
มหากาพย์ผังเมือง กทม. 30 ปี จากทุ่งรับน้ำสู่เมืองจัดสรร โจทย์ใหญ่ที่อาจเปลี่ยนทางน้ำกรุงเทพฯ
ผังเมือง กทม. เปลี่ยนผ่านกว่า 30 ปี จากทุ่งรับน้ำสู่เมืองจัดสรร จับตาร่างฉบับที่ 4 กับข้อกังวลลดพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออก กระทบอนาคตการระบายน้ำอย่างไร
KEY
POINTS
- ผังเมือง กทม. ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเคยเป็นทุ่งรับน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม ให้กลายเป็นเมืองจัดสรรและที่อยู่อาศัยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
- ร่างผังเมืองฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจลดพื้นที่รับน้ำหรือฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกลงอย่างมาก ซึ่งสร้างความกังวลต่อความสามารถในการจัดการน้ำและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพฯ
- การวางผังเมืองในอนาคตจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเมืองกับการรักษาพื้นที่รับน้ำสำหรับความปลอดภัยของคนกรุงเทพฯ ในระยะยาว
ผังเมืองไม่ใช่แค่แผนกำหนดพื้นที่สร้างบ้านหรืออาคาร แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือกำหนดอนาคตของเมือง ตั้งแต่การขยายตัวของชุมชนไปจนถึงความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วม
กรณีร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 จึงจุดคำถามสำคัญว่า การพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนไปตลอด 30 กว่าปี กำลังส่งผลต่อพื้นที่รับน้ำและความปลอดภัยของคนกรุงเทพฯ อย่างไร
ประเด็นดังกล่าวถูกนำเสนอผ่านรายงานและข้อสังเกตของ ดร.จรัสโรจน์ บถดำริห์ (Dr. Charasroj Bothdamrih) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การผังเมือง และระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) ของประเทศไทย
ซึ่งเผยแพร่ผ่านเพจสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยย้อนทบทวนพัฒนาการของผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครตั้งแต่ฉบับแรกในปี 2535 จนถึงร่างฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่รับน้ำฝั่งตะวันออก
จากผังเมืองฉบับแรก สู่การขยายตัวของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
รายงานดังกล่าวตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งครอบคลุมหนองจอก มีนบุรี คลองสามวา และลาดกระบัง เคยเป็นพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมที่มีบทบาทต่อการระบายน้ำ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามการขยายตัวของเมือง
ข้อมูลย้อนกลับไปถึงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นผังเมืองรวมฉบับแรก จัดทำโดยสำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โดยกำหนดพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมฝั่งตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของแนวพื้นที่รองรับน้ำหลากจากทางเหนือสู่ทะเล
ต่อมา ผังเมืองรวม พ.ศ. 2542 ซึ่งกรุงเทพมหานครดำเนินการจัดทำเอง ยังคงกำหนดพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม ขณะที่ผังเมืองรวม พ.ศ. 2556 มีการใช้มาตรการควบคุมความหนาแน่นของอาคารผ่าน FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) และ OSR (อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม) รวมถึงกำหนดพื้นที่รับน้ำบางบริเวณ
การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นประเด็นที่ควรพิจารณาควบคู่กับเอกสารผังเมือง เพราะเมื่อพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่โล่งถูกแทนที่ด้วยถนน หมู่บ้านจัดสรร และสิ่งปลูกสร้าง ความสามารถในการกักเก็บน้ำและเส้นทางระบายน้ำตามธรรมชาติอาจเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การระบุว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากการแก้ไขข้อกำหนดผังเมืองโดยตรง จำเป็นต้องตรวจสอบข้อกำหนดของแต่ละฉบับ ประวัติการอนุญาตก่อสร้าง และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินประกอบกัน
ร่างผังเมืองฉบับที่ 4 กับข้อกังวลเรื่องพื้นที่รับน้ำ
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบรายละเอียด พร้อมยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ระหว่างวันที่ 10 สิงหาคม–9 พฤศจิกายน 2569
รายงานตั้งข้อสังเกตุด้วยว่า ร่างผังเมืองฉบับใหม่อาจลดพื้นที่รับน้ำหรือพื้นที่ฟลัดเวย์ฝั่งตะวันออกลงมากถึง 80% รวมถึงยกเลิกพื้นที่พักน้ำย่อย 5 แห่ง
โดยตั้งคำถามว่าการปรับผังให้สอดคล้องกับสภาพเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว จะยิ่งทำให้พื้นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติลดลงหรือไม่
