เมื่อเวียดนามจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก่อนไทย….เราจะเสียโอกาสอะไรบ้าง?
เวียดนามจับมือรัสเซียเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 กำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ เป้าเปิดใช้ปี 2031 รับมือความไม่แน่นอนพลังงานโลก
KEY
POINTS
- สูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ: การที่เวียดนามมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานอย่างมาก อาจทำให้ความน่าสนใจในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยลดลงเมื่อเทียบกับเวียดนาม
- ล้าหลังด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคง: ไทยจะช้ากว่าเวียดนามอย่างน้อย 6 ปีในการมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทำให้เสียโอกาสในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ช้ากว่า
- พลาดโอกาสในการลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน: การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและพึ่งพาตนเองได้ช้ากว่า ทำให้ไทยยังคงเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน
ในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านพลังงานอีกครั้ง จากข่าวล่าสุดที่เวียดนามลงนามความร่วมมือกับรัสเซีย เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตรวมถึง 2,400 เมกะวัตต์ ภายใต้โครงการ Ninh Thuan 1 ภายในปี 2031
FYI: โครงการนี้ไม่ใช่ SMR (Small Modular Reactor) หรือเตาปฎิกรณ์แบบมอดูลขนาดเล็ก แต่เป็น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ (Large-scale NPP, Nuclear Power Plant) ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับแผน PDP8 ของเวียดนามที่ต้องการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
หากเดินหน้าได้ตามแผน เวียดนามมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น ประเทศแรกในอาเซียนที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์จริง ก่อนไทยและฟิลิปปินส์
ความมั่นคงทางไฟฟ้า คือ ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ
แม้ในปัจจุบัน เวียดนามยังคงเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในเขตอุตสาหกรรม ซึ่งกลายเป็นข้อกังวลสำคัญในการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) มาหลายปี ในทางกลับกัน ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในเรื่อง เสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่ดีกว่า ทำให้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจมาลงทุนภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากเวียดนามมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2,400 MW ภายในปี 2031 เข้ามาในระบบ สิ่งที่จะเปลี่ยนทันที คือ เวียดนามจะมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงมากขึ้น และรองรับพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนได้ดีขึ้น ทำให้เวียดนามอาจพลิกกลับมาเป็นคู่แข่งที่สูสี หรือแม้กระทั่งเหนือกว่าไทยในบางอุตสาหกรรม
ลดการพึ่งพาถ่านหิน เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด
ปัจจุบัน เวียดนามยังคงพึ่งพาถ่านหินในสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30-40% ของการผลิตไฟฟ้า การที่ยังคงพึ่งพาถ่านหินอยู่นั้น มีความเสี่ยงด้านราคาเชื้อเพลิงและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม หากอ้างอิงจากแผน PDP8 ของเวียดนาม ภายในปี 2030 เป็นต้นไป เวียดนามมีแผนจะลดกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเหลือ 20% ของสัดส่วนกำลังการผลิต และจะดำเนินการปลดระวางถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2050
หากอ้างอิงจากแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าของเวียดนามแล้ว การมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาแทนที่ถ่านหินทันที แต่จะช่วยให้เวียดนามสามารถลดการพึ่งพาถ่านหิน ควบคุมการปล่อยคาร์บอนได้ดีขึ้น และเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าเดิม ในขณะที่พลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์และลมยังมีข้อจำกัดเรื่องความต่อเนื่องในการผลิตกระแสไฟฟ้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อาจช่วยเสริมความเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของเวียดนาม
ค่าเสียโอกาสของไทย หากเรายังไม่มีพลังงานสะอาดผลิตในประเทศมากพอ
หากมองกลับมาที่ไทย ภายใต้แผน PDP2024 เรามีแนวทางพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor, SMR) มีกำลังการผลิตประมาณ 600 MW และคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายแผนราวปี 2037 (อ่านข้อมูลเรื่อง SMR ได้จากบทความนี้ : ยุทธศาสตร์เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก (SMR) อนาคตพลังงานโลกที่มาถึงไวกว่าที่คิด?) ซึ่งถือว่าเราช้ากว่าเวียดนามถึง 6 ปีในการที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศ
การที่เวียดนามมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก่อนเรา มีสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่าเราและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ค่าเสียโอกาสที่ไทยจะต้องเผชิญอาจเป็นโอกาสการลงทุนที่ไหลออกไปยังประเทศอื่น รวมไปถึงการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนก็เป็นได้
สถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานโลก ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ-อิสราเอล ทำให้เห็นชัดว่า การพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศมากเกินไป คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในระยะยาว หลายประเทศต้องการการพึ่งพาตนเองได้ และต้องการราคาพลังงานที่มีความเสถียร เพราะความผันผวนด้านราคาส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประชาชนในประเทศ
วิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคเรา เพราะเรายังต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก หลายประเทศมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากขึ้นเพื่อเสริมเสถียรภาพ เพราะไฟฟ้าคือแกนหลักของระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศ หากไทยเรามีตัวเลือกด้านพลังงานมากขึ้น มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในประเทศ อาจจะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างยั่งยืน


