
เตรียมเฮ รอปรับโฉมรถเมล์เก่า 1,520 คัน สู่รถโดยสารไฟฟ้าเต็มรูปแบบปี 2570
ขสมก. เดินหน้าปรับรถเมล์เก่าอายุเกิน 30 ปี รวม 1,520 คัน เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายในปี 2570 ลดมลพิษ ยกระดับบริการคนเมือง
KEY
POINTS
- ขสมก. มีแผนจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถเมล์ดีเซลเก่าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน
- โครงการตั้งเป้าหมายจะส่งมอบรถเมล์ไฟฟ้าใหม่ครบทั้งหมดภายในปี 2570 โดยจะเริ่มทยอยให้บริการตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป
- การปรับเปลี่ยนเป็นรถเมล์ไฟฟ้ามีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ ลดปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง และสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รถเมล์ไทยก้าวสู่ยุคใหม่ ขสมก. เตรียมปรับรถโดยสารธรรมดา 1,520 คัน เป็น EV ภายในปี 2570
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในงานวันคล้ายวันสถาปนาองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ครบรอบ 49 ปี พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สำคัญสู่การปฏิรูปการเดินรถโดยสารสาธารณะครั้งใหญ่ของประเทศ
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รถเมล์ ขสมก. เป็น “ฟันเฟืองหลัก” ของการเดินทางในชีวิตประจำวันของประชาชน แม้จะเป็นระบบที่ช่วยเชื่อมโยงเมืองและย่านต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารถเมล์จำนวนมากมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 30 ปี สภาพเก่าและล้าสมัย จนกลายเป็นภาพจำที่ทั้งผู้โดยสารและคนเมืองคุ้นตา — ไม่ว่าจะเป็นเสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังสนั่น ควันดำที่ปล่อยสู่ท้องถนน ไปจนถึงสภาพเบาะและตัวถังที่สะท้อนยุคสมัยเก่า รถเมล์เหล่านี้คือสัญลักษณ์ของความทรงจำ แต่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่ ขสมก. ต้องเร่งแก้ไข
เพื่อตอบโจทย์ “เมืองอนาคต” กระทรวงคมนาคมจึงตั้งเป้าชัดเจนในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่เชื่อมโยงทุกมิติ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เรือ และรูปแบบการเดินทางอื่น ๆ แบบไร้รอยต่อ ขสมก. จะเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ปี 2568 ขสมก. ได้เดินหน้าโครงการจัดหารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน วงเงินกว่า 15,000 ล้านบาท โดยจะเปิดประมูลภายในเดือนตุลาคม และคาดว่าจะเริ่มทยอยนำรถใหม่มาให้บริการตั้งแต่กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยตั้งเป้าหมายส่งมอบครบทั้งหมดภายในปี 2570 เพื่อทดแทนรถเมล์ดีเซลเก่าที่ใช้งานมานานเกิน 30 ปี
รถเมล์ไฟฟ้าเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับคุณภาพการบริการและความสะดวกสบายของผู้โดยสาร แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดมลพิษทางอากาศ สร้างมาตรฐานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสะท้อนถึงความตั้งใจของไทยในการก้าวสู่ระบบขนส่งสาธารณะยุคใหม่ที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ ขสมก. ยังได้ยกระดับด้านการจัดการเดินรถผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบติดตามรถ (GPS) การชำระค่าโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นายพิพัฒน์ได้ชื่นชมบุคลากร ขสมก. ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจตลอดหลายปี เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันโลก และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแก่ประชาชน
การเปลี่ยนผ่านจาก “รถเมล์ยุคเก่า” สู่ “รถเมล์พลังงานไฟฟ้า” จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนยานพาหนะ แต่เป็นก้าวสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะไทย ที่สะท้อนความหวังใหม่ของเมืองและผู้คนบนท้องถนน