ประเด็นนี้ควรได้รับการตรวจสอบจากแผนที่และข้อกำหนดฉบับเดิมเทียบกับฉบับใหม่โดยตรง ทั้งขอบเขตพื้นที่รับน้ำ ขนาดพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน และเงื่อนไขการก่อสร้างในแต่ละพื้นที่
เนื่องจากตัวเลขการลดพื้นที่ 80% ยังต้องมีเอกสารแผนที่หรือการคำนวณที่ตรวจสอบย้อนกลับได้มารองรับ
หัวใจของคำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเมืองควรขยายตัวไปทางไหน แต่คือการพัฒนาเมืองจะรักษาความสามารถในการรับน้ำและระบายน้ำไว้ได้อย่างไร
บทเรียนจากน้ำท่วม เมืองที่สร้างไปแล้ว ไม่ควรเป็นเหตุให้ละเลยความเสี่ยง
การขยายตัวของเมืองกับความเสี่ยงน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนร่วมกัน หากพื้นที่ที่เคยรองรับน้ำถูกพัฒนาเป็นสิ่งปลูกสร้างมากขึ้น น้ำฝนอาจไหลบ่าบนพื้นผิวที่ซึมน้ำได้น้อยลง
ขณะที่การกีดขวางทางน้ำอาจทำให้การระบายน้ำในบางพื้นที่ยากขึ้น ทั้งนี้ ผลกระทบจริงต้องพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศ ระบบคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และข้อมูลอุทกวิทยาประกอบกัน
บทเรียนจากมหาอุทกภัย พ.ศ. 2554 ทำให้การจัดการน้ำไม่อาจพิจารณาเฉพาะโครงการระบายน้ำหรือการก่อสร้างคันกั้นน้ำเป็นรายจุด แต่ต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ เส้นทางน้ำผ่านเมือง พื้นที่หน่วงน้ำ ไปจนถึงทางระบายน้ำออกสู่ทะเล
สำหรับกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก การทบทวนผังเมืองจึงควรตอบให้ชัดว่า พื้นที่ใดจำเป็นต้องสงวนไว้เพื่อรับน้ำ พื้นที่ใดสามารถพัฒนาได้ภายใต้เงื่อนไข และหากมีการลดพื้นที่รับน้ำ จะมีมาตรการชดเชยด้านการกักเก็บหรือระบายน้ำที่เพียงพอหรือไม่
Smart City ต้องใช้ข้อมูลเปิด ตรวจสอบได้ และมองระยะยาว
กรณีนี้สะท้อนว่า การพัฒนาเมืองอัจฉริยะไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ต้องมีระบบข้อมูลที่ช่วยให้ประชาชนเข้าใจการตัดสินใจด้านผังเมือง และสามารถตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้
สิ่งที่ควรเปิดเผยและนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่
- แผนที่ผังเมืองแต่ละยุค: แสดงการเปลี่ยนแปลงประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เดียวกัน
- ข้อมูลพื้นที่รับน้ำ: ระบุขนาดพื้นที่เดิมและพื้นที่ตามร่างใหม่ พร้อมวิธีคำนวณที่ตรวจสอบได้
- ประวัติการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด: แสดงว่าแต่ละช่วงเวลาอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนไปอย่างไร
- ข้อมูลความเสี่ยงน้ำท่วม: เชื่อมโยงแผนที่น้ำท่วม ระดับพื้นที่ ระบบคลอง และโครงสร้างพื้นฐานด้านระบายน้ำ
- เหตุผลประกอบการตัดสินใจ: อธิบายผลกระทบและมาตรการรองรับเมื่อมีการปรับพื้นที่รับน้ำหรือเพิ่มสิทธิการพัฒนา
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การถกเถียงเรื่องผังเมืองไม่จำกัดอยู่เพียงความเห็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ตั้งอยู่บนหลักฐานเดียวกันและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบ ก่อนผังเมืองจะกำหนดอนาคตคนทั้งเมือง
กรุงเทพมหานครเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบร่างผังเมืองรวมฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 และยื่นคำร้องได้จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ผู้สนใจสามารถตรวจดูเอกสารได้จากเว็บไซต์ทางการของโครงการ PLAN4BANGKOK
สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบต้องลงไปถึงรายละเอียดของแผนที่และข้อกำหนด ไม่ใช่พิจารณาเพียงชื่อสีของพื้นที่หรือภาพรวมการพัฒนา เพราะเงื่อนไขการใช้ที่ดินในแต่ละบริเวณอาจส่งผลต่อรูปแบบการก่อสร้างและการจัดการน้ำแตกต่างกัน
นอกจากนี้ รายงานยังเสนอให้ทบทวนบทบาทหน่วยงานผู้จัดทำผังเมือง และเสนอให้หน่วยงานส่วนกลางกลับมารับผิดชอบ ซึ่งเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ควรพิจารณาร่วมกับข้อเท็จจริงเรื่องอำนาจหน้าที่ ขั้นตอนตามกฎหมาย และหลักฐานการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงาน
ท้ายที่สุด คำถามสำคัญของผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงการจัดสรรพื้นที่ให้รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่คือการทำให้เมืองเติบโตได้โดยไม่ผลักภาระความเสี่ยงไปให้ประชาชนในพื้นที่อื่นหรือคนรุ่นต่อไป
เพราะผังเมืองที่ดีต้องมองไกลกว่าสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่ในวันนี้ และต้องไม่ลืมว่าพื้นที่ว่างบางแห่งอาจมีคุณค่าต่อความปลอดภัยของเมืองมากกว่าที่เห็นจากแผนที่เพียงอย่างเดียว..







