posttoday

เดิมพันครั้งใหม่ของเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน COP30

11 พฤศจิกายน 2568

โพสทูเดย์เรียบเรียงรายละเอียดและความสำคัญของการประชุม COP30 ปีนี้ที่บราซิลว่ามีประเด็นใดที่ควรจับตา อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญ อนาคตของพลังงานสะอาด และสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการมากที่สุดบนเวทีนี้

KEY

POINTS

  • COP30 มีเดิมพันสำคัญในการกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ (New Climate Finance Goal) ที่ระดับ 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการสร้างความเชื่อมั่นและเป็นรากฐานสำคัญของการเจรจา
  • การปลดล็อกเงินทุนมหาศาลนี้เป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะทำให้ประเทศต่างๆ สามารถยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs) ให้มีความเข้มข้นพอที่จะบรรลุเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสได้
  • ความสำเร็จในการระดมทุนขึ้นอยู่กับการหาข้อตกลงในแนวทางใหม่ๆ เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมจากภาคเชื้อเพลิงฟอสซิล และกองทุนอนุรักษ์ป่าไม้ (TFFF) แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศ

“เราไม่ต้องการให้ COP เป็นเพียงนิทรรศการหรืองานแสดงสินค้าเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเชิงอุดมการณ์อีกต่อไป... เราต้องการให้มันจริงจังมาก สำหรับสิ่งต่างๆ ที่เราตัดสินใจจะนำมาปฏิบัติ”  - ลูอิส อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล

 

1.

ความสำคัญของการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล

การประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ "COP" (Conference of the Parties) ถือเป็นกลไกหลักที่ประชาคมโลกใช้ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การประชุมครั้งที่ 30 (COP30) ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล จึงไม่ได้เป็นเพียงการประชุมประจำปี แต่เป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ การที่การประชุมกลับมาจัดที่บราซิล ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของอนุสัญญาฯ ฉบับดั้งเดิมในปี 1992 ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงเดิมพันที่สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ภาพ: Press/https://cop30.br/

 

COP30 คือการประชุมสมัชชารัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN Framework Convention on Climate Change - UNFCCC) ครั้งที่ 30 ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ลงนามในปี 1992 ณ นครรีโอเดจาเนโร โดยมีเป้าหมายผูกพันให้ทั่วโลก "หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อันตราย" สำหรับการประชุมที่เบเลงครั้งนี้ วาระการเจรจาที่ซับซ้อนถูกกำหนดโดยความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ดังนี้

 

ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement): วิเคราะห์ความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปี 2015 ท่ามกลางช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างเจตจำนงทางการเมืองกับความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์

 

เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง (NDCs): ประเมินความเพียงพอของแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ ว่าจะสามารถนำโลกกลับสู่เส้นทางการจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้หรือไม่

 

การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance): คลี่คลายปมขัดแย้งที่ตกค้างมาจากการประชุมครั้งก่อน และกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ระดับล้านล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา

 

อนาคตของเชื้อเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuels): ชี้ชะตาข้อตกลงในการ "เปลี่ยนผ่าน" ที่ยังคงเปราะบาง ว่าจะสามารถแปรเปลี่ยนจากคำมั่นสัญญากลายเป็นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่

 

เดิมพันครั้งใหม่ของเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน COP30

 

การประชุมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเจรจา แต่เป็นการทดสอบเจตจำนงทางการเมืองของประชาคมโลก โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่ความท้าทายในการยกระดับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศ หรือ NDCs ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์

 

2.

หัวใจหลักของความท้าทาย การยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDCs)

เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดเอง หรือ NDCs (Nationally Determined Contributions) คือกลไกหัวใจหลักของข้อตกลงปารีสปี 2015 ที่กำหนดให้ทุกประเทศต้องเสนอแผนการลดก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงให้เข้มข้นขึ้นทุก 5 ปี การประชุม COP30 ถือเป็นเส้นตายสำคัญสำหรับวงจรรอบใหม่นี้ ซึ่งประชาคมโลกคาดหวังว่าจะได้เห็นแผนที่มีความมุ่งมั่นสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์ยิ่งทวีความเร่งด่วนขึ้นเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้พุ่งเกิน 1.5 องศาเซลเซียสมาแล้วสองปีติดต่อกัน ซึ่งแม้จะยังไม่ล้มล้างเป้าหมายระยะยาวของข้อตกลงปารีส แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

 

การประเมินผลเป้าหมาย NDCs จากอดีตถึงปัจจุบัน

เดิมพันครั้งใหม่ของเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน COP30

 

 

ภารกิจอันหนักอึ้งจึงตกอยู่กับบราซิลในฐานะประธานการประชุม COP30 ที่จะต้องสร้างเส้นทางที่ชัดเจนจากแผน NDCs ที่ไม่เพียงพอเหล่านี้ไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำโลกกลับเข้าสู่เส้นทาง 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้ ภารกิจในการยกระดับ NDCs เหล่านี้จึงไม่อาจสำเร็จได้ หากปราศจากรากฐานที่สำคัญที่สุด นั่นคือการปลดล็อกเงินทุนมหาศาลเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็น

 

3.

