posttoday
บีโอไอ รับมติ จัดระเบียบ ดาต้า เซ็นเตอร์ ยันการลงทุนไม่ได้กระจุกตัว

บีโอไอ รับมติ จัดระเบียบ ดาต้า เซ็นเตอร์ ยันการลงทุนไม่ได้กระจุกตัว

06 สิงหาคม 2569

บีโอไอขานรับระเบียบใหม่ ดาต้า เซ็นเตอร์ เดินหน้าปรับเกณฑ์ คัดเข้มโครงการตอบโจทย์ประเทศ เปิดข้อมูล นักลงทุนหลากหลาย ไม่ได้กระจุกตัวประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างที่หลายคนกังวล

บีโอไอ พร้อมรับลูกมติ ครม. ที่เห็นชอบ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 เดินหน้าทบทวนกรอบพิจารณาให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะกรรมการนโยบายฯ เพื่อคัดกรองโครงการ ดาต้า เซ็นเตอร์ อย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์กับประเทศ ควบคู่กับการดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบชุมชน

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบร่าง “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้า เซ็นเตอร์” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยให้มีคณะกรรมการระดับชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเลขาธิการบีโอไอร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต การส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ต่อคณะรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้ ในส่วนของบีโอไอ เตรียมทบทวนกรอบพิจารณาและยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของคณะกรรมการนโยบายฯ ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศ ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน-น้ำ และการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบต่อชุมชนและภาคส่วนอื่น ๆ 

 

ในช่วงที่ผ่านมา การลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในโลกยุคใหม่ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล หรือ Digital Transformation ของประเทศและองค์กรต่างๆ รวมทั้งเป็นจิ๊กซอว์สำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ ดาต้า เซ็นเตอร์ ได้นำมาซึ่งข้อกังวลในเรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ

 

“บีโอไอให้ความสำคัญกับข้อกังวลของสังคม และเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลและมาตรการที่เป็นรูปธรรม โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข

 

แต่ต้องพิจารณาว่าเราต้องการ ดาต้า เซ็นเตอร์ แบบใด ต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าง และร่วมกันออกแบบกติกาให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจาก ดาต้า เซ็นเตอร์ เหล่านี้” นฤตม์ กล่าว 

 

ดาต้า เซ็นเตอร์ ปั้นทักษะดิจิทัล

 

ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลระดับโลกต่างมองว่า ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญของโลก และมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของประเทศและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการ คลาวด์ การประมวลผลข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลและต้องการความเร็วสูง การจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยสูงไว้ในประเทศ เช่น ข้อมูลธนาคาร โรงพยาบาล หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง

 

รวมทั้งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อรองรับระบบการเงินดิจิทัล การค้าออนไลน์ โรงงานอัจฉริยะ ระบบโรงพยาบาลและสาธารณสุข การให้บริการประชาชนของภาครัฐ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนการพัฒนา AI ที่ต้องใช้ภาษา ข้อมูล และองค์ความรู้ของประเทศไทย 

 

นอกจากนี้ การมี ดาต้า เซ็นเตอร์ อยู่ในประเทศไทย ยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ โดยช่วยให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าถึงบริการ คลาวด์ และ AI ได้ดีขึ้น ลดความหน่วงเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงของระบบ ลดต้นทุนในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ

 

อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ดีจะเป็นแม่เหล็กช่วยดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทักษะสูง (Talent) ให้เข้าสู่ประเทศไทยด้วย 

 

ปัจจุบันผู้ให้บริการ คลาวด์ รายสำคัญของโลก เช่น AWS และ Google ได้มีการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ และเปิดให้บริการ Cloud Region ในประเทศไทยแล้ว โดยการลงทุนดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างอาคารและวางเซิร์ฟเวอร์ แต่ทำควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น

 

ความร่วมมือระหว่าง AWS และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมศูนย์ข้อมูล

 

นอกจากนี้ AWS ยังได้ทำโครงการ ThaksaAI มุ่งพัฒนาทักษะด้าน Cloud Computing และ Generative AI สำหรับนักเรียนมากกว่า 23,000 คนใน 50 จังหวัด

 

ขณะที่ Google ได้ทำโครงการสะพานดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ SMEs และบุคคลทั่วไปแล้วกว่า 1 แสนราย อีกทั้งมีโครงการ Samart Skills สนับสนุนทุนการศึกษาหลักสูตร Google Career Certificates จำนวน 22,000 ทุน เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ประโยชน์จากการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนากำลังคนและขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศด้วย

 

นักลงทุนหลากหลาย ไม่ได้กระจุกตัว

 

สำหรับข้อกังวลเรื่องสัญชาติของผู้ลงทุน บีโอไอได้ตรวจสอบไปถึงบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดของแต่ละโครงการ พบว่าโครงการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2567–2569 จำนวน 42 โครงการ กำลังประมวลผลหรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 750,000 ล้านบาท

 

ประกอบด้วย กลุ่มบริษัทของไทยเองมากที่สุด 15 โครงการ ที่เหลือเป็นบริษัทเทคฯ จากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน 10 โครงการ, สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ, ญี่ปุ่น 2 โครงการ, มาเลเซีย–ฮ่องกง 1 โครงการ

 

และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส นี่คือข้อมูลที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า ฐานผู้ลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทยมีความหลากหลาย ทั้งนี้ ไม่มีคำขอรับการส่งเสริม ดาต้า เซ็นเตอร์ รายใหม่เข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569

 

