posttoday

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

14 มกราคม 2569

"สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" กรณีศึกษาการพัฒนาพื้นที่ที่รัฐ เอกชน และประชาชนร่วมขับเคลื่อน ลดนำเข้าถ่านหิน สร้างพลังงานสะอาด คาร์บอนเครดิต และดึงเงินลงทุนกลับมาสร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • โครงการขับเคลื่อนด้วยโมเดลความร่วมมือ PPPP (Public Private People Partnership) ที่ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทำให้เกิดการตัดสินใจจากฐานพื้นที่และสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนด้านพลังงานและกฎหมาย (บางส่วน) ได้
  • เปลี่ยนของเสียจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นพลังงานทางเลือก เปลี่ยนสินค้าทุน ลดการนำเข้าถ่านหิน ดึงเม็ดเงินลงทุนนับหมื่นล้านบาทกลับมาสร้างความมั่งคั่งและโอกาสให้แก่ชุมชนและ SMEs ในพื้นที่
  • สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ผ่านการเชื่อมโยงการปลูกป่าเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการสร้างกลไกคาร์บอนเครดิต ทำให้การอนุรักษ์เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

แนวคิดและการขับเคลื่อนโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในภาพใหญ่ โดยเฉพาะบทบาทของภาคเอกชนรายใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ภายในงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 โดยเอสซีจีได้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านการชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ซึ่งเน้นการประสานภาครัฐ ผนึกกำลังภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน เพื่อสร้างกระบวนการทำงานใหม่ที่คล่องตัว เปิดกว้าง และยึดพื้นที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

โมเดล PPPP ที่ถูกนำเสนอในเวทีดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความร่วมมือเชิงโครงการ แต่เป็นการออกแบบ “ระบบการทำงานร่วมกัน” ที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ การลงทุน การปรับกติกา ไปจนถึงการกระจายผลประโยชน์กลับสู่ชุมชน แนวคิดนี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ และทำให้โครงการสามารถขับเคลื่อนเรื่องซับซ้อนอย่างพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการปฏิรูปกฎหมายในระดับพื้นที่ไปพร้อมกันได้จริง

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวภายในงานว่า

 

"สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ ใช้โมเดล Public Private People Partnership ทำทุกเรื่อง รวมถึงเป็นเรื่องรีฟอร์มกฎหมายด้วย ทำมา 3 ปี เราสามารถจะเปลี่ยนสินค้าทุน ลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ 4 ล้านตัน 12,000 ล้าน สร้างประโยชน์ให้ SME ในการเอา ของเสียจากพืชเกษตร จากเทศบาล รวมถึงของเสียจากอุตสาหกรรมมาเปลี่ยนเป็น พลังงานหรือเงินเข้าไปอยู่ในระบบ ทำเรื่องการฟื้นฟูป่าควบคู่ไปกับระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำคาร์บอนเครดิตสร้างตัวรายได้ใหม่ให้กับชุมชน

 

ได้ประโยชน์ทั้งสิ่งแวดล้อม เรื่องคาร์บอนลดลง และก็ได้ประโยชน์ทั้งการนำเงินที่เราจ่ายไปต่างประเทศ เข้ามาสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ ใช้เงินจากภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องจ่ายไปต่างประเทศ 20,000 ล้านกลับมาเป็น Wealth ให้กับ ท้องถิ่น" 

 

“สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมื่อเมืองคาร์บอนต่ำคือรากฐานของ Smart City แบบไทย

 

ในขณะที่แนวคิด Smart City ของไทยจำนวนมากมักเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มดิจิทัล กล้องอัจฉริยะ หรือแอปพลิเคชันบริการประชาชน สระบุรีแซนด์บ็อกซ์เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง คือการเริ่มจาก โครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นตอการปล่อยคาร์บอนและการใช้ทรัพยากรขนาดใหญ่ที่สุดของเมือง การเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคปูนซีเมนต์ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการใช้ปูนคาร์บอนต่ำในงานก่อสร้าง ทำให้สระบุรีกำลังสร้าง “Smart City เชิงโครงสร้าง (Structural Smart City)” ที่มองความอัจฉริยะในระดับระบบ ไม่ใช่เพียงชั้นผิวของเทคโนโลยี

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

โครงการ “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของการพัฒนาพื้นที่เชิงระบบในประเทศไทย เพราะไม่ได้ตั้งต้นจากคำสั่งของรัฐบาลกลาง

 

หากแต่เกิดจากการจับมือกันของคนในพื้นที่ ผ่านโมเดลความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือทำอย่างเท่าเทียม โครงการนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องประมาณ 3 ปี และพิสูจน์ให้เห็นว่า “การพัฒนาจากฐานพื้นที่” สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องรอการขับเคลื่อนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

