posttoday

ชีวิตใต้เงา "เซลลาฟิลด์" เมืองชายฝั่งทะเลอังกฤษที่ขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์

08 ตุลาคม 2568

เมืองไวท์เฮเวน ในประเทศอังกฤษ อยู่ใต้เงาเซลลาฟิลด์ ศูนย์กลางพลังงานนิวเคลียร์ยักษ์ใหญ่ที่มอบทั้งความมั่นคงและพันธนาการ คนรุ่นใหม่จึงต้องเลือกระหว่างอยู่ใต้เงาหรือเดินออกมา

KEY

POINTS

  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซลลาฟิลด์เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนเมืองไวท์เฮเวน ประเทศอังกฤษ โดยเป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดและลงทุนในโครงการพัฒนาชุมชนทำให้เมืองรอดพ้นจากภาวะซบเซา
  • อิทธิพลที่ครอบงำของเซลลาฟิลด์สร้างกรอบความคิดที่จำกัดอนาคตของคนรุ่นใหม่ ทำให้รู้สึกว่ามีทางเลือกอาชีพเพียงสายเดียวคือ "สายนิวเคลียร์" และส่งผลให้ระบบการศึกษาเน้นหนักด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์จนละเลยสาขาอื่น
  • คนหนุ่มสาวในเมืองต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการเข้าทำงานในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เพื่อความมั่นคง หรือต้องย้ายออกจากเมืองเพื่อไล่ตามความฝันในเส้นทางอื่น ซึ่งสะท้อนถึงการแลกความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับความหลากหลายทางอนาคต

พรหรือคำสาปสำหรับคนรุ่นใหม่แห่งไวท์เฮเวน

แม้สายฝนจะโปรยปรายในบ่ายวันพฤหัสบดี แต่บรรยากาศริมทะเลของเมืองไวท์เฮเวน (Whitehaven) ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษกลับคึกคักมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ร้านรวงขายอาหารหลากสีสันเริ่มตั้งแผงเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาล "Harbour Fest" ที่จะมาถึงในวันเสาร์ นี่คือภาพที่ไม่คุ้นตานักสำหรับเมืองที่คนหนุ่มสาวมักจะมุ่งหน้าไปยังชายหาดเซนต์บีส์ (Saint Bees) ที่งดงามกว่า หรืออุทยานแห่งชาติเลกดิสตริกต์ (Lake District) ที่อยู่ใกล้เคียงหากต้องการพักผ่อนหย่อนใจ

 

ท่ามกลางฉากหลังของเมืองชายฝั่งแห่งนี้คือความจริงที่ซับซ้อนยิ่งกว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เซลลาฟิลด์ (Sellafield) ซึ่งเป็นศูนย์พลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ได้หยั่งรากลึกลงในทุกมิติของชีวิตที่นี่ มันคือเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนเมืองไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเงาทรงพลังที่จำกัดขอบฟ้าทางเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ อิทธิพลของมันฝังแน่นในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ดังที่เลซีย์ ริตสัน (Lacey Ritson) วัย 18 ปี เล่าว่า "บางครั้งเราจะนั่งริมแม่น้ำแล้วมองผู้คน พลางเดากันว่าใครทำงานที่เซลลาฟิลด์ แบบว่า ‘คันนั้นรถสวย ต้องมาจากเซลลาฟิลด์แน่ๆ’" เรื่องราวของไวท์เฮเวนจึงเป็นการสำรวจความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างพรทางเศรษฐกิจกับคำสาปแห่งทางเลือกที่ตีบตัน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ของที่นี่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

 

ภาพ "เซลลาฟิลด์" ในเมืองชายฝั่งทะเล ไวท์เฮเวน (Whitehaven) ทางชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ

 

