posttoday
‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ในยุคนายกอิ๊งค์ ฝันให้ไกล..ไปถึงหรือไม่?

‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ในยุคนายกอิ๊งค์ ฝันให้ไกล..ไปถึงหรือไม่?

06 กันยายน 2567

จับตานโยบาย 'ซอฟต์พาวเวอร์' ในยุคนายกอิ๊งค์ ชัดเจนเพียงใดและใช้ 'ซอฟต์พาวเวอร์' อย่างที่ชาวโลกเข้าใจหรือไม่ หลังความเคลื่อนไหวจากปาฐกถาของทักษิณ ชินวัตร และท่าทีของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้การบริหารงานของ 'รัฐมนตรีปุ๋ง' ที่ปักธงดัน ซอฟต์พาวเวอร์ เต็มกำลัง!

ซอฟต์พาวเวอร์ คำนี้โด่งดังขึ้นในไทยหลายปี ตั้งแต่สมัยอดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากที่ ‘ลิซ่า’ โด่งดังเป็นพลุแตกทั่วโลก และศิลปินเกาหลีสามารถทำเงินเข้าประเทศได้แบบพลิกความคาดหมาย ทำให้คนให้ความสนใจกับคำว่าเศรษฐกิจที่มาจากการสร้างสรรค์ และซอฟต์พาวเวอร์ว่าสามารถสร้างเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างไรบ้าง

 

แม้จะเห็นดีเห็นงาม แต่นโยบาย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ เด่นชัดขึ้นหลังจากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคเพื่อไทย และปักธงจะดันนโยบาย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

โดย นายกอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ณ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ว่า

 

“เราตั้งเป้าหมายว่าซอฟต์พาวเวอร์ต้องสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และต้องยกระดับชีวิตของคนไทยทุกครัวเรือนให้มีรายได้  200,000 บาทต่อปี”

 

 

โดยมีการแบ่งซอฟต์พาวเวอร์ออกเป็น 11 ด้านที่สำคัญ ได้แก่ อาหาร กีฬา เฟสติวัล ท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ ภาพยนตร์ เกม ศิลปะ การออกแบบ และแฟชั่น 

 

  • ซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ใช่ otop 

ซอฟต์พาวเวอร์นั้นเป็นรูปแบบของนโยบายที่มีโมเดลจากหลายประเทศไม่ใช่แค่ที่เกาหลีใต้ ที่ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศที่ส่งออกและทำเงินจากอนิเมชันมาก่อน ส่วนเกาหลีใต้นั้นกว่าจะสำเร็จก็เริ่มนโยบายนี้มาตั้งแต่ปี 2544 หรือกว่า 20 ปีแล้ว

สำหรับประเทศไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เราเคยมีนโยบาย otop หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่โด่งดังในช่วงยุคสมัยของทักษิณ ชินวัตร บนวิธีคิดที่จะพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากในแต่ละตำบล โดย otop มีการจัดเรตติ้งและให้ดาวเป็นการการันตีคุณภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการส่งออก และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 2 ล้านล้านบาท ตามคำกล่าวของนายกอิ๊งค์

เมื่อเวลาผ่านไป มาสู่ยุคที่พรรคเพื่อไทย ขึ้นครองตำแหน่งอีกครั้งในรุ่นลูก เค้ารางของนโยบายเสริมเศรษฐกิจจากฐานราก ก็ได้กลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการนำมาผนวกกับคำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ 

 

ซึ่งความหมายที่แท้จริงของซอฟต์พาวเวอร์ ไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์ เหมือนนโยบาย otop แต่อย่างใด แม้จะสามารถสร้างเศรษฐกิจได้เหมือนกัน แต่มีรายละเอียดที่ต่างกัน

 

ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์ แต่คือการทำให้โลกยอมรับถึงวัฒนธรรม และทำให้วัฒนธรรมไทยนั้นสามารถแทรกซึมและเข้าไปอยู่ในใจของคนในชาติไทยและชาติอื่นๆ ได้ ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจก็จะตามมาเองหลังจากนั้นทั้งในรูปแบบของการซื้อผลิตภัณฑ์ การมาท่องเที่ยว ฯลฯ

โดยต้องมีการตีโจทย์ให้แตกก่อน ฉะนั้น ซอฟต์พาวเวอร์จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ต้องสร้างความชื่นชอบ และความนิยมก่อน หากจะประกาศว่ากำลังทำนโยบาย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’

 

