
เบื้องหลังบิลค่าไฟ ไขปริศนาค่าไฟแฝง ใครควรรับผิดชอบค่าส่องสว่างทางหลวง?
เบื้องหลังบิลค่าไฟที่คนไทยจ่ายทุกเดือน อาจมีต้นทุนสาธารณะที่ถูกซ่อนอยู่ในระบบ เจาะลึกค่าส่องสว่างทางหลวง ภาระแฝง และแนวทางรื้อโครงสร้างค่าไฟเพื่อความเป็นธรรม
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานเตรียมแยกค่าไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ (เช่น ไฟทางหลวง) ออกจากบิลค่าไฟของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหา "ค่าไฟแฝง" ที่ประชาชนต้องแบกรับภาระมานานหลายสิบปีอย่างไม่เป็นธรรม
- แนวทางการแก้ไขคือการติดตั้งมิเตอร์แยกส่วนสำหรับสาธารณูปโภคของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเป็นผู้ของบประมาณมาจ่ายค่าไฟในส่วนนั้นเอง แทนการผลักภาระให้ประชาชน
- เป้าหมายหลักคือการลดภาระค่าครองชีพ สร้างความโปร่งใสในระบบพลังงาน และกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐจัดการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามหลักการ "ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย" ที่ใช้ในหลายประเทศ
เบื้องลึกการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าไทย การแยกภาระค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน กับบทเรียนจากต่างประเทศ
เบื้องหลังบิลค่าไฟ เจาะจงค่าส่องสว่างและภาระแฝงที่ประชาชนต้องจ่าย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้เปิดเผยถึงแนวทางการ ลดภาระค่าไฟฟ้า ให้กับประชาชนโดยการเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานกว่าทศวรรษ ประเด็นสำคัญคือการเตรียมแยกบัญชีค่าไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะ ออกจากใบแจ้งหนี้ของครัวเรือน เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบงบประมาณในส่วนนี้โดยตรงแทนการผลักภาระให้ประชาชน
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการ ปรับปรุงสัญญาการรับซื้อไฟฟ้า และทบทวนราคาส่วนเพิ่มเพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการใช้พลังงานมากขึ้น หากมาตรการเหล่านี้ประสบความสำเร็จจะช่วยให้ ราคาค่าไฟบ้านลดลง อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้ นโยบายดังกล่าวถือเป็นความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านการติดตั้ง มิเตอร์แยกส่วน สำหรับสาธารณูปโภคของรัฐโดยเฉพาะ
โพสต์ทูเดย์ Smart City ชวนตั้งคำถามและหาเหตุผลถึงที่มาในเรื่องดังกล่าวเป็นข้อๆ ดังนี้
ทำไมต้องแยกค่าไฟถนนออกจากบิลค่าไฟบ้านประชาชน?
สาเหตุสำคัญที่ต้องมีการแยกค่าไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะหรือค่าไฟถนนออกจากบิลค่าไฟบ้านของประชาชน มีรายละเอียดสำคัญดังนี้
- เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและทำให้ค่าไฟบ้านถูกลง: เป้าหมายหลักของนโยบายนี้คือการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยหากสามารถแยกส่วนนี้ออกมาได้ จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากบ้านเรือนลดลงอย่างแน่นอน
- ความถูกต้องและความเป็นธรรม: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุว่าการนำค่าไฟทางหลวงหรือทางด่วนไปรวมไว้ในบิลค่าไฟบ้านเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งทำต่อเนื่องกันมานานเป็นสิบปีแล้ว การแยกใบเสร็จจะช่วยให้เกิดความชัดเจนว่ามีการใช้ไฟฟ้าในแต่ละส่วนไปเท่าใด ไม่ควรนำความสูญเสียในระบบไปบวกเพิ่มเป็นภาระให้กับประชาชนทุกคน
- เพื่อให้หน่วยงานรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง: เมื่อมีการติดตั้งมิเตอร์แยกบัญชีสำหรับไฟทางหลวงและไฟทางด่วนอย่างชัดเจนแล้ว หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบจะสามารถไปดำเนินการขอนุมัติงบประมาณเพื่อมาจ่ายค่าไฟฟ้าในส่วนนี้ได้เอง แทนที่จะผลักภาระมาให้ประชาชนร่วมจ่ายผ่านบิลค่าไฟบ้าน
- ส่งเสริมการประหยัดพลังงานที่แท้จริง: การแยกบัญชีจะทำให้เห็นตัวเลขการใช้ไฟฟ้าที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้การรณรงค์เรื่องการประหยัดไฟเห็นผลได้จริงมากขึ้น เพราะประชาชนจะได้ประโยชน์จากการประหยัดไฟของตนเองโดยไม่ต้องไปแบกรับค่าไฟในส่วนของภาครัฐ
