
ครม.เห็นชอบกรอบเจรจาไทย ร่วมประชุมอนุสัญญามินามาตะฯ ว่าด้วยปรอท
ครม.ไฟเขียวไทยร่วมประชุม COP-6 อนุสัญญามินามาตะฯ ที่เจนีวา ย้ำบทบาทผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมโลก เดินหน้าจัดการปรอทอย่างยั่งยืนสู่เศรษฐกิจสีเขียว
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท ครั้งที่ 6 (COP-6)
- การเข้าร่วมประชุมมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันจุดยืนของไทยในการร่วมจัดการสารปรอทอย่างยั่งยืนในระดับโลก และยกระดับมาตรฐานการจัดการสารปรอทของประเทศให้ทัดเทียมสากล
- การประชุม COP-6 จะจัดขึ้นในปี 2568 ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อเป็นเวทีสำหรับประเทศภาคีในการกำหนดมาตรการและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อลดการปล่อยปรอททั่วโลก
คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (Conference of the Parties to the Minamata Convention on Mercury: COP-6) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยมีการอนุมัติกรอบการเจรจาและท่าทีของประเทศไทยสำหรับการประชุมในครั้งนี้ ตามที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศในการร่วมขับเคลื่อนการจัดการปรอทอย่างยั่งยืนในระดับโลก
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า การประชุม COP-6 ถือเป็นเวทีสำคัญของประเทศภาคีสมาชิกกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ภายใต้อนุสัญญามินามาตะฯ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบของการปล่อยปรอทและสารประกอบปรอท ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการใช้สารเคมีในกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยได้ภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้ตั้งแต่ปี 2560 และได้ดำเนินมาตรการเพื่อลดและควบคุมการใช้สารปรอทในหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง
การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการแสดงบทบาทของไทยในเวทีสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน นายสุชาติ ชมกลิ่น ในฐานะหัวหน้าทีมด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล ได้เน้นย้ำถึงการยกระดับมาตรฐานการจัดการสารปรอทของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล รวมถึงการพัฒนากลไกความร่วมมือด้านเทคนิค วิชาการ และการเงินกับประเทศภาคี เพื่อให้การจัดการสารอันตรายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ การประชุม COP-6 จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการบริหารจัดการปรอทระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดมาตรการลดการปล่อยปรอทจากภาคอุตสาหกรรม การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต การส่งเสริมการใช้วัสดุทดแทนที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างศักยภาพให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการบริหารจัดการของเสียที่มีสารปรอทอย่างถูกวิธี สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและอนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับคนไทยและโลกใบนี้
การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (Conference of the Parties to the Minamata Convention on Mercury – COP) จัดขึ้นเป็นประจำทุก 1-2 ปี นับตั้งแต่อนุสัญญามีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) โดยปัจจุบันจะจัดถึง ครั้งที่ 6 (COP-6) ในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
ภูมิหลังของอนุสัญญามินามาตะฯ
อนุสัญญามินามาตะว่าด้วยปรอท (Minamata Convention on Mercury) เป็น สนธิสัญญาระหว่างประเทศภายใต้การอุปถัมภ์ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) มีเป้าหมายเพื่อ ปกป้องสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมจากผลกระทบของปรอทและสารประกอบปรอท ซึ่งเป็นโลหะหนักที่มีความเป็นพิษสูง สามารถสะสมในร่างกายและระบบนิเวศได้
ชื่อ “มินามาตะ (Minamata)” มาจากเมืองมินามาตะในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากการปนเปื้อนปรอทในทศวรรษ 1950 เมื่อโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยของเสียที่มีปรอทลงสู่ทะเล ทำให้ประชาชนและสัตว์น้ำได้รับสารพิษ จนเกิดโรค “Minamata Disease” ที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากพิการหรือเสียชีวิต เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้ระดับโลกเรื่องพิษภัยของปรอท
ลำดับการประชุม COP ที่ผ่านมา
COP-1 (พ.ศ. 2560) – นครเจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์: การประชุมครั้งแรกหลังอนุสัญญามีผลบังคับใช้ เน้นสร้างกรอบการดำเนินงานและระบบติดตาม
COP-2 (พ.ศ. 2561) – เมืองเจนีวา: พิจารณาข้อเสนอเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยปรอทจากภาคอุตสาหกรรม
COP-3 (พ.ศ. 2562) – เมืองเจนีวา: ขยายขอบเขตการควบคุมสินค้าและของเสียที่มีปรอท รวมถึงการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา
COP-4 (พ.ศ. 2565) – เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย: ประชุมแบบผสมผสาน (Hybrid) เน้นประเด็นการยกเลิกผลิตภัณฑ์ที่มีปรอท เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิและหลอดไฟ
COP-5 (พ.ศ. 2566) – เมืองเจนีวา: มุ่งเน้นการประเมินผลการดำเนินงานของภาคีและวางแนวทางขับเคลื่อน “เศรษฐกิจปลอดปรอท (Mercury-Free Economy)”
COP-6 (พ.ศ. 2568) – จะจัดขึ้นที่เจนีวาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาแนวทางการลดการปล่อยปรอททั่วโลก การสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนา และการเชื่อมโยงกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจหมุนเวียน
บทบาทของประเทศไทย
ประเทศไทยได้ภาคยานุวัติอนุสัญญามินามาตะฯ เมื่อปี พ.ศ. 2560 และดำเนินนโยบายควบคุมการใช้และปล่อยปรอทในหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และภาคสาธารณสุข การเข้าร่วมประชุม COP-6 จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับเป้าหมายสากล และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน







