
กทม.แจงไม่ยกเลิก “แก้มลิง” แต่ต้องผ่านโจทย์เวนคืน-ก่อสร้าง-ระบบน้ำ
กทม. เดินหน้าเพิ่มพื้นที่รับน้ำตามแนวพระราชดำริ ตั้งเป้าแก้มลิง 45 แห่ง รับน้ำกว่า 14 ล้าน ลบ.ม. ชี้ 6 โครงการเดิมต้องทบทวนให้สอดคล้องระบบระบายน้ำ
KEY
POINTS
- กทม. ยืนยันไม่ได้ยกเลิกโครงการ "แก้มลิง" แต่เป็นการปรับแผนให้สอดคล้องกับระบบระบายน้ำโดยรวมและรับฟังความเห็นของประชาชน
- ปัจจุบันมีพื้นที่แก้มลิงแล้ว 38 แห่ง และกำลังดำเนินการเพิ่มอีก 7 แห่ง รวมเป็น 45 แห่ง ซึ่งจะสามารถรองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
- การยกเลิกแผนสร้างบึงรับน้ำบางแห่งในอดีต เนื่องจากไม่ผ่านประชาพิจารณ์และพิจารณาความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการพัฒนาระบบระบายน้ำอื่น ๆ
กรุงเทพมหานครยืนยันเดินหน้าพัฒนาพื้นที่รับและหน่วงน้ำตามแนวพระราชดำริ “แก้มลิง” อย่างต่อเนื่อง
หลังเกิดกระแสข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการยกเลิกโครงการบึงรับน้ำบางแห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ
โดยระบุว่า กทม. ไม่ได้ยกเลิกแนวทางการใช้พื้นที่หน่วงน้ำ แต่กำลังปรับแผนให้สอดคล้องกับโครงสร้างระบบระบายน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป และความเห็นของประชาชนในพื้นที่
นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า
ปัจจุบัน กทม. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริโครงการแก้มลิงมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่รับน้ำ โดยมีพื้นที่รับและหน่วงน้ำแล้ว 38 แห่ง รวมปริมาตรเก็บกัก 13,712,305 ลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2565 ที่มี 34 แห่ง ความจุรวม 13,468,605 ลูกบาศก์เมตร
ขณะเดียวกัน กทม. อยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มพื้นที่รับน้ำอีก 7 แห่ง รวมประมาณ 290,000 ลูกบาศก์เมตร หากดำเนินการครบทั้งหมดจะทำให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่แก้มลิงรวม 45 แห่ง สามารถรองรับน้ำได้มากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับพื้นที่รับน้ำที่ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 มีทั้งการก่อสร้างพื้นที่ใหม่และการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่เดิม
ได้แก่ แก้มลิงคลองระหัสถึงคลองครุ รองรับน้ำ 89,700 ลูกบาศก์เมตร บึงสีกัน ซึ่งปรับปรุงเพิ่มความสามารถรองรับน้ำเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร บึงสาธารณะลาดพร้าว 71 รองรับน้ำ 38,000 ลูกบาศก์เมตร และบึงวงเวียนบางเขน รองรับน้ำ 6,000 ลูกบาศก์เมตร
ส่วนอีก 7 โครงการที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย บึงวัดพรหมรังสี เขตดอนเมือง ความจุ 10,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จในปี 2569 และอีก 6 โครงการที่ตั้งเป้าแล้วเสร็จในปี 2570
ได้แก่ ทำนบเพื่อการเกษตร ตอนคลองหลวงแพร่ง 120,000 ลูกบาศก์เมตร
แก้มลิงสวน 60 พรรษาฯ 45,000 ลูกบาศก์เมตร
บึงสวนพระนคร 42,000 ลูกบาศก์เมตร
แก้มลิงศูนย์ราชการบางนา 30,000 ลูกบาศก์เมตร
แก้มลิงบริเวณถนนอำนวยสงคราม 28,000 ลูกบาศก์เมตร
การปรับปรุงแก้มลิงบึงกระเทียม เพิ่มปริมาตรอีก 15,000 ลูกบาศก์เมตร
ไม่ได้ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง แต่ต้องมองทั้งระบบ
ประเด็นที่ กทม. ชี้แจงคือ โครงการบึงรับน้ำ 6 แห่งที่เคยศึกษาและกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่ากรุงเทพมหานครยุติแนวทางพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำทั้งหมดโดย 4 แห่งผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์แล้วไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในพื้นที่
ขณะที่อีก 2 โครงการ ได้แก่ บึงรับน้ำคลองคู้บอน พื้นที่ประมาณ 130 ไร่ และบึงรับน้ำคลองบางชัน พื้นที่ประมาณ 39 ไร่
ต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการเวนคืนและก่อสร้างใหม่ เมื่อเทียบกับการพัฒนาระบบระบายน้ำที่มีอยู่และแผนโครงสร้างใหม่ของพื้นที่ฝั่งตะวันออก
