posttoday
BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

03 พฤศจิกายน 2569

เปลี่ยนความเย็นที่เคยสูญเปล่าให้กลายเป็นพลังงาน! โรงแยกอากาศ MAP จ.ระยอง นำเทคโนโลยี LNG Cold Energy Recovery กลับมาใช้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 50% พร้อมรับการเติบโตของ EEC

KEY

POINTS

  • โรงแยกอากาศ MAP ใช้นวัตกรรมนำพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ในกระบวนการแยกอากาศ เพื่อผลิตก๊าซอุตสาหกรรม
  • เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
  • การผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำนี้มีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในพื้นที่ EEC เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์

MAP พลิกความเย็น LNG เป็นพลังงานผลิตก๊าซคาร์บอนต่ำ หนุน EEC รับอุตสาหกรรมไฮเทค

 

โรงแยกอากาศ MAP จังหวัดระยอง นำพลังงานความเย็นที่เหลือจากกระบวนการแปรสภาพ LNG กลับมาใช้ผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ลดการใช้ไฟฟ้าและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานพลังงานคาร์บอนต่ำ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ EEC

 

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการนำพลังงานและทรัพยากรที่เคยสูญเสียไปในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมากและมีความต้องการก๊าซอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบสำคัญ

 

หนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้ คือ โรงแยกอากาศ MAP (Map Ta Phut Air Separation Plant) จังหวัดระยอง ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

โดยนำพลังงานความเย็นจากกระบวนการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Regasification) กลับมาใช้ในกระบวนการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดภาระการใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับระบบทำความเย็น และเป็นแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคการผลิต โดยโรงแยกอากาศ MAP นับเป็นแห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำพลังงานความเย็นจากกระบวนการ LNG มาใช้ประโยชน์ในกระบวนการแยกอากาศ

 

เปลี่ยนความเย็นจาก LNG เป็นก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ

หลักการทำงานของโรงแยกอากาศ MAP คือการนำอากาศจากบรรยากาศเข้าสู่กระบวนการกำจัดความชื้นและสิ่งเจือปน ก่อนอัดและลดอุณหภูมิจนสามารถแยกองค์ประกอบของอากาศออกเป็นออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ตามคุณสมบัติและจุดเดือดที่แตกต่างกัน

 

หัวใจสำคัญอยู่ที่การนำพลังงานความเย็นจาก LNG ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลับเป็นก๊าซ มาใช้สนับสนุนกระบวนการแยกอากาศ แทนการพึ่งพาระบบสร้างความเย็นด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเหมือนโรงแยกอากาศแบบดั้งเดิม

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

เทคโนโลยี LNG Cold Energy Recovery  (การนำพลังงานความเย็นจากก๊าซธรรมชาติเหลวกลับมาใช้ประโยชน์) จึงเป็นตัวอย่างของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำพลังงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการหนึ่งมาต่อยอดเป็นประโยชน์ในอีกกระบวนการผลิต ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ปัจจุบันโรงแยกอากาศ MAP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2564 มีกำลังการผลิตออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน รวมมากกว่า 450,000 ตันต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 93,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามข้อมูลที่บริษัทเปิดเผย

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด กล่าวว่า

“บีไอจีไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตและให้บริการก๊าซอุตสาหกรรม แต่เรามุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้แก่ลูกค้าในทุกภาคอุตสาหกรรม ภายใต้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future”

 

โครงสร้างพื้นฐานใหม่ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ความสำคัญของก๊าซอุตสาหกรรมไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เหล็ก และโลหะเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงการแพทย์และสาธารณสุข

 

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งพลังงาน ระบบสาธารณูปโภค และวัตถุดิบที่จำเป็นต่อภาคการผลิต

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

การมีแหล่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมที่สามารถลดการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนได้ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

 

นอกจากการพัฒนา MAP1 แล้ว บีไอจียังมีแผนขยายกำลังการผลิตผ่านโครงการ MAP2 ซึ่งเป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 พัฒนาโดยบริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังการผลิตสูงสุด 450,000 ตันต่อปี โดยจัดพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2569

 

เมื่อ MAP2 เพิ่มกำลังการผลิต จะทำให้กำลังการผลิตรวมของ MAP1 และ MAP2 เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 900,000 ตันต่อปี พร้อมศักยภาพลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมมากกว่า 186,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ตามเป้าหมายที่บริษัทระบุ

 

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความมั่นคงในการจัดหาก๊าซอุตสาหกรรม รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของภาคการผลิต และสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

ก๊าซคาร์บอนต่ำ ต้องพิสูจน์ได้ตลอดกระบวนการผลิต

อีกประเด็นที่สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรม คือการให้ความสำคัญกับการตรวจวัดและรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่เพียงการประกาศเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กร

 

บีไอจีได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint of Product (CFP) สำหรับผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรม 6 รายการ ได้แก่ ออกซิเจนเหลว ไนโตรเจนเหลว อาร์กอนเหลว ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไนโตรเจน และไฮโดรเจน โดยบริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตแบบทั่วไป

 

นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองเครื่องหมาย Carbon Footprint Reduction (CFR) สำหรับผลิตภัณฑ์ไนโตรเจนเหลวและไฮโดรเจน ซึ่งเป็นการรับรองการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามหลักเกณฑ์ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.

 

การรับรองทั้งสองประเภทมีความสำคัญต่อภาคธุรกิจ เนื่องจากช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลด้านคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ สามารถนำไปประกอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมของตลาดโลก

 

BIG โชว์นวัตกรรมโรงแยกอากาศ MAP เปลี่ยนความเย็นจากก๊าซ LNG เป็นพลังงาน "ก๊าซอุตสาหกรรม"

 

ต่อยอดจากโรงงานสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม

การนำก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำไปใช้ในภาคธุรกิจเริ่มเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น การจัดส่งไนโตรเจนคาร์บอนต่ำให้บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ จำกัด เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มเบอร์ดี้ ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการใช้ไนโตรเจนทั่วไป

 

ส่วนการใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำมีการจัดส่งให้บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP สำหรับโรงงานวังศาลา จังหวัดกาญจนบุรี และโรงงานบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ขณะที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นำออกซิเจนคาร์บอนต่ำมาใช้ในโรงพยาบาล ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย

 

กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมสามารถขยายผลจากผู้ผลิตต้นทางไปยังผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงภาคสาธารณสุข

 

สำหรับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอย่างพื้นที่มาบตาพุดและ EEC โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและก๊าซอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมรับการลงทุนในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำยังต้องอาศัยการบริหารจัดการพลังงานอย่างรอบด้าน การวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ตรวจสอบได้ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

 

ก๊าซอุตสาหกรรมอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน

หลายคนอาจคิดว่าก๊าซอุตสาหกรรมเป็นเรื่องไกลตัว เกี่ยวข้องเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ โรงงานเหล็ก หรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ในความเป็นจริง ก๊าซเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารที่ผู้บริโภคพบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เครื่องดื่ม กาแฟ ขนมขบเคี้ยว ไปจนถึงอาหารแปรรูป

 

ไนโตรเจน: เบื้องหลังความสดใหม่ของอาหาร

ไนโตรเจนเป็นก๊าซที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะกระบวนการบรรจุอาหารในบรรยากาศดัดแปลง (Modified Atmosphere Packaging: MAP) ซึ่งเป็นการปรับองค์ประกอบของก๊าซภายในบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์

 

ตัวอย่างที่ผู้บริโภคคุ้นเคยคือถุงขนมขบเคี้ยวและอาหารบรรจุซองบางประเภท การเติมไนโตรเจนช่วยลดปริมาณออกซิเจนภายในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ และช่วยป้องกันขนมแตกหักระหว่างการขนส่ง

 

นอกจากนี้ ไนโตรเจนยังถูกนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มและกาแฟ เช่น เครื่องดื่มกาแฟพร้อมดื่ม โดยสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตและบรรจุ เพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมของผลิตภัณฑ์

 

ออกซิเจน: ไม่ได้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์

ออกซิเจนมีบทบาทในอุตสาหกรรมอาหารบางประเภท เช่น กระบวนการหมักที่ต้องใช้ออกซิเจนสำหรับจุลินทรีย์บางชนิด รวมถึงการบำบัดน้ำเสียจากโรงงานอาหาร ซึ่งต้องใช้ออกซิเจนสนับสนุนการทำงานของจุลินทรีย์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์

 

อาร์กอน: ก๊าซเฉพาะทางในกระบวนการผลิต

อาร์กอนเป็นก๊าซเฉื่อยที่ใช้ในกระบวนการอุตสาหกรรมหลายประเภท โดยเฉพาะงานโลหะและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องการสภาพแวดล้อมที่ลดปฏิกิริยากับออกซิเจน แม้จะไม่ใช่ก๊าซที่พบในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไป แต่เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของระบบการผลิตสมัยใหม่

 

เมื่อก๊าซอุตสาหกรรมเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนต่ำ

ความสำคัญของการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในโรงงานต้นทาง แต่ยังสามารถส่งต่อประโยชน์ไปยังผู้ประกอบการที่นำก๊าซไปใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า

 

นี่จึงเป็นอีกมิติหนึ่งของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็น เพราะการลดคาร์บอนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนผลิตไฟฟ้าหรือเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบและส่วนประกอบที่อยู่เบื้องหลังสินค้าในชีวิตประจำวัน

 

ท้ายที่สุด โรงงานอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำจึงไม่ได้เป็นเรื่องของผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบ โรงงาน ผู้ประกอบการ ไปจนถึงสินค้าที่ส่งถึงมือผู้บริโภค..

 

ข่าวล่าสุด

AirAsia ตั้ง WAVE ตัวแทนจัดหาคาร์บอนเครดิต รับเกณฑ์ CORSIA การบินโลก

AirAsia ตั้ง WAVE ตัวแทนจัดหาคาร์บอนเครดิต รับเกณฑ์ CORSIA การบินโลก