posttoday
ล้วงลึก! แพทยสภาแจงทุกข้อสงสัย ฟ้อง สปสช. ย้ำ 'ปลอดภัย' ต้องมาก่อน 'สะดวก' (1)

ล้วงลึก! แพทยสภาแจงทุกข้อสงสัย ฟ้อง สปสช. ย้ำ 'ปลอดภัย' ต้องมาก่อน 'สะดวก' (1)

18 พฤศจิกายน 2567

ล้วงลึก! แพทยสภาแจงทุกข้อสงสัยของประชาชน หลังจากฟ้อง สปสช. กรณี 'ร้านขายยาชุมชนอบอุ่น' ซึ่งศาลปกครองสูงสุดรับฟ้อง โดยเฉพาะประเด็นการวินิจฉัยโรคที่เป็นข้อถกเถียง รวมไปถึงนโยบายดังกล่าวจะส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนอย่างไร จนเป็นเหตุให้แพทยสภาฟ้องร้อง

KEY

POINTS

  • ดั่งสายฟ้าฟาด! เมื่อโครงการที่เป็นหน้าเป็นตาให้ สปสช. อย่างนโยบาย ‘ร้านขายยาชุมชนอบอุ่น’ ที่ปชช.สามารถรับยาฟรีใน 32 กลุ่มอาการ ถูกแพทยสภาฟ้องร้อง และมากกว่านั้นคือศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องเสียด้วย!
  • ข้อสำคัญที่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นคือ ‘ประเด็นการวินิจฉัยโรค’ ที่แพทยสภายึดเป็นจุดยืนว่าเกิดการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพรบ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากเภสัชไม่มีหน้าที่ในการวินิจฉัยโรคตามพรบ.วิชาชีพเภสัชกรรม
  • แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ในขั้นตอนของการบริการของร้านขายยามีการกรอกรหัสโรค (ICD)ในระบบหลังการจ่ายยา ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานการวินิจฉัยโรคแล้วว่ามีการวินิจฉัยโรคและละเมิดกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม
  • มีข้อมูลว่าทางคณะทำงานแพทยสภา ร่วมกับ ราชวิทยาลัยทางการแพทย์ และสมาคมทางการแพทย์ได้ศึกษาคู่มือดังกล่าวแล้วพบว่า มียาอันตรายหลายอย่างที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้รักษาอาการปกติธรรมดา และยาหลายชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
  • มีกฎหมายที่ว่าประชาชนสามารถซื้อยาที่ร้านยาได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายในประเด็นประชาชนสามารถวินิจฉัยโรคด้วยตัวเองเบื้องต้น
  • แม้จะประเมิน 3 วัน แต่บางโรครอแบบนั้นไม่ได้ หากคนไข้ตายหรือพิการแล้ว คำถามต่อมาใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบ

ดั่งสายฟ้าฟาด! เมื่อโครงการที่เป็นหน้าเป็นตาให้ สปสช. อย่างนโยบาย ‘ร้านขายยาชุมชนอบอุ่น’ ที่ปชช.สามารถรับยาฟรีใน 32 กลุ่มอาการ ถูกแพทยสภาฟ้องร้อง และมากกว่านั้นคือศาลปกครองสูงสุดรับฟ้องเสียด้วย!

 

จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่น ส่วนประชาชนก็ได้แต่งงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น? เพราะโครงการดังกล่าวมีมานานกว่า 1 ปีและมีการ ‘อัปเกรด’ จาก 16 กลุ่มอาการเป็น 32 กลุ่มอาการ ภายใต้การประชาสัมพันธ์ว่า รับยาฟรีกรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

 

โพสต์ทูเดย์ รวบรวมประเด็นข้อสงสัยของทุกฝ่าย หอบไปถามและขอข้อมูลจาก  รศ.(พิเศษ) เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา และผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา  ตลอดจน ‘แหล่งข่าววงใน’ อย่างตรงไปตรงมา และสรุปเพื่อให้ประชาชนได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

 

  • ข้อถกเถียงหลัก ‘เภสัช’ วินิจฉัยโรคหรือไม่? ในนโยบายนี้

ข้อสำคัญที่มีการโต้เถียงเกิดขึ้นคือ ‘ประเด็นการวินิจฉัยโรค’ ที่แพทยสภายึดเป็นจุดยืนว่าเกิดการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพรบ.ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากเภสัชไม่มีหน้าที่ในการวินิจฉัยโรคตามพรบ.วิชาชีพเภสัชกรรม