กทม. ระบุว่า การพิจารณาไม่ได้มองเฉพาะปริมาตรน้ำที่บึงสามารถเก็บได้ แต่ต้องเปรียบเทียบทั้งค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และประสิทธิภาพของระบบโดยรวม
โดยแนวทางพัฒนาบึงรับน้ำคลองคู้บอนและคลองบางชัน พร้อมระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำ มีมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่แนวทางพัฒนาคลองสายหลักและระบบลำเลียงน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำ มีมูลค่าประมาณ 6,500 ล้านบาท
แนวทางหลังจึงถูกนำมาพิจารณาร่วมกับการใช้ประโยชน์จากแก้มลิงเดิม เช่น บึงกระเทียมและบึงกุ่มเสรีไทย รวมถึงการพัฒนาระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และระบบลำเลียงน้ำตามแนวเหนือ–ใต้ เพื่อเชื่อมระบบประเวศเข้ากับบึงหนองบอน
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้มีการยกเลิกโครงการแก้มลิงแต่อย่างใด
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน
ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม
กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน
“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว
เปลี่ยนจาก “มีบึง” เป็น “ระบบลำเลียงน้ำ”
กทม. อธิบายว่า การบริหารจัดการน้ำไม่สามารถพึ่งพาพื้นที่บึงเพียงอย่างเดียว เพราะแม้จะมีพื้นที่กักเก็บน้ำ
แต่หากไม่มีคลองหรือระบบลำเลียงนำน้ำเข้าสู่บึง และไม่มีระบบระบายออกเมื่อระดับน้ำลดลง พื้นที่ดังกล่าวก็อาจไม่สามารถรองรับฝนระลอกใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ดังนั้น ระบบแก้มลิงจึงต้องทำงานร่วมกับคลอง ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อควบคุมระดับน้ำและลำเลียงน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ในช่วงปี 2565–2569 กทม. ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการหน่วงน้ำในระบบคลอง โดยดาดท้องคลองรวมประมาณ 437,000 ลูกบาศก์เมตร
ส่งผลให้ระบบคลองสามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแผนดำเนินการเพิ่มเติมในช่วงปี 2570–2572 เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำอีกประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็นประมาณ 5.4 ล้านลูกบาศก์เมตร
เชื่อมอุโมงค์บึงหนองบอน รับน้ำจากพื้นที่ตอนบน
อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงจากช่วงที่เริ่มศึกษาโครงการบึงรับน้ำเดิม
ทั้งนี้ กทม. มีแผนพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน ควบคู่กับการปรับปรุงคลองสายหลักแนวเหนือ–ใต้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการลำเลียงน้ำจากพื้นที่ตอนบนเข้าสู่ระบบระบายน้ำตอนล่าง
แนวทางดังกล่าวทำให้การเพิ่มพื้นที่รับน้ำไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างบึงแห่งใหม่ แต่เป็นการเชื่อมพื้นที่รับน้ำเดิมและพื้นที่แก้มลิงแห่งใหม่เข้ากับโครงข่ายคลองและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อให้สามารถควบคุมและเคลื่อนย้ายน้ำออกจากพื้นที่ได้เร็วขึ้น
สำหรับกรณีข้อมูลที่ระบุว่าแก้มลิงทั้ง 6 แห่งไม่ปรากฏอยู่ในผังเมืองฉบับใหม่ กรุงเทพมหานคร เรื่องนี้สำนักการวางผังและพัฒนาเมืองชี้แจงว่า
ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อน เนื่องจากพื้นที่แก้มลิงทั้ง 6 แห่งไม่ได้อยู่ในผังเมืองปัจจุบันตั้งแต่ต้น เพราะไม่ผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์
กรุงเทพมหานครจึงยืนยันว่า แนวทาง “แก้มลิง” ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการน้ำในเมือง
แต่การพัฒนาพื้นที่รับน้ำแต่ละแห่งต้องพิจารณาความเหมาะสมทั้งด้านการใช้พื้นที่ ความเห็นของประชาชน ค่าเวนคืน ค่าก่อสร้าง และประสิทธิภาพ เมื่อเชื่อมเข้ากับโครงข่ายระบายน้ำทั้งหมด
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนบึงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำให้พื้นที่รับน้ำ คลอง ระบบสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และอุโมงค์ทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือฝนและบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพฯ ทั้งในช่วงน้ำมากและช่วงน้ำแล้ง







