
ขยะข้ามชาติ 9.67 ล้านกิโลกรัม โจทย์ใหญ่เมืองไทยสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ
ขยะข้ามชาติรุกไทย! ศุลกากรจับคดีสิ่งแวดล้อม 187 คดี ยึดของกลาง 9.67 ล้านกิโลกรัม เร่งขยายผล 825 ตู้ต้องสงสัย สกัดขยะอันตรายก่อนกระทบชุมชน
KEY
POINTS
- ในช่วง 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมคดีสิ่งแวดล้อม 187 คดี ยึดของกลางที่เป็นขยะข้ามชาติได้กว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย
- มีการตรวจพบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง โดยซุกซ่อนปะปนมากับสินค้าที่สำแดง ทำให้ต้องอายัดตู้สินค้าต้องสงสัยเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม
- รัฐบาลกำลังขยายผลการสอบสวนไปยังเครือข่ายผู้นำเข้าและส่งออกที่เกี่ยวข้องกับตู้สินค้าต้องสงสัยกว่า 825 ตู้ เพื่อบังคับใช้กฎหมายและอนุสัญญาบาเซลในการจัดการปัญหาขยะข้ามชาติ
ขยะข้ามชาติทะลักไทย 9.67 ล้านกิโลกรัม เปิดตู้แหลมฉบังพบอีเวสต์ปะปน จับตาเครือข่าย 825 ตู้
ศุลกากรเผยผลจับกุมคดีสิ่งแวดล้อม 187 คดีใน 11 เดือน ยึดของกลางกว่า 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 234.4 ล้านบาท ขณะที่การตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยที่แหลมฉบังพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน 6 ตู้ รัฐบาลขยายผลตรวจสอบเครือข่ายนำเข้า ย้ำต้องใช้หลักฐานพิสูจน์ความผิด ไม่เหมารวมสินค้าทุกตู้
ปัญหาการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายข้ามพรมแดนกำลังเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทย
หลังกรมศุลกากรเปิดเผยผลการจับกุมความผิดด้านสิ่งแวดล้อมในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงสิงหาคม 2569 รวม 187 คดี น้ำหนักของกลาง 9.67 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 9,670 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท
ข้อมูลจากกรมศุลกากรระบุว่า ของกลางประกอบด้วยขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกกว่า 300,000 กิโลกรัม
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการจับกุมสะสมจากการปฏิบัติงานตลอด 11 เดือน ไม่ใช่ปริมาณขยะที่ตรวจพบจากการเปิดตู้สินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงครั้งเดียว
เปิดตู้แหลมฉบัง พบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนสินค้า
เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการบูรณาการตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย ณ ท่าเทียบเรือฮัทชิสันแหลมฉบัง เทอร์มินัล (D1) จังหวัดชลบุรี
โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมดำเนินการ
ปฏิบัติการดังกล่าวสืบเนื่องจากข้อมูลแจ้งเตือนเกี่ยวกับการขนส่งขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติกจากสหรัฐอเมริกาที่มีปลายทางเป็นท่าเรือแหลมฉบัง โดยเครือข่ายปฏิบัติการบาเซล (Basel Action Network: BAN) แจ้งเตือนเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ให้หน่วยงานไทยเฝ้าระวังตู้สินค้าต้องสงสัย 31 ตู้
ข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ในจำนวนดังกล่าวพบตู้สินค้า 17 ตู้ที่มีข้อมูลการนำเข้าในประเทศไทย โดยตู้หนึ่งได้รับการตรวจปล่อยไปก่อนการแจ้งอายัด
ขณะที่อีก 6 ตู้อยู่ระหว่างการอายัดเพื่อรอการตรวจสอบ ส่วนตู้ที่เหลือมีสถานะต้องตรวจสอบตามข้อมูลการนำเข้าและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม กรมศุลกากรได้ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบตู้สินค้า 10 ตู้ พบว่า 4 ตู้มีสินค้าตรงตามรายการที่สำแดง ขณะที่อีก 6 ตู้พบการปะปนของเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หรือวัสดุที่อาจเข้าข่ายของเสียอันตราย
ต่อมาในวันที่ 14 กันยายน เจ้าหน้าที่เปิดตรวจตู้สินค้าเพิ่มเติม โดยตู้ที่ตรวจพบการปะปนของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 6 ตู้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลต่อไป ขณะเดียวกัน การเปิดตรวจตู้เพิ่มเติมอีก 3 ตู้ไม่พบการปนเปื้อนและมีรายการสินค้าตรงตามที่สำแดง
กรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า กรณีตู้สินค้าที่พบการปะปนดังกล่าวเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการควบคุมของเสียอันตรายตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด
โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงประสานประเทศต้นทางตามขั้นตอนที่กำหนด
จากการตรวจตู้ สู่การสืบสวนเครือข่ายข้ามชาติ
ความคืบหน้าที่น่าจับตาอยู่ที่การขยายผลจากการตรวจสอบสินค้าเป็นรายตู้ ไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังขยายผลตรวจสอบบัญชีตู้สินค้าต้องสงสัยเบื้องต้นประมาณ 825 ตู้
โดยข้อมูลการสืบสวนเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 825 ตู้เป็นขอบเขตของการตรวจสอบ ไม่ใช่จำนวนตู้ที่พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิดทั้งหมด
ขณะที่รัฐบาลระบุว่าที่ผ่านมามีการตรวจพิสูจน์ตู้ต้องสงสัยและพบความผิดแล้ว 151 ตู้ ซึ่งเป็นข้อมูลคนละส่วนกับบัญชีตู้ที่อยู่ระหว่างการขยายผล
รัฐบาลยังระบุว่า การตรวจสอบตู้สินค้า 10 ตู้ในปฏิบัติการล่าสุดสามารถเปิดตรวจได้ 9 ตู้ โดย 3 ตู้จากโปแลนด์ สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์มีสินค้าตรงตามรายการสำแดงและไม่พบการปนเปื้อน
ส่วนอีก 6 ตู้จากสหรัฐอเมริกาซึ่งสำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียมและของใช้ไม่ได้กลับพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน
นางสาวลลิดาย้ำว่า การอายัดตู้สินค้าเพื่อสอบสวนไม่ได้หมายความว่าตู้หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกระทำผิดแล้ว โดยการดำเนินคดีต้องอาศัยหลักฐานประกอบการพิจารณาเป็นรายกรณี
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตรวจพบขยะผิดกฎหมาย แต่เป็นการติดตามให้ได้ว่าใครเป็นผู้ส่งออก ใครเป็นผู้นำเข้า สินค้าถูกส่งไปยังสถานประกอบการใด และมีการจัดการของเสียอย่างไรหลังจากผ่านด่านศุลกากร
อนุสัญญาบาเซลกับกติกาควบคุมขยะอิเล็กทรอนิกส์
ในระดับระหว่างประเทศ อนุสัญญาบาเซลเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายข้ามพรมแดน
โดยมีเป้าหมายลดการเคลื่อนย้ายที่ไม่เหมาะสมและกำหนดให้ประเทศที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่อนุสัญญากำหนด
ข้อมูลจากสำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซลระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา การแก้ไขอนุสัญญาเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ
โดยขยายขอบเขตการควบคุมให้การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนทุกประเภทอยู่ภายใต้กระบวนการแจ้งและขอความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง ตามเงื่อนไขของอนุสัญญา
กติกานี้มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกส่งออกโดยอาศัยการสำแดงเป็นสินค้าอื่น หรือเคลื่อนย้ายไปยังประเทศปลายทางโดยไม่ผ่านกระบวนการอนุญาตที่จำเป็น
ทั้งนี้ การพิจารณาว่าสินค้ารายใดเข้าข่ายของเสียอันตรายหรือเป็นการเคลื่อนย้ายผิดกฎหมายต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชนิดสินค้า การปนเปื้อน เอกสารนำเข้า และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ความท้าทายไม่ได้จบที่การจับกุม
แม้ตัวเลขการจับกุมและการตรวจยึดจะสะท้อนการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่ประสิทธิผลในการจัดการปัญหาขยะข้ามชาติยังต้องพิจารณาจากผลลัพธ์หลังการตรวจจับด้วย เช่น การดำเนินคดีถึงผู้เกี่ยวข้อง
การส่งของเสียกลับประเทศต้นทางเมื่อเข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย การกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง และการป้องกันไม่ให้สินค้าผิดกฎหมายกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้ง
อีกประเด็นหนึ่งคือความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่ใบขนสินค้า รายชื่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้า ประเภทของสินค้าที่สำแดง ไปจนถึงโรงงานหรือสถานประกอบการที่รับสินค้าไปดำเนินการ
หากข้อมูลเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจจับที่ท่าเรืออาจไม่เพียงพอที่จะเปิดเผยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด
สำหรับการดำเนินคดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างสินค้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ สินค้าที่พบความผิดปกติ และสินค้าที่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดี
เพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมและไม่กล่าวหาผู้ประกอบการเกินกว่าข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้
ท้ายที่สุด ปัญหาขยะข้ามชาติไม่ใช่เพียงเรื่องของการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย แต่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และความรับผิดชอบของผู้ก่อให้เกิดของเสียตลอดห่วงโซ่
การสกัดกั้นขยะอันตรายจึงต้องดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบต้นทาง การควบคุมปลายทาง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางรองรับของเสียที่ประเทศอื่นไม่ต้องการ
ที่มา:
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี: ข่าวผลการจับกุมคดีด้านสิ่งแวดล้อม 187 คดี และการตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยที่แหลมฉบัง วันที่ 14 กันยายน 2569
กรมโรงงานอุตสาหกรรม: รายงานการตรวจตู้สินค้าต้องสงสัยและการดำเนินการตามอนุสัญญาบาเซล วันที่ 14 กันยายน 2569
สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี: รายงานการขยายผลตรวจสอบตู้สินค้าต้องสงสัย 825 ตู้ วันที่ 18 กันยายน 2569
สำนักเลขาธิการอนุสัญญาบาเซล: ข้อมูลการแก้ไขอนุสัญญาเพื่อขยายการควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568







