
ASEAN เตรียมรับมือ "วิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดน" จากพิษเอลนีโญ
สิงคโปร์ออกคำเตือนระดับสูงสุด ประเมินว่า 4 ชาติ ASEAN (บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์) มีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญวิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดน จากอิทธิพลของเอลนีโญ
สถาบันวิจัยของสิงคโปร์ (Singapore Institute of International Affairs - SIIA) เผยแพร่รายงาน แนวโน้มหมอกควันประจำปี 2026 (Haze Outlook 2026) โดยตัดสินใจยกระดับการเตือนภัยขึ้นสู่ "ระดับสีแดง" ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
ส่งสัญญาณชัดเจนว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเผชิญ วิกฤตหมอกควันข้ามพรมแดน ขั้นรุนแรงในช่วงเดือนที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์
การแจ้งเตือนระดับสีแดงครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่สถาบันฯ เริ่มจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์ประจำปีเมื่อปี 2019 ซึ่งในครั้งนั้นสิงคโปร์ต้องเผชิญกับฝุ่นควันอย่างหนัก หลังจุดความร้อน (Hotspots) ในเกาะสุมาตราพุ่งสูงขึ้นจากความแห้งแล้งของเอลนีโญ
ทั้งนี้ ต้นตอหลักของปัญหาฝุ่นควันอาเซียนมักมาจากการลักลอบเผาป่าและพื้นที่พรุ
เศรษฐกิจบีบคั้น ชนวนเหตุเร่งการลักลอบเผาป่า
สำหรับสถานการณ์ในปี 2026 รายงานของ SIIA ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้มาจากสภาพอากาศเพียงมิติเดียว แต่ยังเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก ปัญหาการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซสร้างแรงกดดันต่อภาคการเกษตร ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและราคาปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันอาจพอรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ แต่เกษตรกรรายย่อยที่ปลูกผักผลไม้กลับต้องแบกรับภาระหนัก เนื่องจากราคาผลผลิตไม่ได้ปรับสูงขึ้นตามต้นทุน รายงานระบุว่า ภาวะเช่นนี้บีบให้เกษตรกรบางส่วนเลือกใช้วิธี "การลักลอบเผาป่า" และจุดไฟเพื่อเคลียร์พื้นที่หรือกำจัดขยะการเกษตร แทนการใช้เครื่องจักรซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก
นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังผลักดันให้ความต้องการผลผลิตทางการเกษตรเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ที่กำลังเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซล
แม้ในระยะสั้นประเทศเหล่านี้จะมีกำลังการผลิตเพียงพอ แต่ในระยะยาว ความต้องการที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นให้เกิดการขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจะเลือกวิธีเผาป่าเพื่อเคลียร์ที่ดินด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุด
"เอลนีโญ" ปะทะ "ความผันผวนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล"
ข้อมูลเชิงสถิติในอดีตยืนยันว่า สถานการณ์ฝุ่นควันที่เลวร้ายที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ เกิดขึ้นพร้อมกับปรากฏการณ์ความผันผวนของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดีย หรือ Positive Indian Ocean Dipole - IOD เหมือนที่เคยสร้างความเสียหายมาแล้วในปี 1997-1998, 2015 และ 2023
การก่อตัวของเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้สภาพอากาศในภูมิภาคร้อนและแห้งแล้งกว่าที่เคย ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาสิงคโปร์คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ IOD จะก่อตัวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมสภาพความแห้งแล้งให้รุนแรงขึ้น
"สภาพอากาศในช่วงที่เหลือของปี 2026 อาจแห้งแล้งที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงที่ไฟป่าจะลุกลามจนเกินการควบคุม" รายงานของ SIIA ระบุ
รายงานยังอ้างอิงข้อมูลจาก NOAA ซึ่งระบุว่า ขณะนี้เอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้นแล้ว และมีโอกาสถึง 63% ที่จะพัฒนากลายเป็นเอลนีโญกำลังแรง
ประธาน SIIA ระบุในการแถลงข่าวว่า ความรุนแรงของสถานการณ์จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เกิดไฟป่าและทิศทางลมเป็นหลัก เขาเน้นย้ำถึงบทเรียนจากความเสียหายมหาศาลในปี 2015 ซึ่งวิกฤตครั้งนั้นสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่อินโดนีเซียสูงถึง 1.61 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9 แสนล้านบาท) และทำให้สิงคโปร์สูญเสียถึง 1.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ประธาน SIIA เน้นย้ำว่า แม้การคาดการณ์สภาพอากาศและแนวโน้มหมอกควันปี 2026 จะดูน่าวิตก แต่ทุกภาคส่วนยังพอมีเวลาในการเตรียมรับมือ
เขาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดผ่านศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อควบคุมมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน (ASEAN Coordinating Centre for Transboundary Haze Pollution Control) และผลักดันให้เกิดการใช้แนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ภูมิภาคฝ่า วิกฤตหมอกควันครั้งนี้ไปได้







