
สำรวจโครงการ กฟผ. นำพลังงานสะอาด หนุนธุรกิจไทย สู่เป้าหมาย Net Zero
สำรวจบทบาทของ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593
ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานระดับโลกที่มุ่งสู่การลดการปล่อยคาร์บอน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้แสดงบทบาทอย่างชัดเจนในฐานะหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2608 ผ่านแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าแห่งชาติฉบับใหม่ หรือ PDP 2024
จากเป้าหมายสู่การปฏิบัติ กฟผ. กับพันธกิจพลังงานสีเขียว
ภายใต้เวทีสัมมนาใหญ่ “Road to Net Zero 2025: Thailand Green Action” ดร.ณัฐจารีย์ ศรีเพ็ชร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังงานของ กฟผ. ได้ฉายภาพยุทธศาสตร์สำคัญที่ กฟผ. ดำเนินการเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานระบบพลังงานที่ยั่งยืน โดยมีจุดเน้นสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
- ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ยังคงเป็นภารกิจหลักของ กฟผ. ที่ต้องสร้างความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าของประเทศ
- การควบคุมต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เป้าหมายสำคัญคือควบคุมค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
- การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยในแผน PDP 2024 มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 51% ของทั้งระบบ และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเหลือเพียง 7% ภายในปี 2580
โครงการสำคัญ แผนพัฒนาที่เชื่อมโยงพลังงานกับความยั่งยืน
กฟผ. กำลังดำเนินแผนโครงการพลังงานสะอาดในหลายมิติ ซึ่งล้วนสะท้อนถึงการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวอย่างเป็นระบบ ได้แก่
- โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำ (Floating Solar Hybrid) เช่น เขื่อนสิรินธร และเขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีกำลังการผลิตรวมกว่า 69 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าขยายการดำเนินการให้ครบ 10 เขื่อนทั่วประเทศในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งที่มีอยู่แล้ว
- โรงไฟฟ้าแบบสูบกลับ (Pumped Storage) เพิ่มความสามารถในการจัดการพลังงานหมุนเวียนในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง
- การศึกษาและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังมีความท้าทายในแง่ของการสื่อสารสาธารณะและการหาพื้นที่ดำเนินโครงการ
- การพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน เตรียมรองรับการผสมผสานไฮโดรเจนในระบบผลิตไฟฟ้าในอนาคต
ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้ารองรับพลังงานหมุนเวียน
แม้การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนจะเป็นทิศทางที่ชัดเจน แต่ก็ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอนของแหล่งพลังงาน เช่น โซลาร์ที่ผลิตได้ลดลงในช่วงที่มีฝนตกหรือเมฆมาก ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ กฟผ. ต้องจัดการอย่างจริงจัง จึงเป็นที่มาของแนวคิด Grid Modernization หรือการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น คล่องตัว และสามารถปรับตัวตามลักษณะของพลังงานหมุนเวียนได้
โครงการสำคัญในเรื่องนี้ ได้แก่
ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REFC) ใช้เทคโนโลยีพยากรณ์ล่วงหน้าเพื่อวางแผนการจ่ายไฟ
ศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (DRCC) ช่วยบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลา
ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) อยู่ระหว่างการศึกษาและติดตั้งเพิ่มเติมในหลายพื้นที่
บทบาทใหม่ของ กฟผ. ในฐานะผู้ให้บริการพลังงานสีเขียว
กฟผ. ยังรับบทบาทใหม่ในการให้บริการพลังงานสีเขียวผ่านกลไกตลาด เช่น ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถพิสูจน์แหล่งพลังงานสะอาดในการดำเนินธุรกิจ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (EV ก็เป็นส่วนหนึ่งในระบบในทั้งตัวสถานีชาร์จ รวมทั้งการพัฒนาในเรื่องของอีบัค และมีการสลับสถานีแบตเตอรี่)
Utility Green Tariff (UGT) แบ่งเป็น 2 รูปแบบ
- UGT1 ให้ลูกค้าเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังน้ำ 7 เขื่อนของ กฟผ. พร้อมใบรับรอง
- UGT2 ลูกค้าเลือกใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์หรือวินด์ฟาร์มที่เซ็นสัญญาไว้แล้วกับ กฟผ. โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาค่าบริการ
ทั้งนี้ กลไก UGT ถือเป็นช่องทางสำคัญในการส่งเสริม “ลูกค้าสีเขียว” ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม การผลิต และบริการ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการสร้างจุดขายด้าน ESG
โครงข่ายเปิดให้บุคคลที่สาม (TPA Code) ทางเลือกใหม่ของดาต้าเซ็นเตอร์
กฟผ. ยังดำเนินนโยบายตามมติ กพช. ที่เปิดให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าของรัฐได้ ภายใต้หลักการ Third Party Access (TPA) โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการแหล่งพลังงานที่สะอาด โดยมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 2,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการแข่งขันในภาคพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้าของประเทศ
ความยั่งยืนที่เชื่อมโยงผู้บริโภคถึงระดับโครงสร้าง
อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ กฟผ. สานต่อมาอย่างต่อเนื่องคือ โครงการฉลากเบอร์ 5 ซึ่งเป็นการผลักดันอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน เช่นเดียวกับโครงการ “โรงเรียนสีเขียว” และ “อาคารเบอร์ 5” ที่มุ่งสร้างจิตสำนึกด้านพลังงานตั้งแต่ระดับครัวเรือนถึงสถาบันองค์กร
บทสรุป พลังงานสะอาด = ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ
ในโลกยุคใหม่ที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยเริ่มมีนโยบายคาร์บอนบอร์เดอร์ (CBAM) หรือการจัดเก็บภาษีจากคาร์บอนที่ปล่อยในการผลิตสินค้า ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดจึงกลายเป็น “แต้มต่อ” ที่สำคัญของภาคธุรกิจ กฟผ. จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้าอีกต่อไป แต่เป็น “ผู้ออกแบบโครงสร้างพลังงานสะอาดแห่งอนาคต” ของไทยอย่างแท้จริง
ด้วยวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ที่ก้าวล้ำ การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทันสมัย และการขยายบทบาทการให้บริการสู่ระบบพลังงานสีเขียวแบบครบวงจร กฟผ. กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนความยั่งยืนของประเทศไทย และเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้กับภาคธุรกิจไทยในการแข่งขันบนเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว







