posttoday
สงครามอิสราเอล-กาซา 15 เดือน ปล่อยคาร์บอนหนัก เทียบเท่า 84 โรงไฟฟ้า

สงครามอิสราเอล-กาซา 15 เดือน ปล่อยคาร์บอนหนัก เทียบเท่า 84 โรงไฟฟ้า

20 มิถุนายน 2568

สงครามในโลกยุคใหม่ไม่ได้ฆ่าเพียงชีวิตผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็น “ผู้ร้ายเงียบ” ที่เร่งวิกฤตโลกร้อนอย่างรุนแรงเกินกว่าจะจินตนาการได้ ชวนสำรวจ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของสงคราม”

ในขณะที่สายตาโลกจับจ้องไปยังความรุนแรงในฉนวนกาซา ระหว่างกองทัพอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งกลับเผยให้เห็นมิติที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด นั่นคือ “ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมของสงคราม” โดยเฉพาะปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สงครามปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมหาศาล

 

งานวิจัยที่เผยแพร่โดย Social Science Research Network เป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลต่าง ๆ และธุรกิจรับผิดชอบต่อต้นทุนด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมจากสงครามและการยึดครอง รวมถึงผลกระทบระยะยาวต่อแหล่งที่ดิน อาหาร และน้ำ ตลอดจนการทำความสะอาดและบูรณะใหม่หลังสงคราม

 

ทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซาตลอด 15 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปล่อยคาร์บอนรวม มากกว่า 1.89 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e) ซึ่ง มากกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อปีของกว่า 100 ประเทศ รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอย่าง หมู่เกาะแปซิฟิก และประเทศในแอฟริกาจำนวนมาก

 

หากรวมปริมาณการปล่อยคาร์บอนในอนาคตจากการฟื้นฟูสิ่งที่ถูกทำลาย เช่น อาคาร ถนน โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ จะมีการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติมอีก ราว 29.4 ล้านตัน CO₂e ทำให้สงครามครั้งนี้อาจมี carbon footprint รวมทะลุ 31 ล้านตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปีของประเทศอย่างอัฟกานิสถานหรือเดนมาร์ก

 

สงครามอิสราเอล-กาซา 15 เดือน ปล่อยคาร์บอนหนัก เทียบเท่า 84 โรงไฟฟ้า

 

เปิดโรงไฟฟ้าก๊าซ 84 แห่ง หรือชาร์จมือถือ 2.6 พันล้านเครื่อง?

เมื่อรวมปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในฉนวนกาซา เยเมน อิหร่าน และเลบานอน นักวิจัยประเมินว่าต้นทุนด้านสภาพอากาศจากความขัดแย้งเหล่านี้ เทียบเท่ากับการเปิดโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 84 แห่งนานหนึ่งปี หรือ เท่ากับการชาร์จสมาร์ตโฟนถึง 2.6 พันล้านเครื่อง!

 

ตัวเลขนี้ยังรวมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 557,359 ตัน CO₂e จากการก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินโดยกลุ่มฮามาส และการสร้างกำแพงเหล็กที่ใช้ควบคุมและแบ่งเขตโดยอิสราเอลในช่วงการยึดครองฉนวนกาซาอีกด้วย ซึ่งสะท้อนถึง "คาร์บอนแฝง" ที่มาจากการก่อสร้างระบบป้องกันและโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งโดยตรง

 

การเปรียบเทียบด้วยภาพที่จับต้องได้ เช่น โรงไฟฟ้าก๊าซ หรือการชาร์จโทรศัพท์ ช่วยให้เราเข้าใจว่าแม้สงครามดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ แต่ผลกระทบของมันนั้นแผ่ขยายในระดับโลก ทั้งในเชิงมลพิษและการเร่งเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

เครื่องบินรบ รถถัง และการส่งกำลังพล ตัวเร่งคาร์บอนเงียบ

กว่า 99% ของการปล่อยคาร์บอนในสงครามนี้มาจากกิจกรรมของกองทัพอิสราเอล ไม่ว่าจะเป็นการบินของเครื่องบินรบที่ปล่อย CO₂ จำนวนมาก การเคลื่อนย้ายรถถังและยานพาหนะทางทหาร การใช้กระสุนและระเบิด ไปจนถึงปฏิบัติการทางเรือและทางบกที่กินพลังงานสูงมหาศาล

