posttoday
BOI ไฟเขียว โตโยต้าทุ่ม 1.49 พันล้าน ปักหมุดไทยผลิตปิกอัพไฮโดรเจน บุกตลาดโลก

BOI ไฟเขียว โตโยต้าทุ่ม 1.49 พันล้าน ปักหมุดไทยผลิตปิกอัพไฮโดรเจน บุกตลาดโลก

19 ตุลาคม 2569

บีโอไอไฟเขียวโตโยต้าลงทุน 1,490 ล้านบาท ตั้งฐานผลิต New Hilux พลังงานไฮโดรเจน กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี เริ่มปลายปี 2570 ส่งออกยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

KEY

POINTS

  • บีโอไออนุมัติให้โตโยต้าลงทุน 1,490 ล้านบาท เพื่อตั้งฐานการผลิตรถปิกอัพพลังงานไฮโดรเจน (FCEV) รุ่น New Hilux เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่โรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา
  • การผลิตจะเริ่มในเดือนธันวาคม 2570 โดยมีกำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี และจะเน้นการส่งออกทั้งหมดไปยังตลาดโลก เช่น ยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
  • โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีใหม่ และส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้

โตโยต้าลงทุน 1,490 ล้าน ตั้งฐานผลิตปิกอัพไฮโดรเจนในไทย ส่งออกตลาดโลก

 

บีโอไออนุมัติโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ลงทุนเพิ่ม 1,490 ล้านบาท ตั้งสายการผลิตรถปิกอัพพลังงานไฮโดรเจน New Hilux กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ที่โรงงานบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

 

คาดเริ่มผลิตเดือนธันวาคม 2570 เพื่อส่งออกไปยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พร้อมดึงผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์เทคโนโลยีใหม่

 

ไทยขยับฐานผลิตรถปิกอัพ สู่เทคโนโลยีไฮโดรเจน

ประเทศไทยกำลังเพิ่มบทบาทจากฐานผลิตและส่งออกรถปิกอัพแบบดั้งเดิม สู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานทางเลือกสำหรับตลาดโลก

 

หลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อนุมัติส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มูลค่า 1,490 ล้านบาท เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน หรือ Fuel Cell Electric Vehicle (FCEV) เป็นครั้งแรกในไทย

 

โครงการดังกล่าวจะใช้โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ New Hilux ที่ใช้เทคโนโลยี FCEV มีกำลังการผลิต 3,000 คันต่อปี

 

และคาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 โดยในระยะแรกจะผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมด โดยมุ่งตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

 

BOI ไฟเขียว โตโยต้าทุ่ม 1.49 พันล้าน ปักหมุดไทยผลิตปิกอัพไฮโดรเจน บุกตลาดโลก

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า การอนุมัติโครงการนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของโตโยต้าต่อศักยภาพประเทศไทย

 

และเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ

 

จากสายการผลิตเดิม สู่ระบบขับเคลื่อนด้วยเซลล์เชื้อเพลิง

จุดสำคัญของโครงการอยู่ที่การต่อยอดสายการผลิต Hilux เดิมให้รองรับเทคโนโลยี FCEV แทนการสร้างฐานการผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมด

 

โดยโตโยต้าจะปรับปรุงกระบวนการผลิตและเพิ่มสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน ทั้งถังเก็บไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับกระบวนการผลิตและการทดสอบรถยนต์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการควบคุมคุณภาพการผลิต

 

รถยนต์ FCEV ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงในเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับขับเคลื่อนมอเตอร์ โดยมีไอน้ำเป็นผลผลิตหลักจากกระบวนการดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรการใช้งานยังขึ้นอยู่กับแหล่งผลิตไฮโดรเจนและพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตด้วย

 

การเลือกใช้เทคโนโลยีนี้กับรถปิกอัพยังสะท้อนแนวทางพัฒนายานยนต์ที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้งานเฉพาะกลุ่ม โดยเฉพาะตลาดที่ให้ความสำคัญกับระยะทางการใช้งานและความเหมาะสมของระบบพลังงาน

 

ทั้งนี้ การขยายตลาดในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับต้นทุนรถยนต์ ความพร้อมของสถานีเติมไฮโดรเจน และโครงสร้างพื้นฐานในแต่ละประเทศ

 

BOI ไฟเขียว โตโยต้าทุ่ม 1.49 พันล้าน ปักหมุดไทยผลิตปิกอัพไฮโดรเจน บุกตลาดโลก

 

เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท เชื่อมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย

อีกด้านที่น่าจับตาคือผลต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยโครงการมีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์

 

โตโยต้ายังมีแผนพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อให้สามารถปรับตัวตามมาตรฐานของยานยนต์เทคโนโลยีใหม่

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการใช้ชิ้นส่วนในประเทศดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าชิ้นส่วนทั้งหมดเป็นเทคโนโลยีไฮโดรเจนโดยตรง

 

โจทย์สำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การยกระดับผู้ผลิตไทยให้สามารถพัฒนาชิ้นส่วนและองค์ความรู้ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก

 

โตโยต้าลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท ใช้ไทยเป็นฐานส่งออก

โตโยต้าดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นเวลา 64 ปี มีมูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 200,000 ล้านบาท และมีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง ได้แก่ สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ ด้วยกำลังการผลิตรวมกว่า 770,000 คันต่อปี พร้อมการจ้างงานโดยตรงกว่า 13,000 คน ตามข้อมูลที่บีโอไอเปิดเผย

 

ปัจจุบันประเทศไทยยังเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญของโตโยต้า โดยส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก การเพิ่มสายการผลิตรถปิกอัพ FCEV จึงเป็นการต่อยอดความพร้อมด้านโรงงาน บุคลากร และเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีอยู่เดิม เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่สำหรับตลาดต่างประเทศ

 

โครงการนี้ยังสอดคล้องกับแนวทาง Multi-pathway ของโตโยต้า ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์หลายรูปแบบควบคู่กัน ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน รถยนต์ไฮบริด รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ และรถยนต์พลังงานเซลล์เชื้อเพลิง โดยพิจารณาความเหมาะสมกับการใช้งานและโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละตลาด

 

อุตสาหกรรม EV ไทยเดินหน้าหลายเทคโนโลยี

ข้อมูลบีโอไอ ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า มีโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมรวม 203 โครงการ

 

มูลค่าเงินลงทุนกว่า 141,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าหลายประเภท ตลอดจนแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

 

การลงทุนผลิตรถปิกอัพ FCEV ของโตโยต้าจึงเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เพิ่มทางเลือกให้กับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากเดิมที่มีฐานการผลิตรถปิกอัพและชิ้นส่วนขนาดใหญ่ ไปสู่การรองรับระบบขับเคลื่อนที่หลากหลายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม การเป็นฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคตไม่ได้วัดจากจำนวนโครงการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาความสามารถในการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างทักษะแรงงาน และความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อจากตลาดโลก

 

สำหรับโครงการนี้ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่แค่การเริ่มเดินสายการผลิตในปี 2570 แต่รวมถึงการทำให้การลงทุนครั้งใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ และช่วยให้ไทยรักษาบทบาทฐานการผลิตยานยนต์สำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอุตสาหกรรมโลก..

 

ข่าวล่าสุด

59 ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ปรับทัพใหม่ ชูตลาดนำเพิ่มรายได้

59 ปีกรมส่งเสริมการเกษตร ปรับทัพใหม่ ชูตลาดนำเพิ่มรายได้