โดยแพทยสภายืนยันจุดยืนคือ 'เพิ่มความสะดวกสบายให้กับประชาชนในทุกมิติ แต่ความปลอดภัยต่อชีวิตต้องไม่ถูกลดทอนลงไปโดยเด็ดขาด'  ทั้งนี้แพทยสภาชี้แจงว่าประกาศดังกล่าวมีเนื้อหาที่จะส่งผลต่อ ความปลอดภัยในชีวิตและอนามัยของประชาชนทั่วประเทศในหลายประเด็น

 

ในแง่ของกฎหมาย หลักคือ การก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา 4 และมาตรา 8(1) แห่ง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม 2525 ที่แพทยสภามีหน้าที่ต้องดูแลตามกฎหมาย  กล่าวคือ ประกาศดังกล่าวเป็นเสมือนให้การรับรองว่า ‘เภสัชกรสามารถทำงานแทนแพทย์โดยเสมือนทำการวินิจฉัยโรคและจ่ายยาได้เองโดยไม่ต้องผ่านการตรวจรักษาของแพทย์' หรือไม่?

ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตและอนามัยของประชาชนทั่วประเทศแล้ว ยังสุ่มเสี่ยงทางกฎหมายต่อเภสัชกรทั่วประเทศในการละเมิดมาตรา 43 แห่ง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม รวมไปถึงเจ้าของกิจการร้านขายยาและเภสัชกร ก็จะกระทำผิดตามมาตรา 29 แห่ง พรบ.ยาโดยอาจไม่รู้ตัว  และผิดกฎหมายสถานพยาบาล ซึ่งกม.เหล่านี้มีไว้เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม นายกเภสัชกรรมได้ออกมาให้ข่าวกับทาง Hfocus.org โดยมีการออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการวินิจฉัยโรคแต่อย่างใดสวนทางกับการฟ้องร้องของแพทยสภา โพสต์ทูเดย์ จึงเกิดคำถามว่ามีจุดไหนที่แสดงถึงการวินิจฉัยโรคของ ‘เภสัชกร’ ในนโยบายดังกล่าวหรือไม่?

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ว่า ในขั้นตอนของการบริการของร้านขายยามีการกรอกรหัสโรค (ICD)ในระบบหลังการจ่ายยา ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานการวินิจฉัยโรคแล้วว่ามีการวินิจฉัยโรคและละเมิดกฎหมายวิชาชีพเวชกรรม เนื่องจากการกรอกรหัสโรคนั้นจะกระทำได้ โดยแพทย์เท่านั้น มิฉะนั้นหากทำโดยบุคคลอื่นและนำไปเบิกเงินหลวง อาจสุ่มเสี่ยงต่อความผิดที่เกี่ยวข้องบางประเด็น

แม้ว่า สปสช. จะมีการยกเลิกกระบวนการนี้ภายหลัง แต่คำถามคือ ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่? ซึ่งหากไม่มีการกรอกรหัสโรค ฐานข้อมูลผู้ป่วยก็จะบิดเบี้ยวไปหมด เพราะฉะนั้นสถิติว่าคนตายด้วยโรคอะไร ป่วยด้วยโรคใดจะบิดเบี้ยวไปเช่นกัน และจะทำให้มีปัญหาระยะยาวกับการวางแผนทั้งนโยบายสาธารณสุข การตั้งงบประมาณสาธารณสุข และกระทบนโยบายการวางแผนงบประมาณของชาติตามมา

 

นอกจากนี้แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “คู่มือเภสัชกรชุมชน”  ที่สภาเภสัชกรรมวางแนวทางขึ้นมา โดยให้ความเห็นว่า ในเนื้อหาของคู่มือดังกล่าวเปรียบเหมือนเป็นแนวทางการวินิจฉัยโรคก่อนสั่งจ่ายยาโดยไม่ผ่านการตรวจสอบหรือให้คำแนะนำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม  ซึ่งทำให้คณะกรรมการแพทยสภาที่มีตัวแทนจากทั้งกระทรวงสาธารณสุขและคณบดีที่ดูแลการเรียนการสอนของแพทย์ทั้งประเทศ เกิดความกังวลว่า ประชาชนทั้งประเทศจะตกอยู่ในความเสี่ยงของการได้รับยาทั้งโดยไม่จำเป็น

 

ทั้งนี้ มีข้อมูลว่าทางคณะทำงานแพทยสภา ร่วมกับ ราชวิทยาลัยทางการแพทย์ และสมาคมทางการแพทย์ได้ศึกษาคู่มือดังกล่าวแล้วพบว่า มียาอันตรายหลายอย่างที่ไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้รักษาอาการปกติธรรมดา และยาหลายชนิดอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่สั่งจ่ายผ่านความเห็นของแพทย์ ที่ต้องทำการตรวจร่างกายเพื่อวินิจฉัยโรคก่อนสั่งจ่ายยาเช่น ยารักษาไมเกรน ( Ergotamine) ที่มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงขั้นตัดแขนหรือขา เป็นต้น