รากฐานทางการเงิน เดิมพันครั้งใหม่ของเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเด็นด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์มากที่สุดในการเจรจา โดยเกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศพัฒนาแล้วไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบาง วาระการประชุม COP30 ในเรื่องนี้ถูกกำหนดขึ้นจากบรรยากาศอันขมขื่นที่ตกค้างมาจากการประชุม COP29 ณ กรุงบากู ซึ่งทำให้การหาข้อตกลงใหม่เป็นเรื่องที่เดิมพันสูงอย่างยิ่ง

 

ผลลัพธ์สำคัญและเป้าหมายทางการเงินใหม่ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาที่ผ่านมาประกอบด้วย:

เป้าหมายเดิม $100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2020 ซึ่งแม้จะไม่ได้ผ่านการถกเถียงอย่างเป็นทางการ แต่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายมาตั้งแต่การประชุม COP15 และเป็นเป้าหมายที่พลาดไป

เป้าหมายใหม่ (หลัง COP29) เป้าหมายรวม $1.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ที่จะส่งไปยังประเทศกำลังพัฒนาภายในปี 2035 โดยมาจากแหล่งทุนสาธารณะและเอกชนที่หลากหลาย

คำมั่นสัญญาจากประเทศพัฒนาแล้ว ภายในเป้าหมายรวมนั้น ประเทศพัฒนาแล้วให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดหาเงินทุนโดยตรงเป็นจำนวน $300 พันล้านดอลลาร์

 

เพื่อเยียวยาความขัดแย้งและสร้างแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ประธานการประชุม COP29 และ COP30 ได้ร่วมกันจัดทำรายงาน "Baku to Belém Roadmap to 1.3T" ซึ่งบรรจุข้อเสนอแนะที่ไม่มีผลผูกพันกว่า 50 ข้อ และจะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการหารือที่ COP30 ข้อเสนอแนะบางส่วนที่น่าสนใจในการระดมทุน ได้แก่ การเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ, ผู้ที่เดินทางทางอากาศบ่อยครั้ง และภาคการขนส่ง

 

เมื่อกรอบทางการเงินถูกวางเดิมพันไว้สูงลิ่ว การเจรจาจะต้องเผชิญหน้ากับสมรภูมินโยบายที่จำเพาะเจาะจงและมีความขัดแย้งรุนแรงไม่แพ้กัน

 

ภาพ: Press/cop30.br
 

4.

สมรภูมิสำคัญและข้อริเริ่มใหม่ที่ COP30

นอกเหนือจากประเด็นหลักอย่าง NDCs และการเงินแล้ว การประชุม COP30 จะถูกตัดสินความสำเร็จจากสมรภูมิสำคัญอื่นๆ และข้อริเริ่มใหม่ๆ ที่นำโดยประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งแต่ละประเด็นล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศของโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล คำสัญญาที่เปราะบาง

ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์จากการประชุม COP28 ที่จะ "เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล" (transition away from fossil fuels - Taff) ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ แต่ก็ยังคงมีความเปราะบางสูง เนื่องจากไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจน และทันทีที่การประชุมสิ้นสุดลง กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็พยายามตีความข้อตกลงนี้ให้อ่อนลง แม้จะมีความพยายามผลักดันให้มีมติที่เข้มแข็งขึ้นใน COP29 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

 

ประธานาธิบดีบราซิลจึงต้องเผชิญกับบททดสอบทางการทูตที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ท่ามกลางจุดยืนที่ขัดแย้งกันของนานาประเทศ ทางออกที่เป็นไปได้อาจเป็นการจัดตั้งเวทีหารือระยะยาวหลายปี เพื่อพัฒนาแผนการที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน แทนที่จะพยายามหาคำตอบให้ได้ภายในสองสัปดาห์ของการประชุม

 

เดิมพันครั้งใหม่ของเงินทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน COP30

 

การปกป้องผืนป่า กองทุน Tropical Forests Forever Facility (TFFF)

โครงการเรือธงของประธานาธิบดีลูลาสำหรับ COP30 คือกองทุน "Tropical Forests Forever Facility" (TFFF) ซึ่งมีกลไกในการใช้เงินทุนเริ่มต้นจากรัฐบาลเพื่อไปต่อยอดระดมทุนจากภาคเอกชน นำมาจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ประเทศและชุมชนเพื่ออนุรักษ์ป่าไม้ที่มีอยู่เดิม แนวทางนี้เกิดขึ้นเนื่องจากทางเลือกเดิม เช่น การให้เครดิตคาร์บอนแก่ประเทศที่มีป่าไม้เพื่อนำไปขายในตลาดคาร์บอน ได้พิสูจน์แล้วว่าเต็มไปด้วยปัญหา

 

เป้าหมายเบื้องต้นคือการระดมทุน 25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างกองทุนขนาด 125 พันล้านดอลลาร์ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากเยอรมนีและนอร์เวย์ แต่โครงการก็เผชิญกับอุปสรรคเมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ และสหราชอาณาจักร ปฏิเสธที่จะให้คำมั่นด้านเงินทุนในระยะนี้

 

เสียงของชนพื้นเมือง การประเมินเชิงจริยธรรมระดับโลก (Global Ethical Stocktake)

บราซิลได้ริเริ่มแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า "การประเมินเชิงจริยธรรมระดับโลก" (Global Ethical Stocktake) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการประเมินสถานการณ์โลก (Global Stocktake) ภายใต้ข้อตกลงปารีส แต่จะมุ่งเน้นไปที่มิติทาง "ศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรม" ของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่ไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนยากจน เปราะบาง ผู้หญิง เยาวชน และชนพื้นเมือง ข้อริเริ่มนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของ มารินา ซิลวา รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของบราซิลซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสูง เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

 

ข้อริเริ่มเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบราซิลที่จะขยายขอบเขตการเจรจาให้ครอบคลุมมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของวาระต่างๆ เหล่านี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อยู่นอกห้องประชุม

 

5.

อุปสรรคทางภูมิรัฐศาสตร์และอนาคตของพหุภาคีนิยม

ความสำเร็จของการประชุม COP30 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเจรจาภายในที่ประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอก การรักษาแนวทางความร่วมมือแบบพหุภาคีในโลกที่แตกแยกมากขึ้น ถือเป็นความท้าทายที่สำคัญที่สุด

 

อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการประชุม แม้ว่าเขาจะไม่ได้เข้าร่วม แต่แนวนโยบายของเขา ซึ่งรวมถึงการยกเลิกมาตรการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน, การสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล และการประกาศว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเป็นครั้งที่สอง จะสร้างเงาทะมึนปกคลุมการเจรจาทั้งหมด

 

ในบริบทนี้ ภารกิจหลักของบราซิลในฐานะประธานคือการ "ส่งสัญญาณว่าพหุภาคีนิยมยังคงทำงานได้" เป้าหมายพื้นฐานแต่ท้าทายอย่างยิ่ง คือการสร้างความสามัคคีในระดับหนึ่งและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรงจนการประชุมล่มสลาย

 

ภายใต้แรงต้านที่ทรงพลังเหล่านี้ การประชุม COP30 จึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่จะต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อพิสูจน์ว่ากลไกความร่วมมือระดับโลกยังคงมีความหวัง

 

6.

เดิมพันของโลกที่การประชุม COP30

การประชุม COP30 ณ เมืองเบเลง คือช่วงเวลาแห่งการตัดสินอนาคต ที่ซึ่งช่องว่างระหว่างความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์ ที่เรียกร้องให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% ภายในปี 2035 เพื่อรักษาเป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียส กับความเป็นจริงทางการเมืองที่แผน NDCs ในปัจจุบันจะนำโลกไปสู่อุณหภูมิที่สูงขึ้น 2.5°C หรือมากกว่านั้นจะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้จึงเป็นทางเลือกระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวที่ชัดเจน ความสำเร็จหมายถึงการมีเส้นทางที่ชัดเจนไปสู่เป้าหมาย NDCs ที่เข้มแข็งขึ้น การได้มาซึ่งคำมั่นสัญญาทางการเงินที่มั่นคง และความก้าวหน้าในข้อริเริ่มสำคัญต่างๆ ในทางตรงกันข้าม ความล้มเหลวหมายถึงการออกจากเมืองเบเลงพร้อมกับคำสัญญาที่ว่างเปล่า และระบบพหุภาคีที่อ่อนแอลง ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกในภาวะวิกฤตไม่สามารถจะเสี่ยงได้อีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

KTC จับมือเซโฟรา เปิด “JCB Beauty Deals 2026” รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่