
‘เท่าเทียม’ นวัตกรรมแนวคิดแห่งยุคสมัย ในมุมผู้นำสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ
เปิดใจ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ.สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ผู้ผ่านแรงเสียดทานในด้าน ‘ความหลากหลายและเท่าเทียม’ สู่การพิสูจน์ตัวเอง และการเรียกร้องให้ทุกคนเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์เหมือนกัน พร้อมเผยเทรนด์นวัตกรรม ที่ยังมีที่ว่างให้กับ ‘นวัตกรรมเพื่อ LGBTQIA+’
‘ นวัตกรรม' ไม่ได้หมายความเพียงแค่ ‘เทคโนโลยี' แต่คือการทำสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึง ‘แนวคิดใหม่’
ประเด็น ‘ความหลากหลายและเท่าเทียม’ จึงเป็น ‘นวัตกรรมแนวคิด’ แห่งยุคนี้ เพราะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านการสร้างสรรค์ เศรษฐกิจ และระดับนโยบายของรัฐ!
โพสต์ทูเดย์จึงไม่พลาดที่จะขอสัมภาษณ์ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หัวเรือใหญ่ที่คุมทิศทางและนโยบายด้านนวัตกรรมของประเทศไทย กับมุมมองต่อ ‘ความหลากหลายและเท่าเทียม’ และการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน
- แรงเสียดทานคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง
ดร.กริชผกา เล่าให้ฟังถึงมุมมองชีวิตของตนเองเมื่อต้องเจอแรงเสียดทานจากสังคมมาตั้งแต่ครั้งยังเรียนว่า
“ ตัวเองเคยโดนแรงเสียดทานมาเยอะ ตอนเรียนธรรมศาสตร์ พี่เรียนจบ ม.4 สอบเทียบที่สตรีวิทย์ และเข้าธรรมศาสตร์เลย อยากเรียนนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์มาก สอบติดตอนจบ ม.4 อายุน้อยที่สุดในรุ่น
ญาติ ๆ ก็มีความเห็นว่าเรียนเยอะจะเพี้ยนนะ ความคิดหลากหลายมาก แล้วตัวเองก็ไม่ใช่คนแต่งตัวตามแฟชั่นอะไร ไปธรรมศาสตร์บางทีก็ยอมรับรองเท้าแตะเลย หลายคนถามว่าเราจะเรียนได้มั้ย แต่เราก็ไม่สนใจ ก็เรียนและจบออกมาด้วยเกียรตินิยม ต่อมาตอนเรียนป.โท ก็โดนเรื่องแต่งตัวอีก พอเราจบอายุน้อย คนก็ไม่ค่อยเชื่อหน้าเราเท่าไหร่ เวลาไปสอนหนังสือก็ถูกให้เซ็นเป็นนักศึกษาอีก
แต่เราเข้าใจนะว่าเราควรแต่งตัวให้ถูกกับบริบทของสังคม ก็เริ่มเข้าใจว่าบริบทสังคมมันมีกฎที่หลากหลาย
ถ้ามีกฎอยู่ และเรายังไม่ได้อยู่ในจุดที่เปลี่ยนแปลงได้ เราก็ต้องประนีประนอม
ดร.กริชผกาเล่าว่าสิ่งที่ทำให้ผ่านจุดนั้นมาได้คือ การอย่าดูถูกตัวเอง
“ เรารู้ว่าเราไม่สามารถควบคุมความคิดของคนอื่นได้ แต่เราควบคุมสิ่งที่เราคิดได้ ต่อให้คนร้อยคนดูถูกเรา คนพันคนว่าเรา LGBTQIA+ ไม่ดี เราไม่ดี แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำสิ่งที่ดี เราอย่าดูถูกตัวเอง อันนี้สำคัญสุดเลย คำพูดของคนอื่น เราฟังแล้วเรามาคิดว่าเป็นจริงมั้ย ถ้าไม่เป็นก็ทำให้เขาเห็นว่าเราดีกว่านั้น
ตัวเราพยายามทำให้คนรอบข้างเข้าใจว่า ทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน อีกอย่างครอบครัวสำคัญมาก ถ้าครอบครัวเข้าใจทุกอย่างจบ โครงสร้างของสังคมมันเกิดมาจากครอบครัว ถ้าครอบครัวสอนให้ลูกเปิดกว้าง มองคนที่ความเป็นคน ถ้าทุกครอบครัวเป็นแบบนี้ จะยากดีมีจนไม่เกี่ยว การสอนลูกให้ยอมรับความแตกต่าง เป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวทำได้”
- เริ่มต้นจากการมองว่าเป็นมนุษย์เท่ากัน
แนวคิดการมองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันของ ดร.กริชผกา เลือกที่จะมองโดยเนื้อในความเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน และถูกนำมาใช้กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติที่ดูแลอยู่
โดยส่วนตัวเป็นคนที่มองคนแบบเท่าเทียมกัน ไม่เคยมองที่การศึกษา เพศ หรือฐานะ เรามองทุกคนเป็น มนุษย์เท่ากันหมด เพราะจริงๆ เพศคือเพศสภาพ แต่ในใจของคนสามารถเป็นได้หลากหลาย หากมองว่าทุกคนเป็นมนุษย์เท่ากันหมด จะไม่มีปัญหาอะไรเลย เรามองว่าปัญหาคือการมองคนที่ข้างนอกมากกว่าข้างใน
ตัวสำนักงานเอง เราจึงมองที่ศักยภาพของพนักงานมากกว่า ทุกคนได้รับการโปรโมทอย่างเท่าเทียมกัน เรามองนวัตกรรมที่พวกเขาจะทำ และไม่เคยกีดกั้นเรื่องนี้ และในเมื่อเราสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งใหม่ๆ ในมุมสำนักงานเราก็ต้องเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ในเมื่อสิ่งนี้ใหม่ และมีคุณค่าเหมือนกัน”
ดร.กริชผกามองว่าเมื่อกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศออกมาให้ใช้อย่างชัดเจน ทางสำนักงานก็จะต้องดูแลทุกคนอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคู่รักที่จดทะเบียนภายใต้กฎหมายดังกล่าว เพราะเข้าใจดีกว่าทุกคนมีคนที่รักและห่วงใยอยากให้ได้สวัสดิการที่เหมาะสมเช่นกัน
นอกจากนี้ การเปิดรับกลุ่ม LGBTQIA+ ยิ่งจะทำให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพราะกลุ่ม LGBTQIA+ ก็อยากจะทำอะไรเพื่อสังคมมากขึ้นเช่นกัน
“ ในอนาคตกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ผลักดันโอกาสใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เช่น หากพวกเขาต้องการมีลูก พวกเขาก็จะพยายามที่จะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สิ่งนี้ก็เป็นได้ "
- เทรนด์นวัตกรรมตอบโจทย์ LGBTQIA+
สำหรับเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ กลุ่ม LGBTQIA+ ทุกวันนี้ในส่วนของระดับโลก ดร.กริชผกาเปิดเผยว่าจะเน้นเป็นในเรื่องของ อาหาร สุขภาพ การใช้ฮอร์โมน การแพทย์ การศึกษา และการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย ซึ่งยังเหลือพื้นที่อีกมากสำหรับงานนวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติยินดีเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับใครที่อยากจะทำนวัตกรรมให้แก่คนกลุ่มนี้
โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้สนับสนุนโครงการนวัตกรรมหลายอันที่ตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQIA+ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแอปพลิเคชันเช็คตัวเองว่าเราอยู่ในกลุ่ม LGBTQIA+ หรือไม่ มุ่งไปที่กลุ่มเป้าหมายเยาวชน ซึ่งประสบกับปัญหาไม่กล้าคุยกับพ่อแม่ และหากเช็คแล้วใช่ในแอปก็จะมีข้อแนะนำตามมา หรือจะเป็นแอปพลิเคชันให้ความรู้ในการให้ฮอร์โมน เป็นต้น เพื่อเป็นการให้ความรู้และใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
“ หลังจากกฏหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว ในอนาคตก็จะมีเรื่องของบรรดาคู่สมรสที่อยู่ภายใต้กฏหมายนี้มากขึ้น ในส่วนของเราที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม เราก็จะมองว่าจะเอานวัตกรรมมาช่วยในการเข้าถึงประเด็นต่างๆ อย่างท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ หรือเรื่องของด้านการแพทย์ อย่างไร ง่ายๆ อย่างเรื่องเข้าห้องน้ำ มีคนเคยมาคุยกับเรานะว่า จะเข้าห้องน้ำอยากรู้ว่าต้องเข้าจุดไหน จุดไหนมีห้องน้ำสำหรับกลุ่ม LGBTQIA+ บ้าง
อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจคือการส่งเสริมการเรียนรู้และการเข้าใจ ตอนนี้การทำวิจัยเชิงตลาดและนวัตกรรมยังไม่มีการทำวิจัยที่ลงลึกและดีเทลเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ แม้ว่าจะมีงานวิจัยออกมาว่ากลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อสูง เป็นกลุ่มคนที่มีความครีเอทีฟสูง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่หาเหตุผลหรือลงรายละเอียดเลย
เรามองว่าหากสามารถสร้างนวัตกรรมที่ทำให้พวกเขาอยู่ในแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ก็จะสร้างความพร้อมให้กลุ่มคน LGBTQIA+ ซึ่งต้องทำให้มั่นใจว่านวัตกรรมเหล่านี้ตอบโจทย์พวกเขาจริงๆ ”
- แนวคิดผู้บริหารกับการพาองค์กรก้าวหน้าในยุคของความหลากหลายและเท่าเทียม
เราเป็นผู้บริหาร แน่นอนว่าเจอหลากหลายความคิดเห็น แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องรับฟัง
ดร.กริชผกากล่าวเมื่อถามถึงในแง่มุมของการบริหารองค์กร และทิศทางที่จะขับเคลื่อนองค์กรในบริบทของความหลากหลายและเท่าเทียม
“ หากเราไม่ฟังใคร เราก็จะไม่ได้ยินมุมมองของคนอื่นเลย เราจะมองโลกมิติเดียว เคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง บอกว่าผู้บริหารที่ดีต้องฟังเยอะ และก่อนจะพูดต้องวิเคราะห์ให้ดี เพราะคำพูดของผู้นำมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ
การเป็นผู้นำไม่ได้แค่ว่าจะนำองค์กรไปในทิศทางไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้องค์กรเป็นหนึ่งเดียว ให้คนที่มีความคิดแตกต่างกันทำงานร่วมกัน และที่สำคัญคือให้ทุกคนมองผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ของตัวเอง ถ้าเรามองแบบนี้ความคิดต่างๆ จะหล่อหลอมประโยชน์ที่ไปได้ไกลกว่าตัวเรา”
ท้ายสุด ดร.กริชผกา ให้กำลังใจ เมื่อมองผ่านชีวิตของ LGBTQIA+ แม้ประเทศไทยจะพูดถึงความสำเร็จของกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่เรื่องราวในอดีตที่ต้องผ่าน ‘แรงเสียดทาน’ และการถูกบุลลี่ของบางคน ก็อาจจะสร้างรอยแผลจางๆ หรือเป็นรอยแผลที่ไม่มีวันหาย
“ เราก้าวมาจุดนี้ ก็ไกลกว่าที่อดีตเคยคิดมาก คนที่อยู่ ณ ตอนนี้ เราผ่านแรงกระแทก ความอดทนมาระดับหนึ่ง เราคิดว่าสิ่งที่เจอในอดีตเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้เกิดผลในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นหากไม่มีแรงเสียดทานตรงนั้น ไม่ได้ผ่านการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ ก็อาจจะไม่มีวันนี้
ฉะนั้นทุกอย่างในโลกนี้เกิดมาด้วยเหตุผล มาจุดนี้เราจะมองว่าเราทำให้ดียิ่งขึ้นไปอย่างไรบ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วทำให้เราเรียนรู้และจะไม่ทำให้คนที่เป็น LGBTQIA+ ในยุคต่อๆ ไปเกิดแรงเสียดทานแบบนี้อีก เราต้องก้าวไปข้างหน้าและทำให้ดีขึ้น และทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคมมากขึ้น ในอนาคตเขาจะไม่ได้มองเราที่เพศสภาพแต่มองที่เราเป็นมนุษย์ ที่ทำสิ่งดีๆ ให้กับโลกใบนี้
ที่สำคัญสังคมเป็นของเราทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นเพศสภาพใดก็ตาม







