posttoday
สภาอุตฯ เผย ‘ทักษะแรงงาน’ เรื่องสำคัญที่บริษัทชั้นนำของโลกข้ามการลงทุนไทย

สภาอุตฯ เผย ‘ทักษะแรงงาน’ เรื่องสำคัญที่บริษัทชั้นนำของโลกข้ามการลงทุนไทย

05 มิถุนายน 2567

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเผยสาเหตุที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกข้ามไทยไปลงทุนมาเลเซีย พบมาเลเซียมีอีโคซิสเต็มและแรงงานทักษะสูงพร้อมมากกว่า ชี้ไทยเพิ่งเริ่มต้นในรัฐบาลนี้แต่ยังทันที่จะดึงนักลงทุนสายเทคฯเข้าไทย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับโพสต์ทูเดย์ สืบเนื่องจากข่าวที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง ไมโครซอฟต์ และ กูเกิ้ล ตัดสินใจลงเม็ดเงินลงทุนที่ประเทศมาเลเซีย โดยยังไม่มีความคืบหน้าที่ประเทศไทยว่า  บริษัทชั้นนำระดับโลกเวลาที่จะย้ายฐานการผลิตต้องการที่จะลดต้นทุน และต้องการบุคลากร  นอกเหนือไปจาการพิจารณาประเด็นเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ จะมีการพิจารณาขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ทั้งเรื่องค่าไฟ แรงงาน ที่ดิน และระบบข้าราชการและสิ่งสำคัญกว่านั้นคือ บุคลากรต้องเพียงพอ

“ เราจึงเจอปัญหาว่าเราจะปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีนวัตกรรมมากๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินเหล่านั้นเข้ามา บริษัทเหล่านั้นจะถามว่ามีบุคลากรที่มีสกิลหรือทักษะเพียงพอจำนวนเท่าไหร่หรือมีการระบบการผลิตแรงงานที่มีทักษะป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง มีกี่มหาวิทยาลัย เขาจะทำการบ้านอย่างละเอียดในประเด็นเหล่านี้”

นายเกรียงไกรกล่าวต่อว่า หากจะดึงการลงทุนเข้ามาจากบริษัทต่างๆ จะมีการเปรียบเทียบและถามว่า ประเทศนั้นมีคนพอหรือไม่ หากเขาลงทุนมากขนาดนี้ คนจะหาจากไหน เพราะฉะนั้นเมื่อมาเลเซียและสิงคโปร์ได้มีการวางอินฟราสตรัคเจอร์ และ อีโคซิสเต็มทั้งหลายให้สอดคล้องไปตั้งแต่การผลิตบุคลากร การที่จะมีหลักสูตร มีมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานดูแลให้ตรงกับความต้องการ เป็นจุดขายและจุดดึงดูดที่สำคัญ จึงไม่สงสัยว่าทำไมการลงทุนของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นจะข้ามเราไป

 

  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฐานการผลิตสำคัญ แต่มาเลเซีย สิงคโปร์ พร้อมกว่า!

สำหรับการย้ายฐานการผลิตของบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก นายเกรียงไกรยังมองว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายการย้ายฐานการผลิตนอกเหนือจากจีน ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมมีอยู่ไม่กี่ประเทศ คือ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนิเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งใน 5 ประเทศนี้สิงคโปร์และมาเลเซียมีแต้มต่ออยู่แล้วมาก่อน เพราะว่ามีอุตสาหกรรมประเภทอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ทางด้านสิงคโปร์เป็นการผลิตต้นน้ำ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุดในห่วงโซ่การผลิต ส่วนมาเลเซียจะอยู่ตรงกลาง เป็นการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือออกแบบดีไซน์ ส่วนไทยจะอยู่ที่ปลายน้ำ ซึ่งเป็นการผลิตฮาร์ดดิสไดรฟ์ ซึ่งใช้แรงงานเข้มข้น ในการประกอบ ไม่ได้ผลิตอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงเป็นงานที่มูลค่าเพิ่มต่ำที่สุด

