
แพทย์ ชี้ ฮอร์โมนมีส่วนก่อ "โรคอ้วน" เร่งเสริมความเข้าใจ ปรับวิกฤตสุขภาพ
นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic เผย ฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้เกิดวิกฤตโรคอ้วนได้ เร่งสร้างความตระหนักรู้ เดินหน้าสังคมไทยสุขภาพดี
ตามนิยามขององค์การอนามัยโลก หรือ World Health Organization (WHO) โรคอ้วนเป็นภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป จนส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea; OSA) ปัญหาข้อต่อ ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความผิดปกติทางเมตาบอลิก ระดับน้ำตาล และไขมันสูง เพิ่มการอักเสบในร่างกาย เสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases, CVDs) และโรคมะเร็ง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม โรคอ้วน (Obesity) เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases, NCDs) เช่นเดียวกับ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคมะเร็ง โรคอ้วนเป็นภัยคุกคามที่ผู้คนทั้งโลกต้องร่วมกันต่อสู้ เพราะนอกจากจะส่งผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังส่งผลเสียทางอ้อมต่อสภาพเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย
นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) ตั้งใจหยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับโรคอ้วนขึ้นมาพูดถึงเนื่องใน “วันอ้วนโลก (World Obesity Day)” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคม เพื่อรณรงค์ให้สังคมรับรู้ถึงอันตรายที่เกิดจากโรคอ้วน และหยุดการเพิ่มขึ้นของวิกฤตโรคอ้วนให้ได้
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปี พ.ศ. 2566 คนไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วน 48.35% ขณะที่ รายงานจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนในเด็ก เมื่อปี พ.ศ. 2566 เปิดเผยว่า ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนอยู่ที่ 8.98% ในเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี อยู่ที่ 13.68% และในเด็กที่มีอายุ 15-18 ปี อยู่ที่ 13.72%
กลุ่มวัยเด็ก ถือเป็นกลุ่มที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะภาวะสุขภาพในวัยเด็กส่งผลต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Nutrition ในปี พ.ศ. 2566 คาดว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่มีภาวะโรคอ้วน
โรคอ้วนมีหลายระยะ เช่นเดียวกับโรคอื่น ๆ เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีอาการแสดง จนถึงขั้นพบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เพราะฉะนั้น การป้องกันไม่ให้อ้วน ย่อมดีกว่าการปล่อยให้อ้วนจนเกิดการเจ็บป่วย โดย American Association of Clinical Endocrinologists (AACE) ได้กำหนดให้โรคอ้วนมี 3 ระยะหลักด้วยกัน ได้แก่
- ระยะที่ 0 หรือ ภาวะที่มีเนื้อเยื่อไขมัน (Adipose tissue) แต่ยังไม่พบภาวะแทรกซ้อนใด
- ระยะที่ 1 หรือ ระยะที่มีภาวะแทรกซ้อนระดับน้อยถึงปานกลางที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างน้อย 1 อาการ
- ระยะที่ 2 หรือ ระยะที่มีภาวะแทรกซ้อนระดับรุนแรงที่สัมพันธ์กับโรคอ้วนอย่างน้อย 1 อาการ
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน
ผู้คนมักมองภาพว่า โรคอ้วนเกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินไปและขาดการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่แท้ที่จริงแล้ว โรคอ้วนมาจากหลายสาเหตุรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับไม่ดี การทำงานของฮอร์โมนผิดปรกติ การรับประทานยาบางชนิด ไปจนถึงรหัสพันธุกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อระบบเผาผลาญพลังงานของร่างกายและระบบควบคุมความหิวความอิ่ม
- สาเหตุจากฮอร์โมน
สาเหตุหนึ่งของโรคอ้วนเกิดจากความไม่สมดุลในการควบคุมความหิวและความอิ่มของร่างกาย ซึ่งถูกควบคุมด้วยระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ (Neuroendocrine) โดยต่อมไร้ท่อจะสร้างฮอร์โมนส่งสัญญาณไปที่สมอง เพื่อบอกว่า เราควรรับประทานอาหารต่อหรือไม่
