ส่องความสำเร็จ "สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" บทเรียน PPPP พลังงานและโอกาสชุมชน
"สระบุรีแซนด์บ็อกซ์" กรณีศึกษาการพัฒนาพื้นที่ที่รัฐ เอกชน และประชาชนร่วมขับเคลื่อน ลดนำเข้าถ่านหิน สร้างพลังงานสะอาด คาร์บอนเครดิต และดึงเงินลงทุนกลับมาสร้างมูลค่าให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
KEY
POINTS
- โครงการขับเคลื่อนด้วยโมเดลความร่วมมือ PPPP (Public Private People Partnership) ที่ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทำให้เกิดการตัดสินใจจากฐานพื้นที่และสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนด้านพลังงานและกฎหมาย (บางส่วน) ได้
- เปลี่ยนของเสียจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นพลังงานทางเลือก เปลี่ยนสินค้าทุน ลดการนำเข้าถ่านหิน ดึงเม็ดเงินลงทุนนับหมื่นล้านบาทกลับมาสร้างความมั่งคั่งและโอกาสให้แก่ชุมชนและ SMEs ในพื้นที่
- สร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชนจากการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ผ่านการเชื่อมโยงการปลูกป่าเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการสร้างกลไกคาร์บอนเครดิต ทำให้การอนุรักษ์เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
แนวคิดและการขับเคลื่อนโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในภาพใหญ่ โดยเฉพาะบทบาทของภาคเอกชนรายใหญ่ในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ภายในงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 โดยเอสซีจีได้สะท้อนแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ผ่านการชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ซึ่งเน้นการประสานภาครัฐ ผนึกกำลังภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน เพื่อสร้างกระบวนการทำงานใหม่ที่คล่องตัว เปิดกว้าง และยึดพื้นที่เป็นศูนย์กลางของการตัดสินใจ
โมเดล PPPP ที่ถูกนำเสนอในเวทีดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความร่วมมือเชิงโครงการ แต่เป็นการออกแบบ “ระบบการทำงานร่วมกัน” ที่ทุกภาคส่วนมีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การกำหนดโจทย์ การลงทุน การปรับกติกา ไปจนถึงการกระจายผลประโยชน์กลับสู่ชุมชน แนวคิดนี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ และทำให้โครงการสามารถขับเคลื่อนเรื่องซับซ้อนอย่างพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการปฏิรูปกฎหมายในระดับพื้นที่ไปพร้อมกันได้จริง
นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวภายในงานว่า
"สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ ใช้โมเดล Public Private People Partnership ทำทุกเรื่อง รวมถึงเป็นเรื่องรีฟอร์มกฎหมายด้วย ทำมา 3 ปี เราสามารถจะเปลี่ยนสินค้าทุน ลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ 4 ล้านตัน 12,000 ล้าน สร้างประโยชน์ให้ SME ในการเอา ของเสียจากพืชเกษตร จากเทศบาล รวมถึงของเสียจากอุตสาหกรรมมาเปลี่ยนเป็น พลังงานหรือเงินเข้าไปอยู่ในระบบ ทำเรื่องการฟื้นฟูป่าควบคู่ไปกับระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ทำคาร์บอนเครดิตสร้างตัวรายได้ใหม่ให้กับชุมชน
ได้ประโยชน์ทั้งสิ่งแวดล้อม เรื่องคาร์บอนลดลง และก็ได้ประโยชน์ทั้งการนำเงินที่เราจ่ายไปต่างประเทศ เข้ามาสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ ใช้เงินจากภาคอุตสาหกรรม ที่ต้องจ่ายไปต่างประเทศ 20,000 ล้านกลับมาเป็น Wealth ให้กับ ท้องถิ่น"
“สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เมื่อเมืองคาร์บอนต่ำคือรากฐานของ Smart City แบบไทย
ในขณะที่แนวคิด Smart City ของไทยจำนวนมากมักเริ่มต้นจากแพลตฟอร์มดิจิทัล กล้องอัจฉริยะ หรือแอปพลิเคชันบริการประชาชน สระบุรีแซนด์บ็อกซ์เลือกเดินอีกเส้นทางหนึ่ง คือการเริ่มจาก โครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นตอการปล่อยคาร์บอนและการใช้ทรัพยากรขนาดใหญ่ที่สุดของเมือง การเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคปูนซีเมนต์ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการใช้ปูนคาร์บอนต่ำในงานก่อสร้าง ทำให้สระบุรีกำลังสร้าง “Smart City เชิงโครงสร้าง (Structural Smart City)” ที่มองความอัจฉริยะในระดับระบบ ไม่ใช่เพียงชั้นผิวของเทคโนโลยี
โครงการ “สระบุรี แซนด์บ็อกซ์” ถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของการพัฒนาพื้นที่เชิงระบบในประเทศไทย เพราะไม่ได้ตั้งต้นจากคำสั่งของรัฐบาลกลาง
หากแต่เกิดจากการจับมือกันของคนในพื้นที่ ผ่านโมเดลความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมลงมือทำอย่างเท่าเทียม โครงการนี้ใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องประมาณ 3 ปี และพิสูจน์ให้เห็นว่า “การพัฒนาจากฐานพื้นที่” สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องรอการขับเคลื่อนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
หัวใจสำคัญของสระบุรี แซนด์บ็อกซ์ คือการแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นสูง จังหวัดสระบุรีเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีการใช้พลังงานและวัตถุดิบนำเข้าจำนวนมาก โครงการนี้จึงเริ่มจากการมอง “ต้นทุนที่รั่วไหลออกนอกประเทศ” และแปลงมันให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของท้องถิ่น ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี โครงการสามารถลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ถึง 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังสามารถเปลี่ยนสินค้าทุนบางส่วนให้ผลิตหรือทดแทนได้ภายในประเทศ
