
ไฟเขียวเก็บค่าธรรมเนียมต่างชาติ 450 บาท ลุ้นเงิน 8 พันล้านพัฒนาเที่ยวไทย
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เดินหน้าค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 450 บาท คาดเหลือเงินอย่างน้อย 8,000 ล้านบาทต่อปีเข้ากองทุนฯ ใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดประกันภัย ลดภาระงบรัฐ
KEY
POINTS
- กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เตรียมเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศในอัตรา 450 บาทต่อคน
- คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและจัดทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว
- เงินรายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปจัดหาประกันภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลรัฐต้องแบกรับ
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้าผลักดันการจัดเก็บ “ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ” หรือ Tourist Fee ห
ลังเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 24 ส.ค.-28 ก.ย. 2569 พบผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 5,954 คน โดย 80.5% เห็นด้วยกับร่างประกาศ และ 78.3% เห็นด้วยกับอัตรา 450 บาทต่อคน
สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติเคยผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2566
แต่ถูกชะลอจากสถานการณ์เศรษฐกิจและผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ก่อนนำกลับมาพิจารณาใหม่และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน
สำหรับร่างประกาศฉบับปัจจุบันเสนอจัดเก็บค่าธรรมเนียม 450 บาทต่อคน เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าเกณฑ์และเดินทางเข้าประเทศไทยทางอากาศในระยะแรก
ส่วนการเดินทางทางบกและทางน้ำจะชะลอการจัดเก็บออกไป 1 ปี โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเรียกเก็บจากคนไทย
กระทรวงฯ คาดว่าหลังหักค่าจัดเก็บและค่าใช้จ่ายด้านประกันภัย จะมีรายได้อย่างน้อยประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับนำไปใช้พัฒนา ฟื้นฟู และดูแลแหล่งท่องเที่ยว
รวมถึงอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สนับสนุนภารกิจด้านการท่องเที่ยว และประชาสัมพันธ์พื้นที่ท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพางบประมาณประจำปีเพียงช่องทางเดียว
อีกส่วนหนึ่งของเงินค่าธรรมเนียมจะนำไปจัดหาประกันภัยและประกันชีวิตสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชำระค่าธรรมเนียม
เพื่อคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและค่ารักษาพยาบาลตามเงื่อนไขกรมธรรม์ โดยกระทรวงฯ อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดความคุ้มครอง รวมถึงระบบให้สถานพยาบาลสามารถตรวจสอบสิทธิและเบิกจ่ายได้จริง
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับปัญหาภาระค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติที่สถานพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้
ซึ่งที่ประชุมระบุว่ามีตัวเลขราว 7,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมชาวต่างชาติหลายกลุ่ม จึงต้องตรวจสอบปีฐานและขอบเขตข้อมูลร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุขอีกครั้ง
สุรศักดิ์กล่าวว่า การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศกว่า 23 ล้านคน สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศมากกว่า 1.14 ล้านล้านบาท
การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องดูแลทั้งด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว
“ผลการรับฟังครั้งนี้จะช่วยให้เราออกแบบนโยบายในการสร้างรายได้ให้กับภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดหาประกันภัยที่คุ้มครองนักท่องเที่ยวและบรรเทาภาระของสถานพยาบาล ลดภาระภาษีประชาชน พร้อมนำรายได้ไปดูแลแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนอย่างทั่วถึง”
เอกชนห่วงผลกระทบ ต้องเก็บไม่สะดุดการเดินทาง
ภาคเอกชนเสนอให้กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในระดับที่ไม่กระทบต่อการตัดสินใจเดินทาง และออกแบบระบบจัดเก็บที่ไม่สร้างความล่าช้าบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง
ผลรับฟังความคิดเห็นออนไลน์พบว่า 36.26% เห็นด้วยกับการจัดเก็บผ่านบัตรโดยสาร ซึ่งเป็นช่องทางที่ช่วยลดขั้นตอนเมื่อเดินทางถึงประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้พิจารณาข้อยกเว้นสำหรับผู้ค้าชายแดนและผู้เดินทางข้ามแดนเป็นประจำ รวมถึงสื่อสารสิทธิและเงื่อนไขของกรมธรรม์ให้ชัดเจน
ภาคเอกชนระบุว่านักท่องเที่ยวมากกว่า 80% โดยเฉพาะตลาดยุโรปและสหรัฐฯ มีประกันเดินทางอยู่แล้ว
สิ่งที่ภาคเอกชนให้น้ำหนักไม่แพ้เรื่องอัตราค่าธรรมเนียม คือ “ความโปร่งใสของกองทุน” โดยเสนอให้เปิดเผยข้อมูลรายรับ รายจ่าย ค่าประกันภัย การเบิกจ่าย และผลลัพธ์จากการนำเงินไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อให้ผู้จ่ายค่าธรรมเนียมสามารถติดตามได้ว่าเงินถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร
80 ประเทศเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว
กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า ปัจจุบันมีมากกว่า 80 ประเทศที่จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบแตกต่างกัน ทั้งในยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และบาหลี
ไทยมีเป้าหมายให้ผู้มาเยือนร่วมสมทบต้นทุนด้านความปลอดภัยและการดูแลแหล่งท่องเที่ยว แทนการพึ่งพางบประมาณจากภาษีประชาชนเพียงทางเดียว
สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะนำข้อเสนอจากเวทีหารือภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม มาประกอบกับผลการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์
เพื่อปรับปรุงร่างประกาศฯ ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามลำดับ
ขณะเดียวกัน จะหารือกับสายการบิน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดเรื่องช่องทางจัดเก็บ ข้อยกเว้น การจัดหาประกันภัย และกลไกบริหารกองทุน โดยโจทย์สำคัญไม่ได้อยู่เพียงการจัดเก็บเงิน 450 บาท แต่รวมถึงการทำให้รายได้ดังกล่าวกลับมาเป็นประโยชน์ต่อระบบท่องเที่ยวไทยอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้







