posttoday

จับตาไทยและโอกาสใน "เงินทุนภูมิอากาศ" โลก บนเวที COP30 ที่บราซิล

11 พฤศจิกายน 2568

ไทยจับตาเวที COP30 ที่บราซิล ผลักดัน “เงินทุนภูมิอากาศโลก” เพื่อสร้างโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนสนับสนุนการลดคาร์บอนและพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

KEY

POINTS

  • การประชุม COP30 ที่บราซิลจะมุ่งเน้นประเด็น "เงินทุนภูมิอากาศ" (Climate Finance) เป็นหัวใจสำคัญ โดยมีเป้าหมายระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
  • ประเทศไทยเตรียมใช้เวทีนี้เพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับขับเคลื่อนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ เช่น พลังงานสะอาด, EV, และเกษตรคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งแสดงศักยภาพสู่การเป็น "ศูนย์กลางการเงินสีเขียวของอาเซียน"
  • ไทยจะผลักดันให้มีการปฏิรูปกลไกการเข้าถึงเงินทุนให้ง่ายและเป็นธรรมขึ้นสำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเรียกร้องให้เพิ่มสัดส่วนเงินช่วยเหลือโดยตรง (Grants) แทนการให้กู้ยืม เพื่อแก้ปัญหาความซับซ้อนในการเข้าถึงกองทุน

การประชุม COP30 ที่เมืองเบเลง (Belém) ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทั่วโลกจับตามอง โดยเฉพาะในประเด็น “เงินทุนภูมิอากาศ” (Climate Finance) ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการเจรจาครั้งนี้ เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ต่างต้องการทรัพยากรทางการเงินเพื่อเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

 

สำหรับ COP30 ในปีนี้ บราซิลในฐานะเจ้าภาพได้ยกระดับการประชุมด้วยธีม “Climate and Nature Together” โดยชูประเด็น “เงินทุนภูมิอากาศ” (Climate Finance) เป็นหัวใจสำคัญของการเจรจา เป้าหมายคือการระดมเงินทุนราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา ขณะเดียวกัน บราซิลยังใช้โอกาสนี้เปิดตัว “Tropical Forest Forever Facility” (TFFF) กลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ผืนป่าในเขตร้อน รวมถึงป่าอเมซอน ซึ่งเป็นหัวข้อที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของไทยที่มุ่งเน้น “เศรษฐกิจสีเขียว”

 

ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มอาเซียน ได้เตรียมเข้าร่วม COP30 ด้วยท่าทีเชิงรุก โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดประชุมเตรียมความพร้อมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์เจรจา โดยเน้นการผลักดัน “กลไกการเข้าถึงเงินทุนภูมิอากาศ” ให้ประเทศกำลังพัฒนาได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ

 

สำหรับประเทศไทย “เงินทุนภูมิอากาศ” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันเป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% ภายในปี 2030 และบรรลุ Carbon Neutrality ภายในปี 2050 ตามแผนพลังงานและภูมิอากาศแห่งชาติ (NCCP) เงินทุนดังกล่าวจะถูกนำมาใช้สนับสนุนโครงการด้านพลังงานสะอาด เช่น การขยายพลังงานหมุนเวียน การปรับระบบขนส่งสาธารณะให้ใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) รวมถึงโครงการเกษตรคาร์บอนต่ำและการจัดการป่าชุมชนที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีแผนใช้เวที COP30 เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศในฐานะ “ศูนย์กลางการเงินสีเขียวของอาเซียน” โดยจะนำเสนอโมเดลการระดมทุนภาคเอกชนผ่านกลไก Green Bond และ Carbon Credit รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และธนาคารโลก เพื่อเปิดช่องทางทางการเงินสำหรับโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในระดับท้องถิ่นและเมืองอัจฉริยะ (Smart City)

 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความคาดหวังเรื่องการเพิ่มเงินทุนภูมิอากาศ ก็ยังมีความท้าทายด้านการบริหารจัดการและความโปร่งใส เพราะหลายประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนายังประสบปัญหาการเข้าถึงกองทุนเนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อนและข้อจำกัดด้านเทคนิค ไทยจึงตั้งเป้าที่จะเสนอแนวทางการปฏิรูปกลไกการเงินภูมิอากาศให้ยืดหยุ่นมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มสัดส่วนเงินสนับสนุนในรูปแบบ “เงินช่วยเหลือโดยตรง” แทนการให้กู้ยืม

 

ในภาพรวม COP30 ที่บราซิลจึงไม่ใช่แค่เวทีต่อรองเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นสมรภูมิใหม่ของ “การจัดสรรเงินทุนเพื่อโลกอนาคต” ที่จะกำหนดว่า ประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้เร็วและยั่งยืนเพียงใด หากไทยสามารถใช้โอกาสนี้เชื่อมโยงโครงการด้านพลังงานสะอาด เมืองคาร์บอนต่ำ และเกษตรยั่งยืนเข้ากับแหล่งทุนสากลได้สำเร็จ COP30 อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ผลักดันให้ไทยก้าวขึ้นสู่แนวหน้าของการขับเคลื่อนภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทศวรรษหน้า

 

ข่าวล่าสุด

KTC จับมือเซโฟรา เปิด “JCB Beauty Deals 2026” รับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่