
ไทยเปิดเกม OGP ดันข้อมูลรัฐสู้ PM2.5–Climate Change ประชาชนร่วมตรวจสอบ
ไทยเข้าเป็นสมาชิก OGP อย่างเป็นทางการ เดินหน้ารัฐบาลเปิดผ่านการเปิดเผยข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชน เชื่อมแผนรับมือฝุ่น PM2.5 ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
KEY
POINTS
- ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้โปร่งใสและเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล
- มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลเปิดภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลเฉพาะทาง เช่น Fire-D/PM2.5 Matching และฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ และร่วมกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยเดินหน้าส่งเสริมการบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผยข้อมูลและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม หลังเข้าเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569
สะท้อนความพยายามยกระดับการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมผ่านการเปิดเผยข้อมูล การสร้างความร่วมมือ และการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย
OGP เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่มุ่งส่งเสริมรัฐบาลเปิด หรือ Open Government โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดชอบของภาครัฐ
ประเทศไทยใช้เวลาผลักดันความพยายามดังกล่าวต่อเนื่องมากกว่า 7 ปี ก่อนเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ และเป็นสมาชิกประเทศลำดับที่ 12 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามข้อมูลในเอกสารนำเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)
การเข้าร่วม OGP ยังเชื่อมโยงกับการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ (National Action Plan: NAP) ซึ่งเป็นกลไกกำหนดแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ
โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ผ่านกระบวนการหารือและการมีส่วนร่วม เพื่อให้การกำหนดนโยบายตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของประชาชนมากขึ้น
สำหรับด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เอกสารนำเสนอระบุแนวทางดำเนินงานหลายด้าน ตั้งแต่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ การสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การจัดการป่าชุมชน ไปจนถึงการใช้ข้อมูลภาครัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และการบริหารจัดการพื้นที่น้ำท่วม
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาระบบข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและระบบ Fire-D/PM2.5 Matching เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจุดความร้อนและฝุ่นละอองกับการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยตั้งเป้าขยายผลการจัดการไฟในระดับชุมชนและเศรษฐกิจเกษตร ตลอดจนสนับสนุนการลดการเผาอย่างต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาฐานข้อมูลกลาง Climate Risk เพื่อกำหนดพื้นที่นำร่องแบบมีส่วนร่วม ทดลองมาตรการรับมือกับความร้อนและความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ รวมถึงพัฒนาเครือข่าย Bangkok Resilient City Network และต้นแบบพื้นที่ที่สามารถนำแนวทางไปขยายผลได้ในอนาคต
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำยังครอบคลุมการส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน การใช้ข้อมูลเปิดประเมินผลการดำเนินงาน
การพัฒนาแนวทางด้าน PES (Payment for Ecosystem Services) และ Carbon Credit ตลอดจนการสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ขณะเดียวกัน เอกสารยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบข้อมูลภาครัฐและการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการจัดการพื้นที่น้ำท่วม การบริหารจัดการทรัพยากร
และการวางแผนรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายให้ข้อมูลสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป การเปิดเผยข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากข้อมูลไม่สามารถนำไปใช้วางแผนหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวทางภายใต้ OGP จึงให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูล การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหาไปจนถึงการติดตามผล
การเดินหน้าตามกรอบดังกล่าวจึงเป็นอีกแนวทางในการยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ ควบคู่กับการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดยความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการนำแผนไปปฏิบัติจริง ความต่อเนื่องของการเปิดเผยข้อมูล และผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้