“เซลลาฟิลด์” ยักษ์ใหญ่ที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้

เซลลาฟิลด์ไม่ได้เป็นเพียงนายจ้างรายใหญ่ แต่เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งในไวท์เฮเวน ในฐานะหัวใจของ "ชายฝั่งนิวเคลียร์" (nuclear coast) ของอังกฤษ สถานะของมันจึงกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ สังคม และแม้กระทั่งวัฒนธรรมของเมืองนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แม้จะหยุดผลิตพลังงานไปตั้งแต่ปี 2003 แต่ภารกิจการรื้อถอนที่ยาวนานกว่าศตวรรษก็ทำให้มันยังคงเป็นแกนกลางของชีวิตผู้คนต่อไป

 

แม้สถานะปัจจุบันของเซลลาฟิลด์จะมีการหยุดผลิตพลังงานอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่ปี 2003 และปัจจุบันอยู่ในกระบวนการรื้อถอน ที่คาดว่าจะดำเนินไปจนถึงอย่างน้อยปี 2125 หรือใช้เวลารื้อถอนนานกว่า 100 ปี!

 

และปัจจุบันเซลลาฟิลด์ก็ยังมีจำนวนการจ้างงานอยู่ที่ประมาณ 60,000 ตำแหน่ง (ทั้งทางตรงและในห่วงโซ่อุปทาน) โดยมีสัดส่วนพนักงานท้องถิ่น มากกว่า 80% ของพนักงานมาจากมณฑลคัมเบรีย (Cumbria)

 

อิทธิพลของเซลลาฟิลด์ได้แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดเป็นศัพท์สแลงเฉพาะกลุ่มที่เยาวชนใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น "Sellafield traffic" ที่หมายถึงปัญหารถติดอย่างหนักบนถนนโดยรอบในช่วงเวลาเลิกงาน หรือ "Sellafield payday" ซึ่งเป็นคำที่คนในธุรกิจร้านอาหารใช้เรียกช่วงสุดสัปดาห์ที่ร้านจะยุ่งเป็นพิเศษ การพูดคุยถึง "การเข้าทำงานในสายนิวเคลียร์" กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับวัยรุ่นที่นี่ อิทธิพลที่แผ่ซ่านไปทุกอณูนี้เองที่กลายเป็นเหรียญสองด้านอันคมกริบ ด้านหนึ่งคือหลักประกันอนาคต แต่อีกด้านคือพันธนาการที่มองไม่เห็นซึ่งผูกมัดความฝันของคนหนุ่มสาวไว้กับเส้นทางเดียว

 

ภาพจากเฟซบุ้ก SellafieldLtd

 

เหรียญสองด้าน เส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจปะทะขอบฟ้าที่จำกัด

ผลกระทบจากเซลลาฟิลด์มีลักษณะสองขั้วที่ชัดเจน ด้านหนึ่งมันคือผู้ค้ำจุนเศรษฐกิจและผู้อุปถัมภ์ชุมชนที่ช่วยให้ไวท์เฮเวนรอดพ้นจากภาวะซบเซาที่เมืองชายฝั่งอื่นๆ ต้องเผชิญ แต่อีกด้านหนึ่ง มันกลับสร้างกรอบความคิดที่จำกัดอนาคตของเยาวชนจำนวนมากไว้กับเส้นทางอาชีพเพียงไม่กี่สายพันธุ์

 

เครื่องยนต์เศรษฐกิจและผู้อุปถัมภ์ชุมชน

ในเชิงบวก เซลลาฟิลด์เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ม้นให้ทั้ง

