอดล็อคการขายสุราในช่วง 14:00-17:00 น. เพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ ให้เป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่าได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก เพราะมองผลทางเศรษฐกิจที่จะช่วยกระตุ้นรายได้จากสุราเป็นอย่างดี
โพสต์ทูเดย์ ค้นข้อมูลพบว่า ทีดีอาร์ไอ เคยเปิดผลวิจัยวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่โรงแรมดิเอ็มเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพฯ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนาสาธารณะ "ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จุดสมดุลเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ" พบว่าการขายเหล้า-สุรา สร้างเศรษฐกิจให้แก่ประเทศกว่า 6 แสนล้านบาท และใน 6 แสนล้านบาทนี้ รัฐจะได้ภาษีสูงถึง 1.5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ ทีดีอาร์ไอ ซึ่งเข้าร่วมในงานได้เปิดเผยว่า
แม้รัฐจะได้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 1.5 แสนล้านบาท แต่กลับสร้างต้นทุนทางสังคมไม่ต่ำกว่า 1.7 แสนล้านบาท
โดยมีรายละเอียดได้แก่
- ผลกระทบด้านสุขภาพ มากที่สุด 55% คิดเป็น 9.4 หมื่นล้านบาท
- อุบัติเหตุทางถนน 31% กว่า 5.3 หมื่นล้านบาท
- ปัญหาการบาดเจ็บต่างๆ 10 % คิดเป็น 1.7 หมื่นล้านบาท
- อาชญากรรม 4% คิดเป็น 7 พันล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีค่าภาระต่อสังคมในรูปแบบอื่น ได้แก่
- ความสูญเสียความสามารถในการผลิต (ทำงาน) ผู้รับผลกระทบขาดรายได้ 1.3 แสนล้านบาท
- ค่ารักษาพยาบาลจากโรคที่เกิดจากการดื่มสุราและอุบัติเหตุทางถนน 1.8 หมื่นล้านบาท
- สูญเสียคุณภาพชีวิตและจิตใจผู้ประสบอุบัติเหตุและครอบครัว 1.5 หมื่นล้านบาท
- สูญเสียทรัพย์สินจากอุบัติเหตุ 6.2 พันล้านบาท
- ต้นทุนการดำเนินคดี 1.8 พันล้านบาท
2.
เมื่อขยายผลกระทบด้านสุขภาพที่สูงสุดถึง 9.4 ล้านบาท ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ได้ออกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแอลกอฮอล์และโรคมะเร็ง เมื่อ กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งพบความเชื่อมโยง ได้แก่
แอลกอฮอล์ทำให้เกิดโรคมะเร็งอย่างน้อย 7 ชนิด โดยการดื่มแอลกอฮอล์สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง โดยเฉพาะในอวัยวะดังนี้
- มะเร็งช่องปาก
- มะเร็งคอหอย
- มะเร็งหลอดอาหาร
- มะเร็งตับ
- มะเร็งกล่องเสียง
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
- มะเร็งเต้านม (ในผู้หญิง )
มะเร็งที่พบบ่อยจากการดื่ม ผู้หญิงคือ มะเร็งเต้านม ส่วนผู้ชาย คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
เครื่องดื่มทุกประเภทไม่ว่าจะเบียร์ ไวน์ หรือสุรา สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดย ไม่มี ระดับการบริโภคแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยต่อโรคมะเร็ง
การสูบบุหรี่ร่วมกับดื่มเหล้าเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง 5 เท่า ถ้าหากดื่มหนักเสี่ยงเพิ่ม 30 เท่า
มะเร็งที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สามารถป้องกันได้ มาตรการหนึ่งคือ ‘ลดการเข้าถึง’
ตัดภาพมาที่นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและดูแลสุขภาพของประชาชน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน กล่าวในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงมาตรการดังกล่าวว่า เมื่อนายกฯ สั่งการก็ต้องนำมาศึกษาอย่างรอบด้าน ทั้งผลกระทบทางสุขภาพ ความปลอดภัยที่ต้องสอดคล้องกับเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวด้วย โดยย้ำว่าต้องมาศึกษาดูกันอย่างถ่องแท้ หาเหตุผลต่างๆ ว่า ควรเป็นอย่างไร ภายใต้เจตนารมณ์คือ ต้องการเรื่องการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ อย่างก่อนหน้านี้มีข้อเสนอขอเปิดขายในรถไฟบางช่วง แต่เมื่อมีข้อเห็นต่างก็รับฟัง ต้องดูเหตุผลทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจะทำเลยหรือไม่
ส่วนจะต้องพิจารณาการยกเลิกห้ามขายแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.ด้วยหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า
“ผมรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด ไม่ได้มีธงว่า จะทำหรือไม่ทำอะไร บางทีตัวเศรษฐกิจของเศรษฐศาสตร์ไปได้แต่ประชาชนไม่เอา เราก็ไม่เอา ต้องเอาข้อมูลมาชนกัน อะไรดี ไม่ดี เสียหาย ไม่เสียหายอย่างไร ก็ต้องมีการพูดคุยกันทั้งหมด”
3.
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พยายามจะผลักดัน ‘โรคNCDs’ เป็นวาระแห่งชาติ โดยระบุว่าโรค NCDs ได้สร้างภาระให้แก่งบประมาณของประเทศกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากทุกวันนี้ที่มีคนไทยป่วยเป็นโรค NCDs และเสียชีวิตเฉลี่ย 4 แสนรายต่อปีคิดเป็น 76% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งโรค NCDs นั้น มีโรคมะเร็ง เป็นหนึ่งในโรคที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 3 รองจากโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ
และแน่นอนว่า การดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญของโรคNCDs ไม่เฉพาะแค่โรคมะเร็ง
กระทรวงสาธารณสุขผลักดันด้านนี้และคาดจะยื่นครม.เป็นวาระแห่งชาติในเดือนมีนาคม และมีการจัดสรรงบ สปสช. ราว 1 พันล้านบาท หนุน อสม.ปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายลดโรค NCDs อีกด้วย
.
.
เมื่อไล่ลำดับนโยบายของรัฐ และข้อมูลมาจนถึงตอนนี้ จึงต้องตั้งคำถามว่า รายได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลคิดว่าจะได้โดยการปลดล็อกการขายสุรา ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดื่มสุราได้ง่ายนั้น ได้มีการคิดอย่างรอบคอบถึงต้นทุนทางสังคมในรูปแบบของสุขภาพอื่นๆ หรือไม่ หรือจะมีมาตรการใดที่จะมาชดเชย เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตไปได้กับความปลอดภัยของสังคม
เพราะที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า แม้จะมีมาตรการการจำกัดการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ได้ผล เพราะการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในทางที่ผิด หรือไม่รัดกุม โดย ทีดีอาร์ไอระบุว่า ร้านค้ากว่า 30% ยังขายน้ำเมาให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี! หากในวันนี้ที่ถูกปลดล็อกก็ยิ่งจะเพิ่มการเข้าถึงสุราได้มากขึ้นหรือไม่? จึงควรเป็นคำถามที่น่าศึกษา
มิเช่นนั้น นโยบายที่พยายาม 'ดัน' ออกมาสุดทาง
ก็คงจะต้องถูกตั้งคำถามว่า ‘ใครได้ประโยชน์’ อย่างแท้จริงกันแน่!
ขอบคุณข้อมูล
ทีดีอาร์ไอวิจัย "น้ำเมา" ภาครัฐได้ภาษี กระทบสุขภาพ 55% สัดส่วนนักดื่มไม่ลด