เปิดปม “ค่าไฟแฝง” ที่ประชาชนอาจแบกรับมานานกว่าทศวรรษ
กระทรวงพลังงานได้ส่งสัญญาณการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งสำคัญ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาที่ถูกมองว่าเป็น “ความบิดเบือนเชิงโครงสร้าง” ของระบบไฟฟ้าไทยมาอย่างยาวนาน
เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการคิดค่าไฟฟ้าสาธารณะ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าสำหรับระบบส่องสว่างบนทางหลวงและทางด่วน ซึ่งในอดีตถูกนำไปรวมอยู่ในต้นทุนระบบไฟฟ้าที่ประชาชนเป็นผู้รับภาระผ่านค่าไฟฟ้าโดยรวมมาเป็นเวลาหลายสิบปี พร้อมระบุว่าแนวทางดังกล่าว “ไม่ถูกต้อง” และควรมีการแยกบัญชีค่าใช้จ่ายออกจากภาคครัวเรือนอย่างชัดเจน
ประเด็นดังกล่าวสร้างความสนใจอย่างมาก เนื่องจากหากการแยกภาระค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟประชาชนเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดการจัดสรรต้นทุนสาธารณูปโภคครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษของประเทศไทย
ปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่อ “ค่าไฟทางหลวง” กลายเป็นภาระของทุกครัวเรือน
ในทางเศรษฐศาสตร์สาธารณะ หลักการสำคัญของการกำหนดราคาสาธารณูปโภคคือ “ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย” (User Pays Principle) กล่าวคือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะควรเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยสะท้อนว่า ค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสำหรับทางหลวงและทางด่วนบางส่วนถูกบันทึกรวมอยู่ในต้นทุนระบบไฟฟ้าในลักษณะของ “ความสูญเสียในระบบ” (System Loss) และถูกเฉลี่ยเข้าสู่ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟทั่วประเทศโดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรับทราบมาก่อน
ในเชิงนโยบาย ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตัวเลขค่าไฟ แต่สะท้อนถึงความโปร่งใสในการบริหารต้นทุนภาครัฐ หากหน่วยงานเจ้าของโครงการสาธารณะไม่ได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง ก็อาจทำให้ขาดแรงจูงใจในการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อมาตรการประหยัดพลังงาน เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าตนเองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการใช้งานโดยตรง ความร่วมมือในการลดการใช้พลังงานก็อาจลดลงตามไปด้วย
ยุทธศาสตร์ 3 ด้านที่กระทรวงพลังงานกำลังผลักดัน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ระบุว่า การลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืนจะต้องดำเนินการควบคู่กันหลายด้าน ไม่ใช่เพียงการตรึงราคาชั่วคราว โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- ประการแรก คือ การทบทวนสัญญา Adder หรือสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในอดีต ซึ่งมีการจ่ายเงินส่วนเพิ่มให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเหนือกว่าราคาปกติ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันเทคโนโลยีมีต้นทุนต่ำลงอย่างมาก จึงมีการประเมินว่าสัญญาบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับสภาพตลาดปัจจุบันแล้ว
- ประการที่สอง คือ การแยกบัญชีค่าไฟฟ้าสาธารณะ โดยเฉพาะไฟถนน ทางหลวง และทางด่วน ออกจากระบบค่าไฟฟ้าครัวเรือน พร้อมติดตั้งมิเตอร์แยกเพื่อให้สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานได้อย่างโปร่งใส
- ประการที่สาม คือ การปรับปรุงโครงสร้างการรับซื้อและจำหน่ายไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น ลดการอุดหนุนไขว้ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า และสร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงานโดยรวม
บทเรียนจากต่างประเทศ ใครเป็นผู้จ่ายค่าไฟถนน?