นอกจากนี้ เงินลงทุนของภาคอุตสาหกรรมที่เดิมต้องไหลออกไปต่างประเทศกว่า 20,000 ล้านบาท ถูกดึงกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการจ้างงาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศ แต่ยังสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ในระยะยาว และทำให้สระบุรีกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งความโดดเด่นของสระบุรี แซนด์บ็อกซ์ คือการสร้างพลังงานทางเลือกและรายได้รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ให้ SMEs และชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทในระบบพลังงาน โครงการนำของเสียจากพืชผลทางการเกษตร (เช่น ฟางข้าว, แกลบ, ซังข้าวโพด, ชานอ้อย) ขยะจากเทศบาล และของเสียจากภาคอุตสาหกรรม มาแปรรูปเป็นพลังงานหรือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นี่คือการเปลี่ยน “ของเหลือทิ้ง” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนของอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างรายได้ใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย
ควบคู่กันนั้น ยังมีการพัฒนาโครงการ Floating Solar หรือโซลาร์ลอยน้ำ เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในพื้นที่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน โซลาร์ลอยน้ำไม่เพียงช่วยใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเดิมอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสะท้อนแนวคิดการออกแบบพลังงานที่คำนึงถึงบริบทของพื้นที่จริง ไม่ใช่การนำโมเดลสำเร็จรูปจากที่อื่นมาวางทับโดยไม่ปรับให้เหมาะสม
มิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมก็เป็นอีกเสาหลักที่โครงการให้ความสำคัญอย่างจริงจัง การฟื้นฟูป่าไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกับ ระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ สร้างรายได้และคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกัน การพัฒนากลไกคาร์บอนเครดิตยังเปิดโอกาสให้ชุมชนมีรายได้จากการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้การดูแลป่าและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระ แต่เป็น “อาชีพและโอกาสทางเศรษฐกิจ” ของคนในพื้นที่
สิ่งที่ทำให้สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ แตกต่างจากโครงการพัฒนาอื่น ๆ คือความกล้าที่จะ “ทดลอง” ในเชิงนโยบาย มีการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบบางส่วนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและลดอุปสรรคในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน การจัดการของเสีย หรือการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่ แนวทางนี้สะท้อนแนวคิด Sandbox อย่างแท้จริง คือการเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ก่อนขยายผลไปสู่ระดับประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะประสบความสำเร็จในหลายมิติ แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านกฎระเบียบของภาครัฐ หนึ่งในประเด็นใหญ่คือการที่ การที่รัฐไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเองได้ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการพลังงานในระดับพื้นที่
ปัญหานี้สะท้อนว่าระบบกฎหมายและโครงสร้างพลังงานของประเทศยังไม่เอื้อต่อการกระจายอำนาจและการจัดการพลังงานแบบพื้นที่เป็นฐานอย่างแท้จริง
สระบุรี แซนด์บ็อกซ์ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของความสำเร็จ แต่เป็น “บทเรียนเชิงนโยบาย” ที่ชี้ให้เห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของการพัฒนาแบบ PPPP โครงการนี้พิสูจน์แล้วว่าหากรัฐ เอกชน และประชาชน เชื่อใจกันและมีเป้าหมายร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถเกิดขึ้นได้จริง ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนว่าการขยายผลในระดับประเทศจำเป็นต้องมาพร้อมการปรับโครงสร้างกฎหมายและระบบราชการ เพื่อเปิดทางให้พลังของพื้นที่ได้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพในอนาคต
สรุปภาพรวม
โครงการ "สระบุรี แซนด์บ็อกซ์" ใช้โมเดลความร่วมมือแบบ Public Private People Partnership (PPPP) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากรัฐบาลกลาง โครงการนี้ใช้เวลาดำเนินการ 3 ปี และมีความสำเร็จหลายด้าน
- การลดการนำเข้าและสร้างมูลค่า:
- เปลี่ยนสินค้าทุน และลดการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศได้ 4 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 12,000 ล้านบาท
- นำเงินลงทุนที่ต้องใช้จ่ายไปต่างประเทศของภาคอุตสาหกรรม 20,000 ล้านบาท กลับมาสร้างความมั่งคั่งให้ท้องถิ่น
- การสร้างพลังงานทางเลือกและรายได้ใหม่:
- สร้างประโยชน์ให้กับ SMEs โดยการนำพืชผลทางการเกษตร ขยะจากเทศบาล และของเสียจากอุตสาหกรรม มาเปลี่ยนเป็นพลังงานหรือเงินหมุนเวียนในระบบ
- พัฒนา Floating Solar (โซลาร์ลอยน้ำ)
- การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและสังคม:
- ฟื้นฟูป่า ควบคู่ไปกับระบบท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
- สร้างคาร์บอนเครดิต และรายได้ใหม่ให้กับชุมชน
- การปฏิรูปกฎหมาย:
- มีการปฏิรูปกฎหมายบางส่วนในพื้นที่ เพื่อแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคในการดำเนินงาน


