posttoday
กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

01 ตุลาคม 2569

กทม. เดินหน้าเพิ่มพื้นที่รับน้ำตามแนวพระราชดำริ ตั้งเป้าแก้มลิง 45 แห่ง รับน้ำกว่า 14 ล้าน ลบ.ม. ชี้ 6 โครงการเดิมต้องทบทวนให้สอดคล้องระบบระบายน้ำ

KEY

POINTS

  • กทม. ยืนยันไม่ได้ยกเลิกโครงการ "แก้มลิง" แต่เป็นการปรับแผนให้สอดคล้องกับระบบระบายน้ำโดยรวมและรับฟังความเห็นของประชาชน
  • ปัจจุบันมีพื้นที่แก้มลิงแล้ว 38 แห่ง และกำลังดำเนินการเพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 45 แห่ง ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
  • การยกเลิกแผนสร้างบึงรับน้ำบางแห่งในอดีต เนื่องจากไม่ผ่านประชาพิจารณ์และพิจารณาความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาระบบระบายน้ำอื่น ๆ

กรุงเทพมหานครยืนยันเดินหน้าพัฒนาพื้นที่รับและหน่วงน้ำตามแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” อย่างต่อเนื่อง

 

หลังเกิดกระแสข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการยกเลิกโครงการบึงรับน้ำบางแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ

 

โดยระบุว่า กทม. ไม่ได้ยกเลิกแนวทางการใช้พื้นที่หน่วงน้ำ แต่กำลังปรับแผนให้สอดคล้องกับโครงสร้างระบบระบายน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และความเห็นของประชาชนในพื้นที่
กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า

 

ปัจจุบัน กทม. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริโครงการแก้มลิงมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่รับน้ำ โดยมีพื้นที่รับและหน่วงน้ำแล้ว 38 แห่ง รวมปริมาตรเก็บกัก 13,712,305 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2565 ที่มี 34 แห่ง ความจุรวม 13,468,605 ลูกบาศก์เมตร

กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

ขณะเดียวกัน กทม. อยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มพื้นที่รับน้ำอีก 7 แห่ง รวมประมาณ 290,000 ลูกบาศก์เมตร หากดำเนินการครบทั้งหมดจะทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่แก้มลิงรวม 45 แห่ง สามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

สำหรับพื้นที่รับน้ำที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 มีทั้งการก่อสร้างพื้นที่ใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่เดิม

 

ได้แก่ แก้มลิงคลองระหัสถึงคลองครุ รองรับน้ำ 89,700 ลูกบาศก์เมตร บึงสีกัน ซึ่งปรับปรุงเพิ่มความสามารถรองรับน้ำเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร บึงสาธารณะลาดพร้าว 71 รองรับน้ำ 38,000 ลูกบาศก์เมตร และบึงวงเวียนบางเขน รองรับน้ำ 6,000 ลูกบาศก์เมตร

 

ส่วนอีก 7 โครงการที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย บึงวัดพรหมรังสี เขตดอนเมือง ความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 และอีก 6 โครงการที่ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2570

 

ได้แก่ ทำนบเพื่อการเกษตร ตอนคลองหลวงแพร่ง 120,000 ลูกบาศก์เมตร

 

แก้มลิงสวน 60 พรรษาฯ 45,000 ลูกบาศก์เมตร

 

บึงสวนพระนคร 42,000 ลูกบาศก์เมตร

 

แก้มลิงศูนย์ราชการบางนา 30,000 ลูกบาศก์เมตร

 

แก้มลิงบริเวณถนนอำนวยสงคราม 28,000 ลูกบาศก์เมตร

 

การปรับปรุงแก้มลิงบึงกระเทียม เพิ่มปริมาตรอีก 15,000 ลูกบาศก์เมตร
กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ต้องมองทั้งระบบ

 

ประเด็นที่ กทม. ชี้แจงคือ โครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งที่เคยศึกษาและกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพมหานครยุติแนวทางพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำทั้งหมดโดย 4 แห่งผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์แล้วไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่

 

ขณะที่อีก 2 โครงการ ได้แก่ บึงรับน้ำคลองคู้บอน พื้นที่ประมาณ 130 ไร่ และบึงรับน้ำคลองบางชัน พื้นที่ประมาณ 39 ไร่

 

ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการเวนคืนและก่อสร้างใหม่ เมื่อเทียบกับการพัฒนาระบบระบายน้ำที่มีอยู่และแผนโครงสร้างใหม่ของพื้นที่ฝั่งตะวันออก