 

  • ประชาชนสงสัย ซื้อยาที่ร้านด้วยตัวเองตลอด ทำไมไม่มีปัญหา

จากประเด็นข้อสงสัยนี้  โพสต์ทูเดย์ ได้ไปสอบถาม รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา และผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่าจะขอชี้แจงตามข้อกฎหมาย  มีกฎหมายที่ว่าประชาชนสามารถซื้อยาที่ร้านยาได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายในประเด็นประชาชนสามารถวินิจฉัยโรคด้วยตัวเองเบื้องต้น เช่น ท้องเสียและคิดว่าอาหารเป็นพิษจึงไปซื้อคาร์บอนหรือยาแก้ท้องเสีย ซึ่งกฎหมายให้อำนาจเภสัชกรในการขายยาได้ โดยเภสัชกรมีหน้าที่แนะนำเรื่องยา เช่น แพ้หรือไม่ ยาต้องกินกี่ครั้ง อาการที่จะเกิดหลังจากกินยาคืออะไร อำนาจหน้าที่ของเภสัชกรคือให้คำแนะนำเรื่องยา ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เภสัชกรจะไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยโรคอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แม้ว่าในทางปฏิบัติอาจจะมีการให้คำแนะนำอย่างไม่เป็นทางการบ้าง แต่ถือว่าประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง

 

อย่างไรก็ตามในประเด็นที่มีการเปรียบเทียบกับการจ่ายยาของแพทย์ในคลินิกว่าผิดเช่นกันนั้น รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี กล่าวว่าแพทย์ไม่ได้ขายยาที่คลินิก หากประชาชนจะต้องซื้อยากินเอง ซื้อยาต่อเพิ่มเติมจากที่แพทย์เคยสั่งให้ ต้องไปที่ร้านขายยา ถ้าจะตรงเข้าไปที่คลินิกเพื่อซื้อยานั้นทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย กฎหมายตาม พรบ.ยา อนุญาตให้หมอขายหรือจ่ายยาได้เฉพาะคนไข้ที่หมอตรวจเท่านั้น หากไปคลินิกแล้วแพทย์ไม่อยู่มีแต่ผู้ช่วยอยู่แล้วขายยาก็จะผิดทันทีเช่นกัน

นอกจากนี้คลินิกจะมียาเพียงแค่ไม่กี่ประเภทที่หมอจะคุ้นเคยกับยาที่ตนเองสั่งจ่ายยา ต่างกับร้านยาที่มียาในสต็อคเป็นจำนวนมาก ในทางปฏิบัติหากแพทย์พบว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยาที่คลินิกไม่มี ก็จะต้องแนะนำหรือออกใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปซื้อยาและรับคำแนะนำเรื่องยาจากเภสัชกรประจำร้านยา

 

ส่วนการระบุถึงการจ่ายยาโดยไม่เขียนชื่อยาหน้าซองของแพทย์ เพื่อไม่ให้ประชาชนไปซื้อยาเอง เพราะเกรงว่าจะขาดรายได้นั้น ก็ผิดตามกฎหมายซึ่งประกาศใช้มาราว 2 ปี โดยประกาศของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า หากคลินิกไหนจ่ายยาไม่มีชื่อยาและรายละเอียดของยานั้นถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งแพทยสภาเห็นด้วยกับกระทรวงสาธารณสุขและสภาเภสัชกรรมอย่างมากเพราะเป็นความปลอดภัยของประชาชนจากการใช้ยา จึงสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่

 

  • แพทย์ระบุการวินิจฉัยก่อนการให้ยาเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญ และเอาความปลอดภัยมาก่อนความสะดวก

รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา และผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการวินิจฉัยโรคก่อนให้ยาว่า บางอาการใน 16 กลุ่มอาการหรือ 32 กลุ่มอาการเป็นอาการที่ดูเจ็บป่วยเล็กน้อยก็จริง แต่ถ้าหากไม่มีการตรวจเพิ่มเติมอาจจะทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสการรักษาได้ เพราะให้แค่ยากลับไป

 