  • เส้นทางอาชีพที่มั่นคง: หลักสูตรฝึกงาน (apprenticeships) ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นที่ต้องการอย่างสูง โดยให้ผลตอบแทนที่น่าดึงดูดใจถึงประมาณ 30,000 ปอนด์ต่อปี
  • การลงทุนในชุมชน: ในแต่ละปี Sellafield Ltd, บริษัทในห่วงโซ่อุปทาน และหน่วยงานกำกับการรื้อถอนนิวเคลียร์ (Nuclear Decommissioning Authority - NDA) ได้อัดฉีดเงินทุนหลายล้านปอนด์เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาท้องถิ่น
  • โครงการที่เป็นรูปธรรม: เงินทุนเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาสถานีขนส่งเก่า, สร้างศูนย์ดิจิทัลและเกมแห่งใหม่, โครงการทำความสะอาดแม่น้ำในท้องถิ่น และการสนับสนุนเวทีหลักในงาน Pride ของเมืองโดยบริษัทวิศวกรรมอย่าง Mott MacDonald

 

เลซีย์ ริตสัน ยืนยันถึงข้อดีนี้ว่า "ฉันว่าที่นี่คุณจะได้รับความช่วยเหลือมากกว่าเมืองชายฝั่งอื่นๆ เพียงเพราะมีเซลลาฟิลด์และบริษัทที่เป็นคู่ค้าของพวกเขา" ขณะที่ เอ็มมา วิลเลียมสัน (Emma Williamson) รองหัวหน้าสภาท้องถิ่นคัมเบอร์แลนด์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เมืองนี้จะพังทลายลงหากไม่มีเซลลาฟิลด์"

 

"ถ้าไม่มีเซลลาฟิลด์ ก็ไม่มีอะไรเลย" เมื่อความคิดสร้างสรรค์และผู้ด้อยโอกาสถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับเยาวชนที่ไม่ได้มุ่งหน้าสู่สายอาชีพนิวเคลียร์ อิทธิพลของเซลลาฟิลด์กลับสร้างความรู้สึกตีบตัน ดังที่ โคล แมคอะวอย (Cole McAvoy) วัย 15 ปี กล่าวว่า "มันทำให้คุณรู้สึกว่ามีแค่เซลลาฟิลด์หรือไม่ก็ไม่มีอะไรเลย"

 

ภาพ wikipedia

 

แรงกดดันนี้สะท้อนชัดเจนในระบบการศึกษา ซึ่งสะท้อนถึงการจัดลำดับความสำคัญทางเศรษฐกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อห้องเรียน งานแนะแนวอาชีพในโรงเรียนกว่า 99% มาจากเซลลาฟิลด์ นักเรียนถูกผลักดันให้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครันและมีกิจกรรมทัศนศึกษามากมาย

 

ในทางกลับกัน สาขาศิลปะกลับถูกละเลย ห้องเรียนมีขนาดเล็ก และทั้งครูและนักเรียนต้องนำอุปกรณ์มาใช้กันเอง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาครูลาออกไปทำงานในภาคนิวเคลียร์ที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ นี่คือระบบนิเวศทางการศึกษาที่ถูกปรับแต่งโดยไม่รู้ตัวเพื่อป้อนบุคลากรให้กับอุตสาหกรรมเดียว ซึ่งบีบให้ความคิดสร้างสรรค์แขนงอื่นต้องเหี่ยวเฉาไปเพราะขาดทั้งทรัพยากรและแรงสนับสนุน

 

สำหรับกลุ่มเยาวชนที่เปราะบางที่สุด เซลลาฟิลด์ดูเหมือนจะเป็นโลกที่อยู่ห่างไกลออกไป เจมส์ (James) วัย 19 ปี และ เมสัน (Mason) วัย 17 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวสำหรับเยาวชน กำลังดิ้นรนกับปัญหาพื้นฐานในชีวิต เจมส์พยายามหางานก่อสร้างมาหลายเดือนเพื่อเลี้ยงดูคู่รักและลูกชายวัยสองขวบ ส่วนเมสันไม่สามารถหาเงินค่ารถไฟไปเมืองคาร์ไลล์ (Carlisle) เพื่อซื้ออุปกรณ์ศิลปะสำหรับเรียนต่อวิทยาลัยได้

 

"เรื่องนิวเคลียร์ไม่ใช่เรื่องของเราเลย" เมสันกล่าว "เราแค่คิดว่าจะหาเงินมาซื้อของที่จำเป็นได้อย่างไร" ประสบการณ์ที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า "พร" จากเซลลาฟิลด์นั้นไม่ได้กระจายไปถึงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

 

ความท้าทายเชิงระบบและการตอบสนองจากภาครัฐ

ปัญหาที่เยาวชนในไวท์เฮเวนต้องเผชิญไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่า ซึ่งเมืองชายฝั่งที่ห่างไกลหลายแห่งต้องเผชิญเช่นกัน ซูซานน์ วิลสัน (Suzanne Wilson) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแลงคาเชียร์ ชี้ให้เห็นว่า "เราอยู่ค่อนข้างห่างไกล และระบบขนส่งสาธารณะก็ไม่น่าเชื่อถือ" ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่มันคืออุปสรรคที่เป็นรูปธรรมที่ขวางกั้นอนาคตของเมสัน ผู้ซึ่งไม่สามารถหาเงินค่ารถไฟไปซื้ออุปกรณ์ศิลปะที่จำเป็นได้

 

หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้และได้เริ่มดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา

  1. สภาท้องถิ่น: เอ็มมา วิลเลียมสัน ยอมรับว่าแม้เซลลาฟิลด์จะสร้างโอกาสมากมาย แต่ก็ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้อง "ดูแลเยาวชนของเราทุกคนและสร้างความมั่นใจว่ามีที่สำหรับงานและโอกาสทุกประเภท" ไม่ใช่แค่ในสายนิวเคลียร์เท่านั้น
  2. รัฐบาล: ได้มีการประกาศโครงการ "Pride in Place" ซึ่งจะลงทุน 20 ล้านปอนด์ในอีกสิบปีข้างหน้าในพื้นที่เซาท์ไวท์เฮเวน ผลสำรวจเบื้องต้นจากคนในพื้นที่ชี้ให้เห็นถึงความต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกและโอกาสสำหรับเยาวชนที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
  3. หน่วยงานนิวเคลียร์ (NDA): เจมี่ รีด (Jamie Reed) ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคมของ NDA ระบุในแถลงการณ์ว่า นอกจากการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) แล้ว ทางหน่วยงานยังให้ทุนสนับสนุนโครงการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพจิต ความยากจน และส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคม

 

แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่าย แต่คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ มาตรการเหล่านี้จะเพียงพอที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและหลากหลายให้กับอนาคตของคนรุ่นใหม่ในไวท์เฮเวนได้หรือไม่

 

ทางแยกของคนรุ่นใหม่ จะอยู่หรือจะไป?

ภายใต้อิทธิพลของเซลลาฟิลด์ คนหนุ่มสาวในไวท์เฮเวนต้องเผชิญกับทางเลือกในชีวิตที่ชัดเจน คือการเดินตามเส้นทางที่ปูไว้ให้ในอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ หรือเลือกที่จะเดินออกจากเงาของมันเพื่อไปแสวงหาอนาคตที่อื่น

 

เรื่องราวของเลซีย์ ริตสัน สะท้อนถึงทางแยกนี้ได้อย่างดี เธอเข้าเรียนที่ Energy Coast University Technical College ซึ่งเป็นวิทยาลัยเทคนิคที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับการรื้อถอนนิวเคลียร์ (NDA) และได้รับการลงทุนอย่างหนักจากบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อย่าง Morgan Sindall ทำให้เส้นทางอาชีพในสายนิวเคลียร์ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนสำหรับเธอ แต่สุดท้ายเธอกลับตัดสินใจเลือกที่จะไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสาขาสถาปัตยกรรมที่เมืองนิวคาสเซิล "ฉันไม่อยากทำงานที่นั่นเพียงเพราะคนอื่นทำกันเยอะ" เธออธิบาย การตัดสินใจของเธอทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในนักเรียนเพียงสองคนในรุ่นที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ในขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่เลือกสมัครเข้าหลักสูตรฝึกงานด้านนิวเคลียร์