  • ความคืบหน้าซอฟต์พาวเวอร์ก่อนเกิดการเปลี่ยนนายกฯ กะทันหัน

ตลอดหนึ่งปีของพรรคเพื่อไทยกับนโยบายนี้ ขยับแต่ไม่มากนัก 

กระทรวงต่างๆ พยายามผนวกเอานโยบายดังกล่าวร่วมกับสิ่งที่ตัวเองมี โดยเฉพาะการดำรงตำแหน่งของ รมว.ปุ๋ง สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในครม.เศรษฐา 1 ในตำแหน่ง รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งมีนโยบายนำซอฟต์พาวเวอร์ เข้ามาเป็นเครื่องมือส่งเสริมการท่องเที่ยว หวังสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าไทย ถึงกับประกาศว่า จะเคลื่อน 7 นโยบายหลักในปี 67 ชูพลังซอฟต์พาวเวอร์ และปั๊มรายได้ท่องเที่ยว '3.5 ล้านล้านบาท' ดึงต่างชาติเที่ยวไทย 40 ล้านคน และกระจายรายได้จากนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน

ซึ่งฝั่งเอกชนมองว่า ‘หืดขึ้นคอ’

อีเวนต์ใหญ่อย่าง ‘สงกรานต์’  ซอฟต์พาวเวอร์ ในช่วงเวลาดังกล่าว ก็มีการเผยแพร่ข่าวสารให้รับรู้ว่าสงกรานต์เมืองไทยจะเล่นตลอดเดือนเมษายน แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แม้รายได้จะทะลุเป้าก็ตาม

 

ภายหลัง รมว.ปุ๋ง ได้ย้ายมาทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรมเต็มตัว หลังมีการปรับครม. ซึ่งเป็นกระทรวงที่รับผิดชอบด้านซอฟต์พาวเวอร์โดยตรง ก็ประกาศดำเนินงานซอฟต์พาวเวอร์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หัวใจสำคัญที่คือการพัฒนา ‘คน สังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ ซอฟต์พาวเวอร์’ โดยรมว.ปุ๋ง มีวาระที่ตั้งใจจะผลักดันคือ นโยบายหนึ่งภูมิภาค หนึ่งมรดกโลก และ นโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power ซึ่งล่าสุดได้มีการเปิดลงทะเบียนออนไลน์ อบรม 13 หลักสูตรฟรีไปแล้วเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ตั้งเป้าหมายที่จะอบรมออนไลน์รวมกว่า 266,400 คน และจะมีการอบรมออนไซด์ 30,000 คน

และอีกหลายโครงการที่ รมว.ปุ๋งมั่นใจว่า วธ.จะเป็นหนึ่งในกลไกเสริมทัพ สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้ถึงเป้าหมาย 3.5 ล้านล้านบาทต่อปี

 

 

แม้ว่าจะแผ่วลงในช่วงเดือนท้ายๆ ของรัฐบาลเศรษฐา เนื่องจากเจอวิกฤตการเมืองเล่นงาน รวมถึงถูกจับตาในด้านเศรษฐกิจและดิจิทัลวอลเล็ตเป็นสำคัญ จนทำให้คำว่าซอฟต์พาวเวอร์เริ่มเลือนๆ ไปจากหน้าสื่อและหยุดชะงัก รวมถึงร่าง พ.ร.บ. THACCA เพื่อให้มีหน่วยงานขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ ซึ่งมาพร้อมกับการของบสนับสนุนอีกกว่า 7,000 ล้านบาท ก็ยังค้างเติ่งอยู่

โดยแผนเดิมคือจะมี สำนักงาน “THACCA” ที่ทำหน้าที่บริหาร จัดสรรงบประมาณ มีภารกิจผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่สากล แต่ตามแผนเดิมจะถูกจัดตั้งในปี 2568

 

  • เอาจริงแน่! ในรัฐบาลนายกอิ๊งค์

การกลับมาเข้ารับตำแหน่งของนายกอิ๊งค์ ทำให้ ซอฟต์พาวเวอร์ กลายเป็นนโยบายเรือธงที่ต้องจับตามองอีกครั้ง ประกอบกับท่าทีของทักษิณ ชินวัตร ในการแสดงปาฐกถาที่บนเวที Vision For Thailand จัดโดย เนชั่น กรุ๊ป ก็ได้กล่าวถึงนโยบายนี้ว่า

“สิ่งที่อยากพูดถึงคือ..รัฐบาลนี้เอาแน่ เรื่องซอฟต์พาวเวอร์ เอาจริงเอาจังแน่ เราต้องการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ทุกรูปแบบ”

โดยนายทักษิณ ชินวัตร เน้นหนักไปที่การส่งเสริมมวยไทย ซึ่งหวังไปถึงการเปิดลีกการแข่งขันเช่นเดียวกับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

การสนับสนุนอีสปอร์ต ให้คนไทยสามารถผลิตและสร้างเกมเองได้ ผ่านกระบวนการรัฐจ่ายเป็นโทเคน มาขึ้นเงินกับรัฐบาล

