
แกะปม “แก้มลิง กทม.” เมื่อพื้นที่รับน้ำชนกับผังเมืองใหม่ ใครต้องตอบโจทย์คนกรุง?
“แก้มลิง” กทม. ส่อเป็นโจทย์ใหญ่ ร่างผังเมืองใหม่ถูกตั้งคำถามเรื่องพื้นที่รับน้ำลดลง เปิดปมเมืองพึ่งอุโมงค์อย่างเดียว รับมือฝนหนัก–น้ำเหนือ–น้ำทะเลหนุนได้แค่ไหน
KEY
POINTS
- เกิดข้อถกเถียงสำคัญระหว่างความจำเป็นในการมีพื้นที่รับน้ำหรือ “แก้มลิง” เพื่อป้องกันน้ำท่วม กับทิศทางการพัฒนาเมืองในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
- โครงการพื้นที่รับน้ำในอดีต เช่น บริเวณคู้บอน-บางชัน เผชิญปัญหาความล่าช้าในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการเวนคืนที่ดิน ทำให้สถานะของพื้นที่เหล่านี้ในร่างผังเมืองใหม่ไม่มีความชัดเจน และเกิดคำถามว่าพื้นที่ดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไปหรือไม่
- ประเด็นสำคัญได้เปลี่ยนจากการพึ่งพาระบบระบายน้ำเพียงอย่างเดียว ไปสู่คำถามเชิงนโยบายว่าผังเมืองใหม่จะจัดสรรพื้นที่สำหรับพักน้ำไว้อย่างไร และหากแผนแก้มลิงเดิมไม่ถูกผลักดันต่อ กทม. มีมาตรการใดมาทดแทนเพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว
กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญคำถามสำคัญเรื่อง “พื้นที่รับน้ำ” อีกครั้ง หลังสถานการณ์ฝนหนักและน้ำหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน
ขณะที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) กำลังอยู่ในช่วงเปิดให้ประชาชนตรวจสอบและยื่นคำร้องคัดค้านหรือเสนอแก้ไขได้ถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569
ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “น้ำท่วม” แต่ขยับไปถึงคำถามใหญ่กว่า คือ กรุงเทพฯ กำลังเหลือพื้นที่สำหรับพักน้ำมากพอหรือไม่ และพื้นที่ที่เคยถูกวางแนวคิดให้เป็นบึงรับน้ำในอดีต วันนี้ยังได้รับการคุ้มครองอยู่แค่ไหน
จุดเริ่มต้นจากบทเรียนหนีน้ำ
นายพงศ์พรหม ยามะรัต รองหัวหน้าพรรคกล้า และหนึ่งในผู้ที่เคยทำงานผลักดันเรื่องพื้นที่รับน้ำกรุงเทพฯ เปิดเผยผ่านโซเชียลโดยมองว่า บทเรียนจากสถานการณ์น้ำท่วมสะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานด้านการระบายน้ำเพียงอย่างเดียว
เขาเสนอแนวคิดให้กรุงเทพฯ มีพื้นที่พักน้ำระดับผิวดินควบคู่ไปกับอุโมงค์ระบายน้ำ คลอง และสถานีสูบน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “แก้มลิง” ได้
แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยก่อนหน้านี้ นายพงศ์พรหมเคยร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนผลักดันเรื่อง บึงรับน้ำคู้บอน–บางชัน และเข้าพบฝ่ายบริหาร กทม. เมื่อปี 2565 เพื่อเสนอแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมฝั่งตะวันออก
ในเวลานั้น รศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กทม.กำลังติดตามกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินสำหรับโครงการบึงรับน้ำคู้บอนและบางชัน รวมถึงพิจารณาแนวทางเจรจากับเจ้าของที่ดินเพื่อจัดทำพื้นที่รับน้ำ
ประเด็นนี้จึงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปี 2569 แต่เป็นโจทย์ที่ถูกพูดถึงต่อเนื่องมาหลายปี
“คู้บอน” กลายเป็นจุดจับตา
ข้อมูลของกรุงเทพมหานครในช่วงปี 2562 แสดงให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณคลองคู้บอน คลองบางชัน คลองสามวา คลองพระยาสุเรนทร์ และคลองลำหม้อแตก
เคยมีการหารือเกี่ยวกับการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในโครงการบึงรับน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกำหนดพื้นที่โล่งในโครงการบึงรับน้ำดังกล่าวด้วย
ดังนั้น “คู้บอน” จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีประวัติอยู่ในเอกสารและกระบวนการพิจารณาของ กทม. มาหลายปี
