
ชำแหละ 5 ประเด็นสำคัญที่ ‘สังคมไทย’ มองข้าม! จัดการ ‘ฝุ่น PM2.5’
ชำแหละ 5 ประเด็นสำคัญที่ ‘สังคมไทย’ มองข้ามเกี่ยวกับ ‘ฝุ่นPM2.5’ การเผาในนาข้าวมากกว่าไร่อ้อย ห้ามเผาแต่คนต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มองข้ามพลังของชุมชน ไม่มีหน่วยงานดูแลอย่างเบ็ดเสร็จ และรัฐฯให้งบด้านสิ่งแวดล้อมต่ำเพียงแค่ 0.26%
เวที Policy Dialogue ฝ่าทางตัน “วาระฝุ่น” 2568 จัดโดย สช.และภาคเครือข่าย ได้มีการพูดถึงประเด็นสำคัญหลายประการ โพสต์ทูเดย์ถอดประเด็นสำคัญถึง 5 เรื่อง ที่ประเทศไทยมองข้ามไปเมื่อพูดถึงกลไกการรับมือและแก้ไขปัญหาPM2.5
คนมองข้ามการเผาในแปลงข้าว
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช โฆษก กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ กล่าวว่าแนวทางการแก้ปัญหาในภาคเกษตรปัจจุบันที่รัฐพยายามทำอยู่คือการห้ามเผา แต่การลดการเผาหลักๆ อยู่ในไร่อ้อย ซึ่งหากดูจากสถิติจะพบว่ามีสัดส่วนการเผาที่น้อยกว่านาข้าว แต่นโยบายที่จะไปจัดการพื้นที่นาข้าวนั้นไม่มี รัฐจึงควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนถูกต้อง รวมไปถึงเรื่องของข้าวโพดก็เช่นกัน มิเช่นนั้นจะไปต่อได้อย่างยากลำบาก
สำหรับสถิติการเผาในที่โล่งของประเทศไทยในป 2567 ที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่เผาไหม้รวม 19.5 ล้านไร่ แบ่งเป็น
พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4.5 ล้านไร่
ป่าสงวน 5 ล้านไร่
พื้นที่เกษตร 6.5 ล้านไร่ แบ่งเป็น
- ภาคอีสาน 3.1 ล้านไร่
- ภาคเหนือตอนล่าง 1.3 ล้านไร่
- ภาคกลาง 8 แสนไร่
- ภาพตะวันตก 6 แสนไร่
- พื้นที่สปก. 3 ล้านไร่
และเมื่อแบ่งพื้นที่เผาไหม้ตามพืชคลุมดิน พบว่า มีการเผาของนาข้าวกว่า 7 ล้านไร่ และอ้อย 2.5 ล้านไร่
ด้าน นายเจน ชาญณรงค์ ประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลินิธิอานันทมหิดล ได้เปิดเผยข้อมูลที่ให้การสนับสนุนข้อมูลดังกล่าว โดยระบุว่า สำหรับฝุ่นPM2.5 ในกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมานั้น เรามีต้นลมที่ผืนนาขนาดใหญ่ในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี โดยพบว่าจุดกองไฟในปราจีนบุรีในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาสูงที่สุดในประเทศไทย ทำให้กทม.ต้องพบเจอกับสภาพฝุ่นPM2.5 มากที่สุดตามมา
ห้ามเผาแต่คนต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีครั้งนี้มองไปในทำนองเดียวกันว่า มาตรการบังคับ คือ ห้ามเผา หรือการแก้ปัญหาแบบสั่งการนี้ ควร จะเพิ่มแรงจูงใจไปด้วย เพราะกระทบกับปัญหาปากท้อง
รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช มองว่า ต้องเข้าใจภาคเกษตรด้วยว่าการเผาต้นทุนต่ำกว่าไม่เผา สิ่งที่ควรจะทำคือ ออกแบบว่าทำยังไงเพื่อให้คนเหล่านั้นลดการเผา โดยใช้กลไกตลาดและแรงจูงใจเป็นสำคัญ ซึ่งสามารถเห็นบทเรียนจากต่างประเทศได้ว่าการใช้มาตรการบังคับอย่างเดียว ‘นโยบายเช่นนี้ไม่ได้ผล’
