“หางโจวโมเดล” จากเมืองประวัติศาสตร์สู่ต้นแบบเมืองปลอดขยะของโลก
จากเมืองหลวงโบราณสู่มหานครอัจฉริยะ หางโจวใช้เทคโนโลยี นโยบาย และพลังชุมชน เปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ก้าวสู่ต้นแบบ “เมืองปลอดขยะ” ระดับโลกอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?
KEY
POINTS
- หางโจวต่อยอดรากฐานการจัดการเมืองสะอาดที่มีมาแต่โบราณ มาสู่นโยบายเมืองปลอดขยะสมัยใหม่ที่เน้นการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง การนำกลับมาใช้ประโยชน์ และการกำจัดอย่างปลอดภัย เพื่อรับมือกับความท้าทายของเมืองเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
- หัวใจสำคัญของโมเดลคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้าง "ระบบบริหารจัดการขยะอัจฉริยะ" ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่จุดทิ้งขยะ รถเก็บขยะ ไปจนถึงโรงงานกำจัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- ความสำเร็จเกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ผ่านการสร้าง “หน่วยปลอดขยะ” (zero-waste cells) ในชุมชน โรงเรียน และธุรกิจ ทำให้การจัดการขยะกลายเป็นวัฒนธรรมร่วมของทั้งเมือง
เมืองหางโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง ไม่ได้เป็นเพียงเมืองเศรษฐกิจและเทคโนโลยีสำคัญของจีน หากยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าพันปี เมืองแห่งทะเลสาบซีหู (West Lake) เคยเป็นเมืองหลวงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (Southern Song, 1127 – 1279)
บันทึกระบุว่า ในยุคจีนโบราณหางโจวเป็นศูนย์กลางการค้า เหมืองเงิน และจุดเชื่อมต่อเส้นทางคมนาคมคลองต่างๆ ที่มีความซับซ้อน และสิ่งที่น่าสนใจคือการจัดการพื้นที่เมืองและสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างก้าวหน้าในยุคนั้น เช่น ระบบควบคุมน้ำและคลอง เพื่อควบคุมการไหลของน้ำและป้องกันน้ำท่วม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการจัดการเมืองที่ยั่งยืนแบบองค์รวมของยุคโบราณ แม้จะเป็นเรื่องของการจัดการน้ำ แต่แนวคิดการจัดการระบบในเชิงสาธารณูปโภคก็สะท้อนการคิดเชิงระบบซึ่งต่อยอดมายังการจัดการ “ของเสีย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัวด้วยองค์ประกอบด้านสังคมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
บันทึกทางประวัติศาสตร์ของจีนระบุว่า ในยุคราชวงศ์ซ่ง เมืองหางโจวมีการจัดระเบียบตลาด การกำจัดของเสียจากกิจกรรมการค้า และการควบคุมคุณภาพน้ำในคลองอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันโรคระบาดและรักษาความสะอาดของเมือง แนวคิด “เมืองสะอาด เมืองอยู่ได้” จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเป็นมรดกทางการบริหารที่สืบทอดต่อเนื่องมาหลายศตวรรษ เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองหางโจวเพียงแต่ยกระดับแนวคิดดั้งเดิมนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
ในศตวรรษที่ 21 หางโจวเติบโตอย่างรวดเร็ว กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก เป็นที่ตั้งของบริษัทอย่าง Alibaba และระบบเศรษฐกิจดิจิทัลขนาดใหญ่ เมืองมีประชากรกว่า 12.6 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจราว 2 ล้านล้านหยวน ความท้าทายสำคัญคือการจัดการขยะจากการบริโภคและอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทางการเมืองจึงกำหนดยุทธศาสตร์ “ลดตั้งแต่ต้นทาง ใช้ให้คุ้มค่า กำจัดอย่างปลอดภัย” เป็นหัวใจของนโยบายเมืองปลอดขยะ