อย่างไรก็ตาม การมีชื่อพื้นที่อยู่ในโครงการศึกษาหรือแผนงาน ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับการเวนคืนหรือมีสถานะเป็นพื้นที่รับน้ำถาวรแล้ว นี่คือจุดสำคัญที่ต้องแยกให้ออก
อีกด้านหนึ่งตั้งคำถามว่า “แก้มลิงหายไปจากผังหรือไม่”
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม (อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาพผู้แทนราษฎร เขตดอนเมือง พรรคภูมิใจไทย) เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569
ตั้งคำถามต่อกระแสข่าวที่กล่าวหาว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสั่งยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9
ข้อเสนอของณัฏฐ์ไม่ได้สรุปว่ามีคำสั่ง “ยกเลิก” โครงการโดยตรง แต่ชี้ว่าโครงการบึงรับน้ำบางพื้นที่มีปัญหาจากความล่าช้าของกระบวนการเวนคืน และบางพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินไปแล้ว
เขายกตัวอย่างกลุ่มพื้นที่ฝั่งตะวันออก เช่น คลองคู้บอน คลองบางชัน คลองสามวา คลองลำหม้อแตก และคลองพระยาสุเรนทร์ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพื้นที่บางส่วนที่เคยอยู่ในแนวคิดโครงการรับน้ำ ปัจจุบันถูกพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย
แต่ข้อสังเกตดังกล่าวควรอ่านควบคู่กับข้อมูลทางราชการ เพราะ การที่พื้นที่ไม่ปรากฏเป็นพื้นที่เวนคืนหรือพื้นที่รับน้ำในผัง ไม่เท่ากับมีเอกสารคำสั่งยกเลิกโครงการโดยตรง
เอกสาร กทม. บอกอะไร?
ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากกรุงเทพมหานครสะท้อนว่า ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 ผ่านกระบวนการจัดทำและรับฟังความคิดเห็นมาแล้วหลายขั้นตอน
วันที่ 9 เมษายน 2569 คณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกรุงเทพมหานครมีมติเห็นชอบร่างผังเมืองฯ ตามความเห็นของกรมโยธาธิการและผังเมือง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนปิดประกาศ 90 วัน
ปัจจุบัน กทม.เปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบแผนที่ แผนผัง ข้อกำหนด และบัญชีท้ายข้อกำหนด พร้อมยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดได้ตั้งแต่ 10 สิงหาคม–9 พฤศจิกายน 2569
นั่นหมายความว่า ร่างผังเมืองฉบับนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการ
และนี่เป็นช่องสำคัญที่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องพื้นที่รับน้ำกลับมาอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง
สภาผู้บริโภคชี้ “พื้นที่รับน้ำ” คือโจทย์ผังเมือง ไม่ใช่แค่โจทย์ระบายน้ำ
อีกมุมหนึ่งมาจาก สภาองค์กรของผู้บริโภค ซึ่งออกมาเตือนเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ว่า ร่างผังเมืองฉบับใหม่ควรถูกพิจารณาควบคู่กับความสามารถของกรุงเทพฯ ในการรับมือความเสี่ยงน้ำท่วมระยะยาว
นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค มองว่า การกำหนดสีและการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ได้เป็นเพียงเรื่องว่าจะสร้างบ้านหรืออาคารได้หรือไม่ แต่เกี่ยวข้องกับว่าในอนาคตเมืองจะเหลือพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมากน้อยเพียงใด
สภาผู้บริโภคยังตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงพื้นที่บางส่วนทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก และเรียกร้องให้การพิจารณาผังเมืองคำนึงถึงความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ผลกระทบต่อชุมชน และต้นทุนที่ประชาชนอาจต้องแบกรับในระยะยาว
