


18+



















วาระแห่งชาติ "ปราบสแกมเมอร์" ครั้งใหญ่! 13 วัน จับกุมกว่า 7 พันคน
"นายกฯอนุทิน" นำทัพ ตร. แถลงผล "ปราบสแกมเมอร์" สกัดภัยมิจฉาชีพออนไลน์ เผยปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ 13 วัน จับกุมกว่า 7 พันคน ยึดทรัพย์ คืนเงินเหยื่อพุ่งนับร้อยล้านบาท
รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์ : "นายกฯ อนุทิน" นั่งหัวโต๊ะบัญชาการ
10 พ.ย. 2568 ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการแถลงข่าว "รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์" (United Thailand Against Scammers) หลังสั่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้เป็น "วาระแห่งชาติ" ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2568
โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วยรอง ผบ.ตร. และผู้บริหารระดับสูงของ สตช. รวมถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ปฏิบัติการกวาดล้าง 13 วัน: ผลงานสะท้านวงการสแกมเมอร์
สตช. ได้นำเสนอผลการปฏิบัติการระดมกวาดล้างครั้งล่าสุด ในห้วงระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม ถึง 8 พฤศจิกายน 2568 (รวม 13 วัน) ผลการจับกุมรวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน
- ทลายเครือข่ายองค์กรสำคัญ : จับกุม 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน
- ซิมผี-บัญชีม้า : จับกุม 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน
- อุปกรณ์ผิดกฎหมาย : ยึด SIMBOX, False base station 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน
ตามรอยเงินคืนเหยื่อ : ยอดรวมพุ่งทะลุ 300 ล้าน
ประเด็นที่น่าสนใจและสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาชนคือ "โครงการ Money Cash Back" โดยเฉพาะการติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผลพวงจากการทำงานอย่างเข้มข้นของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (War Room)
โดยในช่วง 13 วัน สามารถติดตามเงินคืนเหยื่อได้ 234 ราย จับกุมผู้ต้องหา 224 คน
- พิธีมอบเงินคืนในงาน : ผู้เสียหาย 31 ราย ได้รับเงินคืนรวม 14,604,248 บาท
- ยอดรวมตั้งแต่เริ่มโครงการ (ก.พ. 68) : สามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้แล้ว 322 ราย รวมเป็นเงินกว่า 312 ล้านบาท
ยกระดับ War Room และความร่วมมือข้ามชาติ
สตช. เปิดเผยถึงการยกระดับการปฏิบัติงานของ War Room โดยเชิญ
- ผู้ประกอบการธนาคาร
- ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์
- ปปง.
- กสทช.
และหน่วยงานอื่นมาประจำการร่วมกันทุกวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระงับความเสียหายและติดตามจับกุมคนร้ายแบบทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่เครื่องมือสำคัญเพื่อป้องกันประชาชน อาทิ แอปพลิเคชัน "Cyber Check" ที่มีผู้ใช้งานแล้วกว่า 300,000 คน และสื่อ "Cyber Vaccine" เตือนภัยรูปแบบใหม่บนเพจ "ตำรวจไซเบอร์"
ในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก อาทิ FBI, HSI, Australian Federal Police รวมถึงแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่าง LINE และ TIKTOK เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ปฏิบัติการข้ามชาติ
การแถลงข่าวในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สตช. จะเดินหน้ายกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยในสังคมออนไลน์ของประชาชนทุกคน



18+





















