posttoday
สุวัจน์ ชู Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ปั้นหัวหินเมืองสุขภาพอายุยืน

สุวัจน์ ชู Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ปั้นหัวหินเมืองสุขภาพอายุยืน

28 ตุลาคม 2569

“สุวัจน์” ชี้รายได้ท่องเที่ยวอาจลดจาก 2 ล้านล้านเหลือ 1.5–1.6 ล้านล้านบาท แนะยกระดับสู่ Wellness Tourism เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัว ชูหัวหิน เมื่องท่องเที่ยวสุขภาพ อายุยืน

KEY

POINTS

  • "สุวัจน์" เสนอผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ฟื้นฟูรายได้ภาคการท่องเที่ยวของไทย หลังตัวเลขรายได้วูบจาก 2 ล้านล้านก่อนโควิด-19 จนถึงตอนนี้ยังไม่ฟื้น
  • เน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง เพิ่มรายได้ประเทศ เสนอรัฐสนับสนุนจริงจัง จัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเพื่อขับเคลื่อน เช่นเดียวกับที่เคยตั้งหน่วยงานสำหรับตลาดไมซ์ (MICE)
  • ชู "หัวหินโมเดล" เมืองต้นแบบด้านสุขภาพและอายุยืน (Longevity City) อาศัยจุดแข็งด้านธรรมชาติ กีฬา และบริการทางการแพทย์ที่มีอยู่

“ก่อนเกิดโควิด-19 การท่องเที่ยวเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของ GDP ประเทศ แต่หลังวิกฤตโรคระบาด แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ภาคการท่องเที่ยวไทยก็ยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนโควิดเลย”

 

นี่คือความกังวลที่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี สะท้อนผ่านคำกล่าวเปิดงาน “HUAHIN WELL PLAYED” พร้อมชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่น่าเป็นห่วง จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายมิติ

 

ความท้าทายสำคัญประกอบด้วย การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นและเพิ่มต้นทุนสินค้า ตลอดจนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินทั่วโลก สงครามเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อน

 

ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุม IMF-World Bank โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ World Economic Forum (WEF) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่โลกจำเป็นต้องเดินหน้าในระยะต่อไป

 

สำหรับประเทศไทย นอกจากต้องรับมือกับความผันผวนจากภายนอกแล้ว ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยท้าทายต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

 

สุวัจน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

โจทย์สำคัญในวันนี้จึงอยู่ที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม

 

”ผมคิดว่าวันนี้เรามีหลายอย่างที่เป็นจุดอ่อนและก็มีหลายอย่างที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อนคืออุตสาหกรรมบางอย่างไม่ทันสมัยเหมือนกับเป็น Sunset Industry ไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังมีจุดแข็ง โครงสร้างเศรษฐกิจของเรามีจุดแข็งคือเรื่องของภาคเกษตร เรื่องอาหาร แล้วก็เรื่องท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว นั้นยังถือว่าเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย”

 

 

ท่องเที่ยวไทยดรอปหลังโควิด

 

สุวัจน์กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดโควิด-19 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ราว 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยวประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมได้ โดยประเมินว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านคน เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีประมาณ 40 ล้านคน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเคยอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท อาจลดลงเหลือประมาณ 1.5-1.6 ล้านล้านบาท

 

เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP มีการดรอปประมาณ 15% นั้น การดรอปลงของตัวเลขจากทางด้านการท่องเที่ยวก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะว่าเศรษฐกิจประเทศเราต้องยอมรับว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ คนยากคนจน คนในชนบท พ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอี ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ได้เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยว 

 

“ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรักษาจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แม้สถานการณ์จะชะลอตัวลงบ้าง แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นเรือธงและเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เราจะปรับตัวและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น"

 

สุวัจน์ ชู Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ปั้นหัวหินเมืองสุขภาพอายุยืน

 

หากย้อนกลับไปในอดีต การท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป ก่อนที่ตลาดไมซ์ (MICE) ซึ่งครอบคลุมการประชุม การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

 

การขยายตลาดสู่กลุ่มไมซ์ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000-70,000 บาทต่อคน สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวสามารถเพิ่มรายได้ให้ประเทศได้ แม้จำนวนผู้เดินทางจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน

 

Wellness Tourism มูลค่ากว่า 250 ล้านล้าน

 

สุวัจน์กล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องยกระดับไปอีกขั้น จากการท่องเที่ยวทั่วไปสู่ตลาดไมซ์ (MICE) และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา

 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness Business) ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 240-250 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 6-7% ของ GDP โลก ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าธุรกิจเวลเนสประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4-1.5 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประมาณ 500,000 ล้านบาท 

 

ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม การออกกำลังกาย สปา และบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ

 

การขยายตลาดสู่ Wellness Tourism จึงเป็นโอกาสของไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น นี่คือโอกาสของประเทศไทย เพราะเรามีพื้นฐานด้าน Wellness Tourism อยู่แล้ว และยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก

 

นับเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปอีกขั้น จากการท่องเที่ยวทั่วไป สู่ตลาดไมซ์ (MICE) และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้ประเทศได้มากขึ้น

 

สุวัจน์ ชู Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ปั้นหัวหินเมืองสุขภาพอายุยืน

 

"นักท่องเที่ยวปกติ ค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 50,000 บาท พอไปไมซ์ หัวนึงประมาณ 65,000-70,000 พอไป Wellness Tourism คาดว่าจะขึ้นไป 100,000 - 200,000 บาทต่อหัว เพราะอยู่นาน แล้วก็ใช้เวลากับกิจกรรมมาก ถ้าหากเราสามารถที่จะสร้าง คอนเทนต์หรือสร้างโปรดักต์ ด้านการท่องเที่ยวเรื่อง Wellness ขึ้นมาส่งเสริม เราจะได้ไม่ต้องไปกังวลว่าปีนี้นักท่องเที่ยวมา 40 ล้านคนหรือยัง เราจะมีแต่นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มาน้อยจ่ายหนัก มาน้อย แต่รายได้เยอะ"

 

สุวัจน์กล่าวต่อว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งยังช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวได้

 

เสนอตั้งหน่วยงานรับผิดชอบด้านท่องเที่ยวสุขภาพ

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงระบบสวัสดิการด้านสุขภาพและโรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลกที่สามารถรองรับผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยคุณภาพการรักษาและค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านองค์ประกอบของธุรกิจเวลเนสที่หลากหลาย ทั้งอาหารไทยและสมุนไพร การแพทย์แผนไทย การนวดและประคบสมุนไพร ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์

 

ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาต่อยอด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

“ดังนั้นผมคิดว่าจากนี้ไป ก็อยากที่จะเห็นการเอาจริงเอาจัง การสนับสนุนจากภาครัฐ ในการมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบ อย่างเช่นตอนนั้นที่เรายังไม่มีไมซ์เราก็มีการจัดตั้งสำนักงานที่ดูแลเรื่องการประชุมที่เรียกว่า ทีเส็บ (TCEB) อย่าง IMF กับ World Bank ก็เป็นผลงานของ TCEB ไปนำเสนอแล้วทั่วโลกก็มาประชุมที่เมืองไทย ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์กับการประชาสัมพันธ์ของการประชุม นี่คือตัวอย่าง"

 

สุวัจน์ เสนอว่า ถ้าจะเดินเรื่อง Wellness ก็ควรที่จะมีหน่วยงานรับผิดชอบ มีการขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้วก็มีการบูรณาการจุดแข็งทางด้าน Wellness ของประเทศ เพื่อมาบูมเรื่อง Wellness เพื่อมาสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย”

 

ชูหัวหินเมื่องท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-กีฬา 

 

ทั้งนี้ สุวัจน์ กล่าวถึงการจัดงาน “HUAHIN WELL PLAYED” ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน นำโดยพราว กรุ๊ป ว่า เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการเข้ามามีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ “HUAHIN WELL PLAYED” โดยมีพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วม 

 

สุวัจน์มองว่า การเลือกหัวหินเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความเหมาะสม โดยประเทศไทยควรพัฒนาเมืองท่องเที่ยวสำคัญให้มีเอกลักษณ์และจุดขายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา และหัวหิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพำนักในประเทศไทยนานขึ้น

 

“เมื่อนักท่องเที่ยวมีต้นทุนการเดินทางทั้งค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่แล้ว หากประเทศไทยมีจุดหมายปลายทางที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน นักท่องเที่ยวก็อาจขยายเวลาพำนักจาก 5 วันเป็น 10 วัน หรือจาก 10 วันเป็น 15-20 วันได้ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งมีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น”

 

หนุนหัวหินเมืองอายุยืน

 

สุวัจน์กล่าวว่า การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากขึ้น

 

ประเทศไทยควรสร้างเอกลักษณ์และจุดแข็งของเมืองท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อให้แต่ละเมืองมีจุดขายแตกต่างกันและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น ภูเก็ตเป็นเกาะสวรรค์และจุดหมายแห่งความสนุก พัทยาเป็นเมืองแห่งปาร์ตี้ เชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมรดกโลกของยูเนสโก ส่วนหัวหินสามารถต่อยอดสู่การเป็นเมืองสุขภาพและเมืองอายุยืน (Longevity City)

 

ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแนวคิดวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองอายุยืน โดยมุ่งสร้างจุดขายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้แก่พื้นที่ เพื่อยกระดับประจวบคีรีขันธ์และหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการดูแลสุขภาพ 

 

ซึ่งสุวัจน์มองว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างบุคลิกและการตลาดให้เมืองท่องเที่ยวไทย สำหรับหัวหินถือเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี และมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายพักผ่อนของชนชั้นสูงและบุคคลสำคัญในอดีต ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม ชายหาดที่สวยงาม และบรรยากาศการพักผ่อนที่เป็นเอกลักษณ์

 

ปัจจุบันหัวหินยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากชาวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มชาวสแกนดิเนเวียที่เดินทางมาพำนักระยะยาว จนมีลักษณะคล้ายบ้านหลังที่สอง (Second Home) สำหรับชาวต่างชาติบางกลุ่ม

 

สุวัจน์จึงมองว่า ด้วยประวัติศาสตร์และจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อม หัวหินมีศักยภาพในการต่อยอดสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเมืองอายุยืน สร้างความแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนและดูแลสุขภาพในระยะยาว

 

สุวัจน์กล่าวว่า หัวหินมีภาพจำด้านการพักผ่อนและสุขภาพมาอย่างยาวนาน ในอดีตผู้คนมักเลือกเดินทางมาพักฟื้นร่างกายและเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ 

 

ขณะที่ปัจจุบันหัวหินยังคงรักษาเสน่ห์ของเมืองตากอากาศเอาไว้ พร้อมพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านกีฬาและสุขภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อยอดสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ด้านกีฬา หัวหินมีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่จัดการแข่งขันเทนนิสระดับนานาชาติ และเคยต้อนรับนักเทนนิสระดับโลกหลายคน

 

นอกจากนี้ ยังมีสนามกอล์ฟเกือบ 10 แห่ง รวมถึงสนามเทนนิสและกิจกรรมกีฬาที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งพิกเกิลบอล (Pickleball) พาเดล (Padel) และวอลเลย์บอลชายหาด ทำให้เมืองมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ

 

ขณะเดียวกัน หัวหินยังมีโรงพยาบาลและบริการทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยการเดินทางทางถนนมีความสะดวกขึ้นจากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม ส่วนโครงการสนามบินนานาชาติและรถไฟทางคู่เป็นปัจจัยที่อาจช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง หากดำเนินการแล้วเสร็จตามแผน

 

อีกหนึ่งจุดแข็งคือทรัพยากรธรรมชาติ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และชื่อเสียงในฐานะเมืองพักผ่อนระยะยาว รวมถึงการเป็นที่ตั้งของชีวาศรม ศูนย์สุขภาพและเวลเนสที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

 

“ผมคิดว่าวันนี้หัวหินมีความพร้อมที่จะตอบโจทย์นโยบายการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Wellness Tourism เพราะเมื่อพิจารณาจากพื้นฐานของเมือง ทั้งธรรมชาติ กีฬา การแพทย์ และบริการด้านสุขภาพ หัวหินมีองค์ประกอบที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นจุดขายที่ชัดเจนได้”

 

สุวัจน์กล่าวว่า ความร่วมมือของภาคเอกชนในการผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยใช้หัวหินเป็นต้นแบบหรือ “หัวหินโมเดล” ถือเป็นการสร้างจุดขายใหม่ให้เมืองท่องเที่ยวไทย ผ่านโครงการ “HUAHIN WELL PLAYED” ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมต่อเนื่องประมาณ 4 เดือน เพื่อสร้างภาพจำให้หัวหินเป็นเมืองสุขภาพที่ส่งเสริมการมีอายุยืนและการมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมนำเสนอกิจกรรมที่ตอบโจทย์ว่า นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาหัวหินเพื่อดูแลสุขภาพและสัมผัสประสบการณ์เวลเนสได้อย่างไร

 

สุวัจน์มองว่า โครงการนี้มีโอกาสต่อยอดเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญของหัวหินในระยะยาว โดยเฉพาะการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้สร้างมูลค่าเพิ่มและเติบโตอย่างยั่งยืน

 

พร้อมกับแสดงความยินดีต่อความร่วมมือของภาคเอกชนรายใหญ่ที่เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการ โดยมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี  เศรษฐกิจฐานราก และประชาชนในท้องถิ่น

 

สุวัจน์กล่าวขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วน พร้อมแสดงความหวังว่าจะช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติให้เดินทางมาหัวหินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงนี้จนถึงเทศกาลปีใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูล พบ เชลซี คาราบาว คัพ วันนี้ 28 ต.ค.69

ดูบอลสด ถ่ายทอดสด ลิเวอร์พูล พบ เชลซี คาราบาว คัพ วันนี้ 28 ต.ค.69