หัวใจสำคัญของสระบุรี แซนด์บ็อกซ์ คือการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นสูง จังหวัดสระบุรีเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีการใช้พลังงานและวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมาก โครงการนี้จึงเริ่มจากการมอง “ต้นทุนที่รั่วไหลออกนอกประเทศ” และแปลงมันให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของท้องถิ่น ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โครงการสามารถลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังสามารถเปลี่ยนสินค้าทุนบางส่วนให้ผลิตหรือทดแทนได้ภายในประเทศ

 

นอกจากนี้ เงินลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่เดิมต้องไหลออกไปต่างประเทศกว่า 20,000 ล้านบาท ถูกดึงกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการจ้างงาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ในระยะยาว และทำให้สระบุรีกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

อีกหนึ่งความโดดเด่นของสระบุรี แซนด์บ็อกซ์ คือการสร้างพลังงานทางเลือกและรายได้รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ SMEs และชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทในระบบพลังงาน โครงการนำของเสียจากพืชผลทางการเกษตร (เช่น ฟางข้าว, แกลบ, ซังข้าวโพด, ชานอ้อย) ขยะจากเทศบาล และของเสียจากภาคอุตสาหกรรม มาแปรรูปเป็นพลังงานหรือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นี่คือการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย

 

ควบคู่กันนั้น ยังมีการพัฒนาโครงการ Floating Solar หรือโซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในพื้นที่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน โซลาร์ลอยน้ำไม่เพียงช่วยใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบพลังงานที่คำนึงถึงบริบทของพื้นที่จริง ไม่ใช่การนำโมเดลสำเร็จรูปจากที่อื่นมาวางทับโดยไม่ปรับให้เหมาะสม

 

มิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมก็เป็นอีกเสาหลักที่โครงการให้ความสำคัญอย่างจริงจัง การฟื้นฟูป่าไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับ ระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้และคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกัน การพัฒนากลไกคาร์บอนเครดิตยังเปิดโอกาสให้ชุมชนมีรายได้จากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้การดูแลป่าและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระ แต่เป็น “อาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ” ของคนในพื้นที่

 

ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน

 

สิ่งที่ทำให้สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ แตกต่างจากโครงการพัฒนาอื่น ๆ คือความกล้าที่จะ “ทดลอง” ในเชิงนโยบาย มีการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบบางส่วนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและลดอุปสรรคในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดการของเสีย หรือการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ แนวทางนี้สะท้อนแนวคิด Sandbox อย่างแท้จริง คือการเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ก่อนขยายผลไปสู่ระดับประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะประสบความสำเร็จในหลายมิติ แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของภาครัฐ หนึ่งในประเด็นใหญ่คือการที่ การที่รัฐไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองได้ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการพลังงานในระดับพื้นที่

 

ปัญหานี้สะท้อนว่าระบบกฎหมายและโครงสร้างพลังงานของประเทศยังไม่เอื้อต่อการกระจายอำนาจและการจัดการพลังงานแบบพื้นที่เป็นฐานอย่างแท้จริง

 

สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความสำเร็จ แต่เป็น “บทเรียนเชิงนโยบาย” ที่ชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการพัฒนาแบบ PPPP โครงการนี้พิสูจน์แล้วว่าหากรัฐ เอกชน และประชาชน เชื่อใจกันและมีเป้าหมายร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถเกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนว่าการขยายผลในระดับประเทศจำเป็นต้องมาพร้อมการปรับโครงสร้างกฎหมายและระบบราชการ เพื่อเปิดทางให้พลังของพื้นที่ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพในอนาคต

 

สรุปภาพรวม

โครงการ "สระบุรี แซนด์บ็อกซ์" ใช้โมเดลความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากรัฐบาลกลาง โครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี และมีความสำเร็จหลายด้าน

 

  • การลดการนำเข้าและสร้างมูลค่า:
    • เปลี่ยนสินค้าทุน และลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท
    • นำเงินลงทุนที่ต้องใช้จ่ายไปต่างประเทศของภาคอุตสาหกรรม 20,000 ล้านบาท กลับมาสร้างความมั่งคั่งให้ท้องถิ่น

 

  • การสร้างพลังงานทางเลือกและรายได้ใหม่:
    • สร้างประโยชน์ให้กับ SMEs โดยการนำพืชผลทางการเกษตร ขยะจากเทศบาล และของเสียจากอุตสาหกรรม มาเปลี่ยนเป็นพลังงานหรือเงินหมุนเวียนในระบบ
    • พัฒนา Floating Solar (โซลาร์ลอยน้ำ)

 

  • การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสังคม:
    • ฟื้นฟูป่า ควบคู่ไปกับระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
    • สร้างคาร์บอนเครดิต และรายได้ใหม่ให้กับชุมชน

 

  • การปฏิรูปกฎหมาย:
    • มีการปฏิรูปกฎหมายบางส่วนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคในการดำเนินงาน

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

ธ.ก.ส. เปิดตัว 2 เงินฝากใหม่ “กำปั่นทอง-กระบุงทอง” รับดอกเบี้ยสูงสุด 8.88%