ข้อมูลจากรัฐบาลท้องถิ่นระบุว่า ปริมาณขยะมูลฝอยเฉลี่ยต่อคนต่อวันลดลงจากประมาณ 1.06 กิโลกรัมในปี 2021 เหลือราว 0.99 กิโลกรัมในปี 2024 ขยะอุตสาหกรรมถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์มากกว่า 98% และการฝังกลบขยะอันตรายถูกควบคุมให้ต่ำกว่า 3.5% ความสำเร็จนี้ทำให้หางโจวได้รับเลือกจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการปลอดขยะของเลขาธิการสหประชาชาติ ให้เป็น 1 ใน 20 เมือง “มุ่งสู่เมืองปลอดขยะของโลก”
หัวใจสำคัญของ “หางโจวโมเดล”
คือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมโยงทั้งระบบ เมืองพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะอัจฉริยะ เชื่อมข้อมูลจากจุดทิ้งขยะกว่า 7,000 แห่ง รถเก็บขยะเกือบ 1,800 คัน โรงงานเผาขยะ และศูนย์บำบัดขยะอาหารแบบเรียลไทม์ ระบบนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่ง แนวคิด “เมืองอัจฉริยะ” จึงถูกนำมาใช้กับปัญหาพื้นฐานอย่างขยะอย่างจริงจัง
อีกเสาหลักที่ทำให้หางโจวแตกต่างคือการมีส่วนร่วมของประชาชน เมืองสร้าง “หน่วยปลอดขยะ” หรือ zero-waste cells กว่า 3,200 แห่งในชุมชน โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า และสถานประกอบการ มีแอปพลิเคชันให้ประชาชนนำขยะมาแลกแต้มรีไซเคิล โรงเรียนหลายแห่งบรรจุการแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร ภาคธุรกิจได้รับแรงจูงใจให้ลดของเสียจากกระบวนการผลิต ระบบนี้ทำให้การจัดการขยะไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นวัฒนธรรมร่วมของทั้งเมือง
องค์การสหประชาชาติเตรียมนำกรณีศึกษาหางโจวไปนำเสนอในเวทีวันปลอดขยะสากลที่ไนโรบีและนิวยอร์ก หางโจวจึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสาน “ประวัติศาสตร์การบริหารเมือง – เทคโนโลยีดิจิทัล – การมีส่วนร่วมของสังคม” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
เมืองอื่นของโลก บทเรียนจากการจัดการขยะระดับสากล
หากมองไปยังเมืองต้นแบบด้านขยะของโลกจะพบว่ าแนวทางคล้ายคลึงกับหางโจวในหลายมิติ
ซานฟรานซิสโก (สหรัฐอเมริกา) เป็นหนึ่งในเมืองแรกที่ตั้งเป้า Zero Waste ตั้งแต่ปี 2002 เมืองใช้ระบบบังคับแยกขยะ 3 ประเภท (รีไซเคิล ปุ๋ยหมัก และขยะทั่วไป) จนสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 80% จุดเด่นคือกฎหมายที่เข้มแข็งและระบบเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณขยะ
โตเกียว (ญี่ปุ่น) ใช้ระบบแยกขยะละเอียดมากกว่า 10 ประเภท ควบคู่กับการสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง เมืองเน้นการเผาขยะอย่างปลอดภัยและการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ความสำเร็จมาจากวินัยของประชาชนและความสม่ำเสมอของนโยบาย
โซล (เกาหลีใต้) เป็นผู้นำด้านการจัดการขยะอาหาร ใช้ระบบชั่งน้ำหนักขยะอาหารและคิดค่าธรรมเนียมตามปริมาณจริง ทำให้ปริมาณขยะอาหารลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถนำไปผลิตปุ๋ยและพลังงานชีวภาพ
เวียนนา (ออสเตรีย) โดดเด่นด้านโรงงานเผาขยะผลิตพลังงานที่ตั้งอยู่กลางเมืองอย่างกลมกลืนกับชุมชน โรงงาน Spittelau กลายเป็นทั้งแหล่งพลังงานและสัญลักษณ์สถาปัตยกรรมของเมือง
เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองเหล่านี้ หางโจวมีจุดแข็งเฉพาะตัว คือการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเชื่อมทั้งระบบเมืองเข้าด้วยกัน และการขยายเครือข่ายหน่วยปลอดขยะในระดับรากหญ้าอย่างกว้างขวาง โมเดลนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดการของเสีย แต่เป็นการออกแบบ “ระบบเมือง” ให้เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเดินไปพร้อมกัน
ในขณะที่เมืองทั่วโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว “หางโจวโมเดล” กำลังกลายเป็นบทเรียนสำคัญว่า เมืองประวัติศาสตร์ก็สามารถก้าวสู่การเป็นเมืองอนาคตได้ หากวางรากฐานจากวัฒนธรรมเดิม แล้วเสริมด้วยนโยบายและเทคโนโลยีอย่างมียุทธศาสตร์