“จะเห็นว่า เมื่อไปดูตัวเลขมูลค่าอุตสาหกรรมนี้ สิงคโปร์ มีประชากรแค่ห้าล้านกว่าคน แต่มีมูลค่าในหมวดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะสูงสุด สูงกว่าไทยหลายเท่า มาเลเซียสูงกว่าไทยเท่ากว่า ไทยต่อให้จะเป็นผู้ผลิตฮาร์ดิสไดร์ฟใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะเราเป็นฐานการผลิตให้ WD และ Seagate แต่มันเป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้น มูลค่าเพิ่มต่ำสุด ซึ่งถ้าหากมีแรงงานมีการขึ้นค่าแรงเพิ่มขึ้นอีก ก็จะกินต้นทุน และกินกำไรที่มีอยู่ซึ่งบางอยู่แล้ว ก็จะบางขึ้นไปอีก ซึ่งกำลังเป็นปัญหา และที่สำคัญก็คือกำลังจะถูกดิสรัปด้วย เทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า ‘โซลิดสเตต’ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความเสี่ยงของประเทศไทย”

 

  • ยังไม่สายสำหรับประเทศไทย 

เมื่อถามถึงความชัดเจนของนโยบายประเทศไทย ที่จะทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจที่จะมาลงทุน นายเกรียงไกรกล่าวว่า ประเทศไทยเพิ่งมีการเปิดตัว โดยนายกเศรษฐา เมื่อรับตำแหน่งก็ได้เดินทางไปยังประเทศต่างๆ ล่าสุดก็ไปที่อเมริกา เพื่อไปพูดทุกเวทีว่าเราเปิดประเทศ และพร้อมสำหรับนักลงทุนจากทั่วโลก และอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่อยากจะให้มาลงทุน นอกจากนี้ยังมีการประกาศ 5 อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ BOI ส่งเสริม หนึ่งในนั้นก็คือ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการไปบอกว่าเรากำลังเน้นอุตสาหกรรมใหม่ ที่เป็นเทรนด์ของโลกและมีมูลค่าสูง นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ Medical Hub ซึ่งต่างก็เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง  แต่ต้องยอมรับว่ามาเลเซียและสิงคโปร์ทำมานานแล้ว

ทั้งนี้ นายเกรียงไกรย้ำว่า ยังไม่สายสำหรับประเทศไทย โดยล่าสุดกระทรวงอว. กระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงนายกฯ ได้มีการสั่งการปรับปรุงหลักสูตร ได้มีการเขียนแผนร่วมกับสภาอุตสาหกรรมในการวางแผนผลิตบุคลากรทางด้านนี้ ให้เพียงพอและต่อเนื่อง

ส่วนในกรณีที่กระทรวงอว.บอกว่าจะผลิตคน 30,000 คนใน 3 ปี นายเกรียงไกรกล่าวว่าเพียงพอในเบื้องต้น เมื่อผลิตคนออกมาแล้ว สามปีมีให้ใช้แน่ ซึ่งบริษัทต่างๆ กว่าจะสร้างโรงงานเสร็จ ก็มีเวลาใกล้เคียงกัน ก็ถือว่าเป็นก้าวแรกที่เราบอกว่าเรามีแผนแน่นอนที่จะสร้างบุคลากรเหล่านี้ แต่ต้องมีการสร้างอย่างต่อเนื่อง

“ผมเชื่อว่า 30,000 เป็นจุดเริ่มต้น เพราะหากเรามีเป็นแสนๆ คนก็ดีเพราะไม่ใช่แค่ค่ายเดียวที่จะมาลงทุน ค่ายอื่นๆ อย่างทางยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่จีนก็ต้องการเหมือนกัน ทิศทางของโลกก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเหล่านี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความต้องการแรงานที่มีทักษะสูง เราจึงรีบเร่งในการสร้าง เพราะที่ผ่านมาเราเพิ่งเริ่มในรัฐบาลนี้ พอเทียบกับมาเลเซีย สิงคโปร์ เขาอาจจะนำหน้าเราไปนาน แต่ผมคิดว่าเราเริ่มตอนนี้ยังไม่สายไปครับ แต่ขอให้ทำจริงจังและมีนโยบายและงบประมาณที่ชัดเจน และมีหน่วยงานที่รับผิดชอบชัดเจน” นายเกรียงไกรกล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท