ลาวเตรียมยุติการจ่ายไฟให้เหมืองขุดคริปโตภายในต้นปี 2569
สปป.ลาวเตรียมยุติการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ผู้ประกอบการเหมืองคริปโตภายในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อนำพลังงานไฟฟ้าไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า
KEY
POINTS
- รัฐบาลลาวมีแผนจะยุติการจ่ายไฟฟ้าให้กับเหมืองขุดคริปโตทั้งหมดภายในต้นปี พ.ศ. 2569
- เพื่อจัดสรรพลังงานไฟฟ้าไปให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่า เช่น ศูนย์ข้อมูล AI และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
- รัฐบาลมองว่าเหมืองคริปโตสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและตำแหน่งงานได้น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมและภาคพาณิชย์
นายจันทบูน สุขาลุน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานของลาว เปิดเผยต่อสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่าภายหลังจากที่รัฐบาลลาวได้เปลี่ยนนโยบายในปี 2564 ทำให้มีผู้ประกอบการเหมืองคริปโตหลั่งไหลเข้ามาลงทุนจำนวนมาก โดยอาศัยจุดแข็งด้านพลังงานสะอาดที่มีราคาถูก แต่ขณะนี้รัฐบาลลาวต้องการจัดสรรพลังงานไปให้กับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น ศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI), การถลุงโลหะ และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า
“เหมืองคริปโตไม่ได้สร้างมูลค่าเท่ากับการส่งไฟฟ้าให้กับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคพาณิชย์ และยังไม่ได้สร้างงานจำนวนมากหรือมีห่วงโซ่อุปทานที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ” นายจันทบูนกล่าว พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเหมืองคริปโตใช้ไฟฟ้าราว 150 เมกะวัตต์ ลดลงจากจุดสูงสุดที่ 500 เมกะวัตต์ในช่วงปี 2564–2565
ทั้งนี้ รัฐบาลลาวเคยมีแผนจะยุติการจ่ายไฟให้แก่เหมืองคริปโตภายในปีนี้ แต่เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่สูง ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้น จึงทำให้รัฐบาลยังคงดำเนินการจ่ายไฟเพื่อส่งออกไปยังประเทศไทยและเวียดนามได้มากขึ้น
ลาวซึ่งมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะ “แบตเตอรี่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” จากศักยภาพในการส่งออกพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ กำลังพิจารณาเพิ่มกำลังการส่งออกไฟฟ้าแบบทวิภาคีกับเวียดนามจากระดับ 8,000 เมกะวัตต์ในปัจจุบัน
ข้อพิพาทด้านพลังงานกับจีน และการส่งออกไฟฟ้าสู่สิงคโปร์
นายจันทบูนยังกล่าวถึงข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีน Power Construction Corp of China กับบริษัทไฟฟ้าของรัฐลาว (Electricite du Laos หรือ EDL) โดยบริษัทจีนได้ยื่นคำร้องอนุญาโตตุลาการ เรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 555 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำมูลค่า 2.73 พันล้านดอลลาร์ โดยอ้างถึงการค้างชำระภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า
“การยื่นฟ้องเป็นสิทธิ์ตามที่ระบุในสัญญา เราจำเป็นต้องดำเนินกระบวนการตามกฎหมายต่อไปจนกว่าจะแล้วเสร็จ หรือจนกว่าผู้ยื่นฟ้องจะถอนคำร้อง” นายจันทบูนกล่าว พร้อมระบุว่าหนี้ที่เกิดขึ้นมาจากความคลาดเคลื่อนระหว่างการคาดการณ์กับความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง
สำหรับการส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศสิงคโปร์ผ่านเส้นทางส่งไฟฟ้าลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ (LTMS Power Integration Project) ซึ่งเคยถูกระงับเนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้สรุปเงื่อนไขการต่ออายุข้อตกลงนั้น นายจันทบูนกล่าวว่า “การส่งออกจะกลับมาดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประเทศลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้ออกแถลงการณ์ร่วม แสดงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าในความร่วมมือด้านการค้าพลังงานไฟฟ้าข้ามพรมแดนแบบพหุภาคีต่อไป แต่ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการกลับมาส่งออกอีกครั้ง