“ เราควรทำทั้งบังคับและสร้างแรงจูงใจ โดยการเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ก่อมลพิษ เช่น การเอาเศษวัสดุทางการเกษตรไปทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในภาคการเกษตร ให้เขาปรับตัวแล้วดีกว่าเดิม โดยไม่เพิ่มต้นทุนของเขา “
รศ.ดร.วิษณุยกตัวอย่างกรณีภาคการเกษตร ต้องยกระดับมูลค่าของเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น การขายฟางข้าว แต่เนื่องจากทุกวันนี้เกษตรกรไม่มีแรงจูงใจเพราะการขายฟางข้าวมีต้นทุนทางขนส่ง ภาครัฐอาจจะต้องออกแบบให้เกิดพื้นที่รวมแปลงในชุมชน ช่วยเหลือเรื่องขนส่งทั้งในฝั่งของเกษตรกรและโรงงาน นอกจากนี้ในภาคป่าไม้ ทางกรมอุทยานฯ ก็ได้ชี้ให้เห็นปัญหาว่า การเผามาจากการเผาของป่าเพื่อหารายได้
“ หากไปห้ามเผาแล้วเขาจะกินอะไร”
รศ.ดร.วิษณุ มองว่าต้องสร้างรายได้ให้แก่คนกลุ่มนี้ โดยภาครัฐอาจจะเสนอ ‘ค่าดูแลผืนป่า’ ให้ โดยให้หน้าที่ในการเข้าไปช่วยดับไฟป่าและดูแลผืนป่าไปพร้อมๆ กับการมีรายได้
ความตระหนักรู้สำคัญกว่าการบังคับ!
ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงการมีส่วมร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ ที่จะต้องตระหนักรู้ถึงปัญหาจากการเผา ทั้งในประเทศและในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
นายเจน ชาญณรงค์ ประธานชมรมผู้รับพระราชทานทุนมูลินิธิอานันทมหิดล กล่าวในประเด็นนี้พบว่าในปี 2567 ไฟจากเชียงราย น่าน และอุตรดิตถ์ ลดลง และไฟในป่าได้รับการดูแลมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพลังของภาคประชาชนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน ใช้ข้อมูลเป็นฐานของการขับเคลื่อนนโยบาย หรือ Data-Driven Policy และนำไปสู่การยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีก็รับไปเป็นนโยบายในทันที
“ หลังจากที่รัฐบาลรับเป็นนโยบายไปแล้ว เดิมทีก่อนปี 2562 มีการรายงานไฟป่าอยู่ที่ราว 1.6 แสนไร่ แต่จริงๆ มีประมาณ 10 ล้านไร่ หรือรายงานน้อยไปเป็นร้อยเท่า ซึ่งหลังจากที่ภาคประชาชนค่อยๆ เปิดเรื่องพวกนี้ออกมา ความจริงใจในการลงตัวเลขจริงก็เกิดขึ้น ตัวเลขที่กรมอุทยานฯ ทำเองเมื่อปี 2566 จึงมีไฟป่าอยู่ที่ 12.8 ล้านไร่ เกิดเป็นเป้าหมายที่มีตัวเลขชัดเจนว่าในปี 2567 จะต้องลดลงให้ได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ลดลงได้เกือบตามเป้า มาในปี 2568 ก็บอกจะลดให้ได้อีก 25% ซึ่งก็ต้องรอดูว่าทำได้หรือไม่ แต่เราได้เห็นถึงความจริงใจและมุ่งมั่น” นายเจน กล่าว
นายเจน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันนั้น การก่นด่า กล่าวโทษ หรือทะเลาะกันไม่ใช่คำตอบ แต่ทุกฝ่ายควรจะต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อดูว่าใครขาดอะไร ซึ่งส่วนที่ภาคราชการทำในปี 2567 ก็ได้มีการให้ทหารเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้านที่เผา พบว่าคนครึ่งหนึ่งก็ยอมฟังและเปลี่ยนวิถีการเผา ปัจจุบันจึงมีทหารเข้าไปดูแลตามหมู่บ้านต่างๆ และกระทรวงมหาดไทยก็มีการเซ็นต์ MOU กับหมู่บ้าน