ส่วนทางด้านศิลปะ ก็จะเน้นไปที่การเปิดกว้างให้คนทั่วไปสามารถสร้างสรรค์งานศิลปะได้ ผ่านระบบ บล็อกเชน-เอ็นเอฟที ซึ่งจะเกิดขึ้นหลัง ดิจิทัลวอลเล็ต

ในขณะที่ด้านแฟชั่น จะมีการส่งเสริมนางแบบเลือดไทย อย่างเช่นที่บราซิลเคยประสบความสำเร็จด้วยการปั้นนักบอลและนางแบบสัญชาติบราซิล นำเงินเข้าประเทศ

ที่สำคัญคือการฟื้นโปรเจกต์ครัวไทยสู่ครัวโลก ที่เคยถูกพูดถึงในยุคของทักษิณ ชินวัตร กลับมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ ที่ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ของผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลกให้ได้ และสนับสนุนร้านอาหารไทยในต่างแดน และใช้ร้านอาหารไทยเหล่านี้เป็นแหล่งกระจายสินค้าไปทั่วโลก ซึ่งทำให้ร้านอาหารไทยทั่วโลกจากที่เคยมีอยู่ราว 5,000 ร้านเพิ่มเป็น 15,000 ร้าน เป็นปรากฎการณ์ที่สำนักข่าวต่างประเทศอย่าง the Economist บัญญัติศัพท์ใหม่ให้กับปรากฎการณ์นี้ขึ้นว่า “Gastrodiplomacy” หรือ “การทูตผ่านอาหาร” 

และวิธีการดังกล่าวนี้เองเป็นวิธีการเดียวกับที่เกาหลีใต้ทำ ภายใต้แคมเปญ The Global Hansik campaign ซึ่งทำควบคู่กับกระแส Korean Wave จนโด่งดังเป็นพลุแตก ในเวลาต่อมา

 

การออกมาพูดของทักษิณ ชินวัตร จะว่าไปก็ทำให้เห็นแนวทางของนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายหลังจากก่อนหน้านี้ นโยบายโดนโจมตีตั้งแต่เรื่องของการตีความคำว่า ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ เลยทีเดียว อย่างไรก็ตามภายหลังการประกาศนโยบายของครม.อิ๊งค์ ก็คงต้องจับตามองว่า จะผลักดันนโยบายนี้ให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้มากน้อยแค่ไหน

 

แต่จากความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงวัฒนธรรมในช่วงรอยต่อทางการเมือง พบว่าได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญนั่นคือการหา 'คอนเซปต์' หรือ 'ธีม' เพื่อที่จะสร้างแบรนด์ให้แก่ประเทศไทย

นโยบายที่จะสร้าง ‘แบรนด์ประเทศไทย’ โดยการจัดทำร่างแผน (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมได้ร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาและวิเคราะห์การดำเนินงานในภาพรวมของประเทศไทยที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับเศรษฐกิจวัฒนธรรม ทั้งบริบทการดำเนินงานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันและสถานการณ์ทั้งในและนอกประเทศและจุดยืนของประเทศไทยในมิติเศรษฐกิจวัฒนธรรมในระดับสากล

เพื่อสังเคราะห์ธีม (Theme) ในการนำเสนอประเทศไทยอย่างลุ่มลึก หลากหลาย และสร้างแรงดึงดูดที่มีพลังมากยิ่งขึ้น! และกำหนดวิสัยทัศน์ คือ            'แบรนด์ประเทศไทย เป็นที่ชื่นชอบ ชื่นชมและเชื่อถือทั่วทุกมุมโลก'

เพื่อเสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนและแนวทางการเสนอแผนระดับ 3 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

 

สุดท้าย ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ จะเป็นนโยบายเรือธงที่จะขับเคลื่อนอย่างจริงจังเป็นแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ เส้นทางการได้มาซึ่งเงินที่รัฐบาลวาดฝันไว้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท หรือรายรับจากลีกมวย เกม การส่งเสริมนางแบบ รายได้เกษตรจากครัวไทยสู่ครัวโลก หรือรายรับ 200,000 บาทต่อปีต่อครอบครัว

สิ่งเหล่านี้คงไม่ได้ง่ายแม้แต่น้อย บางอย่างดูเหมือนจะต้องสร้างระบบขึ้นมาใหม่ทั้งหมดและย่อมต้องอาศัยการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ การกำหนดธีมที่ชัดเจน ในระยะเวลาและงบประมาณที่เพียงพอ เพื่อจะได้คว้ารายรับเข้าประเทศ อย่างที่รัฐบาล ‘ฝัน’ ให้กับคนไทย ไม่เช่นนั้นนโยบาย 'ซอฟต์พาวเวอร์' ก็คงจะจบลงแค่เพียงนโยบายขายของ ส่งออกผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่ ซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งกลายเป็นอำนาจที่สั่นสะเทือนโลกได้อย่างที่ควรจะเป็น.

 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล