
เปิด 4 โมเดลพัฒนา “คุ้งบางกระเจ้า” ฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่สร้างรายได้ชุมชน
เปิด 4 โมเดลพัฒนา “คุ้งบางกระเจ้า” สู่ “Nature Positive Economy” ฟื้นฟูธรรมชาติให้กลายเป็นแหล่งสร้างคุณค่าและรายได้ที่มั่นคงต่อคนในชุมชน
ในวันที่ธรรมชาติรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย คำถามสำคัญที่สังคมต้องหาคำตอบร่วมกันคือ “เราจะสร้างอนาคตแบบไหน ให้ผู้คนมีความสุข ควบคู่ไปกับการดูแลธรรมชาติอย่างยั่งยืน?”
คำตอบอยู่ใกล้กว่าที่เราคิด และเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม ณ “คุ้งบางกระเจ้า” พื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ที่ซึ่งสายน้ำ ผืนป่า และสวนผลไม้เป็นหัวใจในการดำรงชีวิตของชุมชนมาอย่างยาวนาน
ปัจจุบัน บางกระเจ้า กำลังเกิดนวัตกรรมทางนโยบายใหม่ๆ ผ่านกลไกภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership หรือ OGP) โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) เป็นแกนกลางในการประสานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการแห่งชาติ
กลไก OGP นับเป็นเครื่องมือรูปแบบใหม่ที่เข้ามาทลายข้อจำกัดของระบบราชการเดิมๆ เปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคประชาสังคมจับมือทำงานร่วมกันเพื่อแก้วิกฤตอย่างตรงจุด โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูล การสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อหาทางออกร่วมกัน
โมเดลดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่บางกระเจ้าเพียงที่เดียว แต่กำลังขยายผลและเบ่งบานไปทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ ที่นำพลังของข้อมูลมาใช้รับมือกับวิกฤตไฟป่าและฝุ่น PM 2.5
น่าน ที่ส่งเสริมให้ชุมชนลุกขึ้นมาบริหารจัดการป่าด้วยตนเอง สระบุรี ที่กำลังขับเคลื่อนสู่เมืองคาร์บอนต่ำและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ อ่าวพังงา ที่มุ่งมั่นฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งอย่างจริงจัง
สำหรับคุ้งบางกระเจ้า โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้การฟื้นฟูธรรมชาติเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจชุมชน เพราะการดูแลสิ่งแวดล้อมที่นี่ เปรียบเสมือนการปกป้องอนาคตและความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน
เพื่อให้ชาวบางกระเจ้าได้ร่วมกำหนดทิศทางด้วยตัวเอง จึงเกิดการจัดเวิร์กช็อปเชิงลึกอย่างเข้มข้น 3 ครั้ง ดึงภูมิปัญญาท้องถิ่นมาร่วมกับความเชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน
จนตกผลึกเป็นแนวคิด “Nature Positive Economy” หรือ “เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ” มุ่งฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสร้างมูลค่าและเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และถ่ายทอดสู่ 4 โมเดลต้นแบบที่เชื่อมโยงและเสริมพลังกันอย่างลงตัว
1. Eastern Venice (ระบบไหลเวียนโลหิตแห่งคุ้งน้ำ)
ฟื้นคืนชีวิตให้คลองและลำประโดงทั้ง 61 สาย กลับมาเป็นโครงข่ายจัดการน้ำ เส้นทางสัญจร และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ-วัฒนธรรมอีกครั้ง พร้อมดูแลสมดุลน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ผ่านการบริหารประตูระบายน้ำ 34 แห่ง และร่วมกำหนดกติกาเปิด-ปิดประตูน้ำคลองลัดโพธิ์อย่างเป็นระบบ
2. Nature Sports Complex (พลังแห่งมนุษย์และธรรมชาติ)
เชื่อมผืนป่าสีเขียวเข้ากับสายน้ำ พัฒนาเส้นทางที่สะดวกและปลอดภัยสำหรับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งวิ่ง เดินเทรล ปั่นจักรยาน พายคายัค และเล่นซับบอร์ด เปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ออกกำลังกายพร้อมสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด
3. Biodiverse Fruit Garden (สวนผลไม้นานาพันธุ์)
ชุบชีวิตภูมิปัญญาสวนร่องน้ำ ฟื้นฟูและขยายพื้นที่ปลูกผลไม้หลากสายพันธุ์ เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเติบโตไปพร้อมกับความเจริญอย่างสมดุล
4. Green Canopy Convention Center (เศรษฐกิจใต้ร่มเงาไม้)
เนรมิตศูนย์ประชุมใต้ร่มไม้ที่ออกแบบกลมกลืนกับพื้นที่สีเขียว รองรับการจัดงานระดับชาติและนานาชาติ พร้อมนำผลผลิตจากสวนในชุมชนมารังสรรค์เป็น “สำรับบางกระเจ้า” เพื่อกระจายรายได้จากธุรกิจอาหารและการบริการ ส่งตรงถึงมือคนในพื้นที่อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม โครงการระดับนี้จะสำเร็จได้จริง ต้องอาศัยวิสัยทัศน์จากผู้ร่วมลงทุนที่มองเห็นคุณค่าของการสร้างสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติและการเติบโตทางเศรษฐกิจสังคม
เพราะกลไกภาครัฐแบบเปิดจะช่วยเอื้อให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงระบบ ดึงทุกฝ่ายเข้ามาทำงานร่วมกัน และยกระดับทุกภาคส่วนให้เป็น “หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา” อย่างแท้จริง