" บางคนอาจบอกว่าอีกสามวันมีการโทรติดตามอาการ ซึ่งดูเหมือนจะแค่ไม่กี่วันเองทำไมต้องกังวลด้วย  แต่ก็อยากให้ลองคิดว่าผู้ป่วยได้ยาไปแล้วไม่ดีขึ้น ตอนดึกจะโทรปรึกษาใคร ใครให้คำแนะนำเพิ่มเติมในภาวะเร่งด่วน หลายโรคที่มีการแสดงออกเหมือนเจ็บป่วยเล็กน้อยในครั้งแรกที่มีอาการอาจจะตายหรือพิการได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ดังที่เป็นข่าวเนือง ๆ เช่น เจ็บกล้ามเนื้อแล้วไม่กี่ชั่วโมงก็เสียชีวิตจากหัวใจวาย หากแพทย์ได้มีโอกาสตรวจเบื้องต้นและมีการตรวจร่างกายหรือส่งตรวจเลือดเพิ่มเติม ก็จะช่วยดึงโอกาสรอดชีวิตนี้กลับมาได้ ปวดศีรษะที่ดูเหมือนเล็กน้อยแล้วไปวินิจฉัยว่าเครียด แต่อาจหมายถึงการพิการถาวรครึ่งซีกจากเส้นเลือดสมองตีบ ซึ่งทั้งแพทยสภาและสปสช.เองก็ร่วมกันรณรงค์มาตลอดให้รีบไปพบแพทย์ ทำให้แพทยสภาวิตกห่วงใยประชาชนมากต่อนโยบายเพิ่มความสะดวกแต่ลดความปลอดภัยนี้ ทั้ง ๆ ที่แพทยสภาพยายามเสนอทางออกที่ดีทั้งสองฝ่าย ทั้งความสะดวกและความปลอดภัยแต่ไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ เลยตลอด 1 ปีเศษที่ผ่านมา"

 

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มีการทักท้วงจากแพทย์หลายต่อหลายฝ่ายเพิ่มเติมเข้ามายังแพทยสภา อย่างเช่น ทางราชวิทยาลัยสูตินารีแพทย์แห่งประเทศไทยก็ทักท้วงว่า ‘อาการตกขาวผิดปกติของผู้หญิง’ ไม่ใช่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อยแล้วไปร้านขายยาซึ่งให้แค่ยาเหน็บ เพราะตกขาวอาจเป็นสัญญาณของมะเร็ง ต้องตรวจร่างกาย ตรวจภายใน ต้องดูข้อมูลประวัติที่มีในโรงพยาบาล จึงจะทราบไม่ใช่ตกขาวแล้วให้ยาเหน็บเลยเพราะมีแรงจูงใจที่จะไปขึ้นเงินได้ฟรีจากสปสช.

 

โพสต์ทูเดย์ถามย้ำกลับว่า แต่ในนโยบายดังกล่าวมีการติดตามอาการหลังให้ยา 3 วัน เป็นระยะ ๆ

 

"หากไม่นับว่าในทางปฏิบัติว่าทำได้จริงแค่ไหน?  แม้จะประเมิน 3 วัน โรคเหล่านี้รอแบบนั้นไม่ได้ หากคนไข้ตายหรือพิการแล้วจะทำอย่างไร คำถามต่อมาใครคือคนที่ต้องรับผิดชอบ”

 

ข้อกังวลที่ตามมาหลังการจ่ายยาโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยดังกล่าว ทางแพทยสภาถูกสมาชิกแพทย์ร้องเรียนกลับมาหลายต่อหลายครั้ง ว่าการที่ได้รับการวินิจฉัยล่าช้าจากต้นทาง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับแพทย์แต่ส่งผลเสียต่อประชาชน  ประชาชนจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าการจ่ายยานั้นถูกต้องตามมาตรฐานการรักษาพยาบาลและการวินิจฉัยโรค สปสช.หรือสภาเภสัชกรรมจะเข้ามาทำหน้าที่นี้แทนแพทยสภาใช่หรือไม่ และหากมีคดีฟ้องร้องเภสัชกรว่าจ่ายยาผิดหรือไม่เหมาะสม เมื่อมีคดีไปสู่ศาล ศาลจะให้องค์กรใดช่วยให้ความเห็นก่อนทำคำพิพากษา?

 

บทสรุปสุดท้าย ผลเสียนั้น จะเกิดขึ้นแก่ใคร? เมื่อนโยบายนำเอาความสะดวกมาก่อนความปลอดภัย

 

ล้วงลึก! แพทยสภาฟ้อง สปสช. ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ตอนหน้า ล้วงลึกทำไม แพทยสภาใช้เวลานานกว่าจะฟ้อง แม้จะรู้ว่าจะโดนตำหนิจากประชาชน และตอบข้อสงสัยทำไมหน่วยงานรัฐถึง ‘ไม่คุยกัน’  มีการกล่าวว่าที่ประเทศอังกฤษทำได้ทำไมไทยถึงไม่ทำ?

ทิ้งไว้เพียงว่า แพทยสภาใช้เวลามาเป็นปี แต่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ จนคดีหมดอายุความ ก่อนศาลปกครองสูงสุดกลับคำวินิจฉัยศาลปกครองชั้นต้นหลังจากแพทยสภายื่นอุทธรณ์ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยและประโยชน์ของสาธารณะ!.

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์