เดินข้างหน้าด้วยกติกาใหม่ 

 

ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้ปรับมาตรการ ดาต้า เซ็นเตอร์ หลายครั้ง โดยได้ยกระดับเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุน Data Center สอดคล้องกับความพร้อมของประเทศโดยกำหนดหลักเกณฑ์ครอบคลุมทั้งด้านการยืนยันความพร้อมของไฟฟ้าที่จะไม่กระทบต่อภาคส่วนอื่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (ค่า PUE) การบริหารจัดการน้ำ

 

การจ้างงานและการพัฒนาบุคลากร แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และข้อกังวลของสังคมที่เกิดขึ้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงได้หารือร่วมกัน และเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนกรอบการพิจารณาอีกครั้งให้รอบด้านและเข้มข้นยิ่งขึ้น

 

ในระยะต่อไป บีโอไอจะยกระดับการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของ “คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์” ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะนำนโยบายและแนวทางจากคณะกรรมการนโยบายฯ ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดูแลการใช้พลังงาน-น้ำ และสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการคัดกรองโครงการก่อนเข้าสู่กระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน

 

ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนคณะกรรมการนโยบายฯ ซึ่งจะครอบคลุมอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ ได้แก่

 

หนึ่ง การสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย เช่น

 

1. การจ้างงานและพัฒนาบุคลากร  เช่น การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย การร่วมพัฒนาหลักสูตรหรือจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม รวมทั้งการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าให้บุคลากรไทยเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและตำแหน่งเทคนิคสำคัญ

 

2. การใช้อุปกรณ์ในประเทศ รวมถึงการรับรองและพัฒนา Vendor ไทย การเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดมาตรฐานหรือเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย

 

3. การพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การตั้งทีมวิจัยหรือห้องปฏิบัติการในไทย ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัล, AI, พลังงานและระบบทำความเย็น, Cloud และ Cybersecurity

 

4. การพัฒนาระบบนิเวศ AI ในประเทศ  เช่น การช่วยให้ผู้ประกอบการไทย SMEs สตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย และภาคเศรษฐกิจสำคัญเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการ Cloud, กำลังประมวลผลข้อมูล (Computing Power) และเครื่องมือ AI เพื่อให้การลงทุน Data Center นำไปสู่การเพิ่ม Productivity และการสร้างธุรกิจใหม่ในประเทศไทย

 

สอง ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน

 

เช่น กำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง เทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมทั้งการรับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น

 

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อกำหนด “ค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ” ให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการขยายโครงข่าย พร้อมกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องวาง “หลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า” เพื่อกลั่นกรองโครงการที่พร้อมดำเนินธุรกิจจริง

 

และทำให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และใช้เทคโนโลยีที่มุ่งสู่ Green Data Center

 

สาม ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ

 

เช่น การพิจารณาแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การกำหนดค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่

 

สี่ ผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม

 

เช่น การผังเมือง การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความร้อน เสียง น้ำเสีย ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตโครงการ

 

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพคงเหลือของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทานทั่วประเทศ (Water Map) เพื่อนำไปสู่การวางแผนพื้นที่หรือโซนนิ่งที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป

 

สร้างและเชื่อมโยงซัพพลายเชนในประเทศ

 

สำหรับข้อกังวลเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโครงการ Data Center นั้น จากข้อมูลของบีโอไอ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ใน ดาต้า เซ็นเตอร์ ทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ที่สำคัญของโลก

 

ตัวอย่างเช่น การผลิต Hard Disk Drive สำหรับ Data Center เช่น บริษัท ซีเกท และบริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล, การผลิต AI Server เช่น บริษัท อินเวนเทค และบริษัท คิวเอ็มบี, การผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูงทางแสง (Optical Transceiver & Module)

 

เช่น บริษัท อินโนไลท์, บริษัท อีออปโตลิงค์, บริษัท ซิเลซติกา และบริษัท ฟาบริเนท, การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกกว่า 50 ราย, การผลิตระบบทำความเย็น เช่น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์, การผลิตระบบเครือข่าย สวิทช์ ชุดควบคุมไฟ โดยผู้ผลิตในไทยจำนวนมาก


ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นการสร้างซัพพลายเชนของ ดาต้า เซ็นเตอร์ หลายผลิตภัณฑ์มีการซื้อขายกันโดยตรงในประเทศแล้ว ขณะที่อุปกรณ์และชิ้นส่วนบางชนิดต้องส่งออกไปยังศูนย์จัดชุดและกระจายสินค้าตามนโยบายของบริษัทแม่

 

หรือส่งออกไปประกอบขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ ก่อนนำกลับเข้ามาติดตั้งในประเทศไทย ซึ่งบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการลงทุนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ในประเทศมากยิ่งขึ้น

 

ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความพร้อม และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ

 

บีโอไอจึงไม่ได้มองเพียงมูลค่าการลงทุน แต่จะพิจารณาว่าโครงการเหล่านี้ช่วยสร้างคนไทย ผู้ประกอบการไทย ระบบนิเวศ AI และโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด

 

การส่งเสริมในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมกันจัดระเบียบและสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม

ข่าวล่าสุด

“สรรเพชญ” ลุยกาญจนบุรี ดันงบคมนาคม 283 ล้าน แก้น้ำท่วม-หนุนโลจิสติกส์

“สรรเพชญ” ลุยกาญจนบุรี ดันงบคมนาคม 283 ล้าน แก้น้ำท่วม-หนุนโลจิสติกส์