 

ปรากฏการณ์นี้เผยให้เห็นความย้อนแย้งใจกลางไวท์เฮเวน แม้เซลลาฟิลด์จะเป็นศูนย์กลางของชีวิตและเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ มันยังคงเป็นเหมือนป้อมปราการที่ลึกลับและเข้าไม่ถึง ดังตัวอย่างของนักศึกษาฝึกงานคนหนึ่งที่ทำงานให้กับผู้รับเหมาในพื้นที่ของเซลลาฟิลด์ ซึ่งต้องขอถอนคำให้สัมภาษณ์เนื่องจากเหตุผลด้านการรักษาความลับของนายจ้าง กำแพงแห่งการรักษาความลับได้สร้างระยะห่างทางความรู้สึกระหว่างโรงไฟฟ้ากับชุมชนที่มันหล่อเลี้ยง

 

การตัดสินใจส่วนบุคคลของเลซีย์ในการเลือกเส้นทางที่แตกต่าง จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของเด็กสาวคนหนึ่ง แต่เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายที่ใหญ่กว่า ซึ่งคนรุ่นใหม่ของไวท์เฮเวนกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือการค้นหาตัวตนและอนาคตของตัวเองภายใต้ร่มเงาของยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมนิวเคลียร์

 

ชีวิตใต้เงา "เซลลาฟิลด์" เมืองชายฝั่งทะเลอังกฤษที่ขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์

 

บทสรุปการเติบโตภายใต้เงาที่ทรงพลัง

ความสัมพันธ์ระหว่างไวท์เฮเวนและเซลลาฟิลด์คือความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยที่ซับซ้อน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ได้ช่วยให้เมืองรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เมืองชายฝั่งอื่นๆ จำนวนมากต้องเผชิญ สร้างงานที่มั่นคง และอัดฉีดเงินทุนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ความมั่นคงนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่มองไม่เห็น มันได้สร้างเงาขนาดใหญ่ที่บดบังเส้นทางชีวิตอื่นๆ ที่เป็นไปได้สำหรับคนรุ่นใหม่ วัฒนธรรมที่หมุนรอบอุตสาหกรรมเดียวได้สร้างแรงกดดันที่ทำให้ทางเลือกนอกเหนือจาก "สายนิวเคลียร์" ดูเลือนลางและเข้าถึงได้ยากสำหรับหลายคน ท้ายที่สุดแล้ว เงาของเซลลาฟิลด์อาจไม่ใช่คำสาปที่เลวร้าย แต่เป็นพรที่มาพร้อมกับต้นทุนอันหนักอึ้ง: การแลกความมั่นคงทางเศรษฐกิจกับความหลากหลายทางอนาคตของคนทั้งรุ่น

 

ขณะที่เลซีย์กำลังเก็บข้าวของเพื่อย้ายไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เธอมองย้อนกลับไปและสรุปความรู้สึกของคนรุ่นเธอได้อย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง "ฉันไม่เคยคิดถึงผลกระทบของเซลลาฟิลด์มาก่อนเลย เพราะมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการเติบโตในไวท์เฮเวน" คำพูดนี้ทิ้งท้ายให้เราได้ขบคิดถึงสภาวะที่ดูเหมือนเป็นปกติ แต่กลับแฝงไปด้วยความซับซ้อนของการเติบโตขึ้นมาในเมืองที่อนาคตถูกกำหนดโดยพลังที่ยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียว

 

 

ที่มา: The Guardian / ภาพ: https://www.facebook.com/SellafieldLtd

‘It’s Sellafield or nothing’: what life is like growing up in the shadow of Europe’s oldest nuclear site

ข่าวล่าสุด

ดร.ณัฏฐ์ชี้จุดตาย 44 อดีต สส. ก้าวไกลดื้อแก้ 112 แม้สภาทักท้วงแล้ว