 

กทม. ระบุว่า การพิจารณาไม่ได้มองเฉพาะปริมาตรน้ำที่บึงสามารถเก็บได้ แต่ต้องเปรียบเทียบทั้งค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และประสิทธิภาพของระบบโดยรวม

 

โดยแนวทางพัฒนาบึงรับน้ำคลองคู้บอนและคลองบางชัน พร้อมระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำ มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางพัฒนาคลองสายหลักและระบบลำเลียงน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำ มีมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท

 

แนวทางหลังจึงถูกนำมาพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์จากแก้มลิงเดิม เช่น บึงกระเทียมและบึงกุ่มเสรีไทย รวมถึงการพัฒนาระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และระบบลำเลียงน้ำตามแนวเหนือ–ใต้ เพื่อเชื่อมระบบประเวศเข้ากับบึงหนองบอน

กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีการยกเลิกโครงการแก้มลิงแต่อย่างใด 

 

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน

 

ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม

 

กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

 

“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว

กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ

เปลี่ยนจาก “มีบึง” เป็น “ระบบลำเลียงน้ำ”

 

กทม. อธิบายว่า การบริหารจัดการน้ำไม่สามารถพึ่งพาพื้นที่บึงเพียงอย่างเดียว เพราะแม้จะมีพื้นที่กักเก็บน้ำ

 

แต่หากไม่มีคลองหรือระบบลำเลียงนำน้ำเข้าสู่บึง และไม่มีระบบระบายออกเมื่อระดับน้ำลดลง พื้นที่ดังกล่าวก็อาจไม่สามารถรองรับฝนระลอกใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ดังนั้น ระบบแก้มลิงจึงต้องทำงานร่วมกับคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำและลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

ในช่วงปี 2565–2569 กทม. ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการหน่วงน้ำในระบบคลอง โดยดาดท้องคลองรวมประมาณ 437,000 ลูกบาศก์เมตร

 

ส่งผลให้ระบบคลองสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแผนดำเนินการเพิ่มเติมในช่วงปี 2570–2572 เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำอีกประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นประมาณ 5.4 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

เชื่อมอุโมงค์บึงหนองบอน รับน้ำจากพื้นที่ตอนบน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงที่เริ่มศึกษาโครงการบึงรับน้ำเดิม

 

ทั้งนี้ กทม. มีแผนพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ควบคู่กับการปรับปรุงคลองสายหลักแนวเหนือ–ใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนเข้าสู่ระบบระบายน้ำตอนล่าง

 

แนวทางดังกล่าวทำให้การเพิ่มพื้นที่รับน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างบึงแห่งใหม่ แต่เป็นการเชื่อมพื้นที่รับน้ำเดิมและพื้นที่แก้มลิงแห่งใหม่เข้ากับโครงข่ายคลองและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้สามารถควบคุมและเคลื่อนย้ายน้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วขึ้น

 

สำหรับกรณีข้อมูลที่ระบุว่าแก้มลิงทั้ง 6 แห่งไม่ปรากฏอยู่ในผังเมืองฉบับใหม่ กรุงเทพมหานคร เรื่องนี้สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองชี้แจงว่า

 

ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากพื้นที่แก้มลิงทั้ง 6 แห่งไม่ได้อยู่ในผังเมืองปัจจุบันตั้งแต่ต้น เพราะไม่ผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์

 

กรุงเทพมหานครจึงยืนยันว่า แนวทาง “แก้มลิง” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในเมือง

 

แต่การพัฒนาพื้นที่รับน้ำแต่ละแห่งต้องพิจารณาความเหมาะสมทั้งด้านการใช้พื้นที่ ความเห็นของประชาชน ค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และประสิทธิภาพ เมื่อเชื่อมเข้ากับโครงข่ายระบายน้ำทั้งหมด

 

เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนบึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้พื้นที่รับน้ำ คลอง ระบบสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และอุโมงค์ทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือฝนและบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพฯ ทั้งในช่วงน้ำมากและช่วงน้ำแล้ง
 

ข่าวล่าสุด

น้ำลดทะเบียนผุด! เช็กเว็บ "ตามหาทะเบียนออนไลน์" ได้แล้วทั่วไทย

น้ำลดทะเบียนผุด! เช็กเว็บ "ตามหาทะเบียนออนไลน์" ได้แล้วทั่วไทย