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคประชาชนที่เคยเรียกร้องให้ กทม.เพิ่มพื้นที่รับน้ำและปรับผังเมืองให้สอดคล้องกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก
แต่ กทม.ไม่ได้บอกว่า “พัฒนาเมืองแทนพื้นที่รับน้ำ” เพียงอย่างเดียว
ในอีกด้านหนึ่ง เอกสารของ กทม.เกี่ยวกับร่างผังเมืองฉบับใหม่ระบุเป้าหมายเรื่องการพัฒนาเมืองให้เป็น Compact City การส่งเสริมการพัฒนาโดยรอบระบบขนส่งมวลชน และการรักษาพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรมที่มีความอุดมสมบูรณ์ของกรุงเทพมหานคร
ขณะที่กระบวนการจัดทำผังเมืองเองก็มีขั้นตอนตามกฎหมาย ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็น การพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการปิดประกาศเพื่อเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้อง
ดังนั้น การตีความว่าร่างผังเมืองใหม่เป็นการ “ยกเลิกแก้มลิงทั้งหมด” จึงยังเป็นข้อสรุปที่เกินกว่าหลักฐานที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้
ปมใหญ่จึงไม่ใช่ “อุโมงค์ VS แก้มลิง”
หากมองจากข้อมูลทั้งสามฝ่าย จะเห็นว่าความเห็นไม่ได้ขัดกันทั้งหมด
ฝ่ายที่ผลักดันแก้มลิงกำลังเสนอว่า กรุงเทพฯ ต้องมีพื้นที่พักน้ำระดับผิวดินเพิ่มขึ้น และไม่ควรฝากความหวังไว้กับระบบท่อ อุโมงค์ และเครื่องสูบน้ำเพียงอย่างเดียว
สภาผู้บริโภคกำลังตั้งคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในผังเมืองจะกระทบความสามารถในการรับน้ำของเมืองในอนาคตหรือไม่
ขณะที่ข้อมูลของ กทม.ชี้ให้เห็นว่า ร่างผังเมืองยังอยู่ในกระบวนการตามกฎหมาย และประชาชนยังมีสิทธิยื่นคำร้องเพื่อเสนอให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดได้
เพราะฉะนั้น คำถามที่สำคัญกว่าการถกเถียงว่าใคร “ผิด” หรือใคร “ยกเลิก” คือ
ถ้าพื้นที่รับน้ำบางแห่งไม่สามารถทำตามแผนเดิมได้ เมืองมีพื้นที่หรือระบบใดมาทดแทนปริมาตรน้ำที่หายไป?
และหาก กทม.เห็นว่าการเวนคืนพื้นที่บางแห่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่เหมาะสมทางวิศวกรรม คำถามต่อไปก็คือ มีแผนทดแทนที่วัดผลได้หรือไม่
เพราะกรุงเทพฯ ไม่ได้มีปัญหาแค่ “น้ำจะระบายออกทางไหน”
บทเรียนจากพื้นที่ที่ยังมีคลอง บึง หรือพื้นที่เปิดรับน้ำ ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องการจัดการน้ำของกรุงเทพฯ กำลังเปลี่ยนจากคำถามเดิมว่า “จะสร้างอุโมงค์เพิ่มอีกกี่แห่ง” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า คือ
เมืองจะเก็บน้ำไว้ที่ไหน ก่อนที่น้ำจะมีโอกาสไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชน
นี่คือเหตุผลที่ “แก้มลิง” กลับมาเป็นประเด็นในเวลาเดียวกับที่ร่างผังเมืองฉบับใหม่กำลังเปิดให้ประชาชนตรวจสอบ
เพราะผังเมืองไม่ได้กำหนดเพียงว่า ตรงไหนสร้างอะไรได้
แต่กำหนดด้วยว่า ตรงไหนของกรุงเทพฯ ยังมีโอกาสทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของน้ำได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
และก่อนวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดการปิดประกาศ 90 วัน ประเด็นที่สังคมควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “แก้มลิงถูกยกเลิกจริงหรือไม่”
แต่คือ พื้นที่รับน้ำที่เคยถูกเสนอไว้มีสถานะอะไรในปัจจุบัน เหลืออยู่เท่าไร และหากไม่เดินหน้าตามแผนเดิม กทม.จะใช้มาตรการใดชดเชยความสามารถในการรับน้ำของเมือง
เพราะคำตอบเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ในอุโมงค์ระบายน้ำ แต่อยู่ใน ผังเมืองและการตัดสินใจว่าจะเก็บพื้นที่ของน้ำไว้ให้กรุงเทพฯ มากแค่ไหน
ที่มา:
https://www.facebook.com/share/p/1Sbg9QyymF/
https://www.facebook.com/share/p/19PEsFMadK/?mibextid=wwXIfr
https://www.facebook.com/share/p/1EnwHfuhDt/?mibextid=wwXIfr