ฮอร์โมนที่สำคัญคือ ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ฮอร์โมนนี้หลั่งจากเซลล์ไขมัน หากเรานอนพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลให้การหลั่งฮอร์โมนเลปตินลดลง ความอยากรับประทานอาหารก็จะเพิ่มมากขึ้น ในผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีภาวะดื้อต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin resistance) กล่าวคือ ร่างกายไม่ตอบสนองต่อสัญญาณอิ่มของฮอร์โมนเลปติน ทำให้ไม่รู้สึกอิ่ม และไม่หยุดรับประทานอาหาร
ส่วนฮอร์โมนที่ทำงานตรงกันข้ามกันคือ ฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) หรือฮอร์โมนกระตุ้นความหิว จะหลั่งมากในช่วงก่อนมื้ออาหาร และจะหลั่งลดลงเมื่อเริ่มรับประทานอาหาร ในผู้ที่เป็นโรคอ้วน การหลั่งของฮอร์โมนเกรลินจะมีความผิดปกติคือ แม้จะรับประทานอาหารไปแล้วแต่ระดับของฮอร์โมนเกรลินก็ไม่ลดลง ทำให้ความอยากอาหารไม่ลดลง
- สาเหตุจากพันธุกรรม
หลายครั้งมักพบว่าหากผู้ใหญ่ในครอบครัวมีภาวะอ้วน ลูกหลานก็มักมีภาวะอ้วนด้วยเช่นกัน โดยรหัสพันธุกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น MC4R, POMC, FTO หรือ Fat Mass and Obesity-Associated Gene เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม คุณหมอแอมป์เน้นย้ำว่า รหัสพันธุกรรมไม่ใช่เพียงสาเหตุเดียวของการเกิดโรคอ้วน ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle)
- กระบวนการเหนือพันธุกรรม (Epigenetics)
แม้ว่าปัจจัยภายในอย่างเรื่องของพันธุกรรมหรือยีนเป็นสิ่งที่ติดตัวกับเรามาตั้งแต่เกิดและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในปัจจุบันมีศาสตร์ที่เรียกว่า Epigenetic ซึ่งเป็นการศึกษาการแสดงออกของยีนที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงรหัสทางพันธุกรรม แต่โดนกระตุ้นจาก “พฤติกรรมการใช้ชีวิต” ตัวอย่างเช่น อาหารที่มีไขมันสูง - ลดการทำงานของ PPARγ หรือยีนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของไมโทคอนเดรียในเซลล์ ส่งผลต่อระบบการเผาผลาญของร่างกาย การออกกำลังกาย - เพิ่มการแสดงออกของยีน PGC1α ที่ควบคุมการเผาผลาญพลังงานและการสร้างไมโทคอนเดรีย และการพักผ่อนไม่เพียงพอ - ลดการทำงานของยีน Cry1 และ BMAL1 ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ในเลือด ความอยากอาหาร เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และยังส่งผลต่อยีน SCD1 ที่มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างและสลายไขมันในร่างกาย ฯลฯ
ตัวชี้วัดความอ้วน คือมวลไขมันในร่างกาย
เดิมโรคอ้วนถูกพิจารณาจากค่า ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) โดยคนที่มีน้ำหนักเกินจะมี BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป และคนอ้วนจะมี BMI ตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป แต่แท้จริงแล้ว BMI อาจไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำมากนัก ในการประเมินภาวะอ้วน เพราะไม่สามารถประเมินองค์ประกอบของร่างกายได้ เช่น บุคคลที่มี BMI เท่ากัน อาจมีสัดส่วนกล้ามเนื้อและไขมันไม่เท่ากัน เช่น นักเพาะกายมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนที่ขาดการออกกำลังกาย จึงไม่แนะนำให้ใช้ BMI ในการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว
คุณหมอแอมป์แนะนำว่า ควรใช้เครื่องมืออื่นประกอบด้วย เช่น การวัดเส้นรอบเอว เพราะสามารถบ่งบอกมวลไขมันที่สะสม บริเวณในช่องท้อง (Visceral fat) ซึ่งความเสี่ยงต่อภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) โดยเส้นรอบเอวในผู้ใหญ่เพศชายชาวเอเชียไม่ควรเกิน 90 เซนติเมตร (36 นิ้ว) และผู้ใหญ่เพศหญิงชาวเอเชียไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร (32 นิ้ว)
แต่ทางที่ดีที่สุด คือ การวัดองค์ประกอบร่างกาย ด้วยเครื่อง DEXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) เพื่อประเมินสัดส่วนไขมันทั้งหมดของร่างกาย เป็นวิธีที่แม่นยำที่สุดในการประเมินโรคอ้วน โดยในกลุ่มวัยกลางคน (อายุ 20–50 ปี) ผู้หญิงไม่ควรมีสัดส่วนไขมันเกิน 32% และผู้ชายไม่ควรเกิน 28%