ดังนั้น การใช้ข้อมูลเข้าไปให้ความรู้แก่ผู้ก่อมลพิษได้รู้ว่าสาเหตุฝุ่นควันมีที่มาจากตนเองจะสำเร็จมากกว่า นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขก็น่าจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินมือจุดไฟเหล่านี้ ว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ ควรเข้าหาคนเหล่านั้นอย่างไร เพราะพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่ในชุมชนก็หลีกเลี่ยง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดร่วมมือ
งบประมาณดูแลสิ่งแวดล้อมเพียง 0.26% ไม่มีหน่วยงานดูแลเบ็ดเสร็จ
รศ.วิษณุ อรรถวานิช ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า งบประมาณแผ่นดินสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม มีสัดส่วนเพียง 0.26% จากงบประมาณแผ่นดินราว 3.77 ล้านล้านบาท นอกจากนี้หากเจาะไปที่เรื่องมลพิษอากาศมีเพียงแค่ 800 ล้านบาท ถือว่างบประมาณน้อยมากและไม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญคือการพึ่งพางบแผ่นดินนั้นล่าช้า เพราะมลพิษอากาศมาเร็วไปเร็ว แต่สร้างความเสียหายหนักไว้ให้ หากมัวรองบประมาณแผ่นดิน ไฟป่าก็คงไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องมีกลไกจัดการปัญหาให้ต่อเนื่อง ทันการณ์ มีงบประมาณเพียงพอ ซึ่งย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ได้มีเนื้อหาที่จะจัดตั้งกองทุนเพื่อสุขภาพและอากาศสะอาด เพื่อจะแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ
ทั้งนี้ ทางคณะกรรมาธิการพยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อพยายามเร่งให้กฎหมายเร็วที่สุด พ.ร.บ.ฉบับนี้จะต้องสามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ ไม่ว่าจะเป็นการมีเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาจูงใจ รวมไปถึง การมีหน่วยงานที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้ามาจัดการ ยกตัวอย่างเช่น กทม.ไม่สามารถแก้ปัญหามลพิษ ณ ขณะนี้ได้เพราะปัญหาเชื่อมโยงไปยังพื้นที่อื่นๆ หรือกรมควบคุมมลพิษฯ ก็ไม่ได้มีหน้าที่สั่งการ หากปัญหาอยู่ในภาคการเกษตร ภาคขนส่ง หรือภาคป่าไม้ซึ่งอยู่คนละกระทรวงกัน ฉะนั้นจึงควรมีการก่อตั้งหน่วยงานที่จะดูแลเรื่องนี้อย่างเบ็ดเสร็จมิเช่นนั้นก็จะเป็นการแก้ปัญหาแบบพายเรือวนอยู่ในอ่าง ... พ.ร.บ.นี้จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม รศ.วิษณุ ย้ำว่า ในห้วงเวลาที่ พ.ร.บ.ยังไม่ถูกบังคับใช้ สิ่งหนึ่งที่ควรจะมีคือการทบทวนบทบาทของแต่ละภาคส่วนว่าได้ใช้กฎหมายของตนอย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น รถบรรทุกที่มีควันดำ แต่เวลาตรวจ ตววจตอนกลางวัน ซึ่งปกติรถควันดำวิ่งตอนกลางคืน จึงตรวจไม่พบ
“ เรามีกฎหมายแต่ทำไมถึงไม่ทำ หรือกระทรวงเกษตรเราแจกเงินให้เปล่าเกษตรกรเป็นแสนล้าน แต่เราสามารถบิดกลไกเดิมที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ เช่นการให้ความช่วยเหลืออย่างมีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องไม่เผา เป็นต้น”