หากพิจารณาประสบการณ์จากต่างประเทศ จะพบว่าหลายประเทศใช้แนวทางแยกค่าไฟสาธารณะออกจากบิลครัวเรือนอย่างชัดเจน เช่น
สหรัฐอเมริกา - ในหลายรัฐของสหรัฐฯ ค่าไฟฟ้าสำหรับไฟถนนเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงของเทศบาลหรือหน่วยงานท้องถิ่น โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะได้รับใบแจ้งหนี้จากบริษัทไฟฟ้าแยกต่างหากจากผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือน
กรณีเมืองฮัดสัน รัฐนิวยอร์ก ในปี 2569 เกิดข้อพิพาทเรื่องการเรียกเก็บค่าไฟถนนจากบริษัท National Grid ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าเทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าไฟส่องสว่างสาธารณะโดยตรง ไม่ได้ผลักภาระเข้าสู่บิลของประชาชนผ่านระบบค่าไฟบ้าน
อินเดีย - เมืองมัณฑยะ (Mandya) รัฐกรณาฏกะ ประเทศอินเดีย มีงบประมาณค่าไฟถนนประมาณ 15 ล้านรูปีต่อปี โดยหน่วยงานท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าวเอง รัฐบาลท้องถิ่นจึงลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมดเป็น LED และติดตั้ง Smart Meter เพื่อควบคุมต้นทุน โดยคาดว่าจะลดการใช้ไฟได้ถึง 58% และประหยัดงบประมาณได้ 7-8 ล้านรูปีต่อปี
กรณีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า เมื่อเจ้าของงบประมาณเป็นผู้จ่ายค่าไฟเอง ย่อมมีแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากกว่าการผลักต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟรายอื่น
สหราชอาณาจักร - ระบบไฟถนนส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักรอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ Local Authorities หรือสภาท้องถิ่น ซึ่งต้องจัดสรรงบประมาณประจำปีสำหรับค่าพลังงานและการบำรุงรักษาโดยตรง หลายเมืองจึงลงทุนเปลี่ยนเป็นระบบ LED และระบบควบคุมอัจฉริยะเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
และสุดท้ายหากแยกบัญชีสำเร็จ ค่าไฟประชาชนจะลดลงจริงหรือไม่?
ในเชิงหลักการ คำตอบคือ “มีโอกาสลดลง” เพราะต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนจะถูกนำออกจากฐานการคำนวณค่าไฟ
อย่างไรก็ตาม ขนาดของผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจริงยังต้องรอการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะดังกล่าวมีสัดส่วนต่อโครงสร้างต้นทุนรวมมากน้อยเพียงใด
นักเศรษฐศาสตร์พลังงานจำนวนมากมองว่า แม้ผลกระทบต่อค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยอาจไม่มากนักในระยะสั้น แต่ประโยชน์สำคัญที่สุดคือการสร้าง “ความโปร่งใส” และ “ความรับผิดชอบ” ในระบบพลังงาน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในระยะยาว
บทสรุป
ข้อเสนอให้แยกค่าไฟทางหลวงและทางด่วนออกจากบิลค่าไฟบ้าน ถือเป็นประเด็นที่สะท้อนแนวคิดการปฏิรูประบบพลังงานสมัยใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการจัดสรรต้นทุนตามผู้ใช้จริง
ประสบการณ์จากสหรัฐอเมริกา อินเดีย และสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า การให้หน่วยงานเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเป็นผู้รับผิดชอบค่าไฟสาธารณะโดยตรง ไม่เพียงสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงานและการบริหารงบประมาณอย่างมีวินัย
สำหรับประเทศไทย การปฏิรูปครั้งนี้อาจเป็นมากกว่าการลดค่าไฟในระยะสั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบพลังงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ตามเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานประกาศไว้ในปี 2569 ว่า “ประชาชนควรจ่ายเฉพาะค่าไฟที่ตนใช้จริง ไม่ใช่ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบ”