 

อีกหนึ่งแหล่งปล่อยคาร์บอนที่น่าสนใจคือ การขนส่งอาวุธและเสบียงจากประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรป ซึ่งส่งอาวุธทางเครื่องบินและเรือ โดยเฉพาะการเดินทางระยะไกลหลายพันกิโลเมตร ส่งผลให้การขนส่งเหล่านี้ปล่อย CO₂ คิดเป็น 30% ของทั้งหมด

 

ในขณะเดียวกัน ระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในกาซา ซึ่งเคยผลิตไฟฟ้าได้ถึง 25% ของความต้องการทั้งหมด กลับถูกทำลายจากการโจมตี ทำให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซล ซึ่งปล่อย CO₂ อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีระบบควบคุมใด ๆ เพิ่มการปล่อย CO₂e อีกกว่า 130,000 ตัน

 

ความเสียหายระยะยาว ฟื้นฟูโครงสร้าง = ฟื้นวิกฤตคาร์บอน

นอกจากความเสียหายทางร่างกายและชีวิต สิ่งที่เหลืออยู่หลังสงครามคือภูเขาเศษซากอาคาร สะพาน และระบบสาธารณูปโภคที่ถูกทำลาย ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 60 ล้านตัน การเคลื่อนย้ายซากเหล่านี้และการก่อสร้างสิ่งใหม่จะใช้พลังงานสูงมาก ทั้งในรูปแบบของปูนซีเมนต์ เหล็ก การขนส่ง และพลังงานจากฟอสซิล ซึ่งจะเพิ่มรอยเท้าคาร์บอนอีกนับสิบล้านตัน

 

คาดการณ์ว่ากระบวนการฟื้นฟูทั้งหมดจะปล่อย CO₂e เพิ่มอีกถึง 29.4 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอจะทำให้สงครามครั้งนี้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศอย่างใหญ่หลวงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

สงครามอิสราเอล-กาซา 15 เดือน ปล่อยคาร์บอนหนัก เทียบเท่า 84 โรงไฟฟ้า

 

ทั้งนี้ แม้สงครามกาซาจะมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับสงครามอิรักหรืออัฟกานิสถาน แต่ อัตราการปล่อยคาร์บอนต่อระยะเวลาถือว่าสูงอย่างน่าตกใจ เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเดือน สงครามกาซาปล่อย CO₂ สูงกว่าสงครามอื่นหลายเท่า

 

เมื่อการปล่อยคาร์บอนไม่ถูกนับรวม

ที่น่ากังวลคือ การปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมทางทหารนั้น ไม่อยู่ในขอบเขตรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศสมาชิก UNFCCC เพราะการทหารถูกยกเว้นจากการรายงานภายใต้ข้อตกลงปารีส ทำให้การปล่อย CO₂ จำนวนมหาศาลจากสงคราม หายไปจากสมการโลกร้อน อย่างสิ้นเชิง

 

ทีมนักวิจัยจึงเสนอให้มีการใช้แนวทางใหม่ที่เรียกว่า “Scope 3+” เพื่อให้สามารถวัดผลและติดตามการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมทางทหารและความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเร่งดำเนินการเพื่อลดคาร์บอนในทุกภาคส่วน แต่ปล่อยให้ “สงคราม” เป็นช่องโหว่ที่ไม่ถูกแตะต้อง

 

สงคราม = อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม?

ด้วยบริบทเช่นนี้ คำว่า "Ecocide" หรือ "อาชญากรรมต่อระบบนิเวศ" จึงเริ่มได้รับการพูดถึงมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อสงครามสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ป่าไม้ แหล่งน้ำ และอากาศบริสุทธิ์อย่างไม่อาจเยียวยา

 

มีการเสนอให้จัดให้ “การทำสงครามที่ส่งผลเสียร้ายแรงต่อสภาพภูมิอากาศ” เป็นหนึ่งใน “อาชญากรรมระหว่างประเทศ” เช่นเดียวกับอาชญากรรมสงครามหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลต้องคิดให้หนักก่อนตัดสินใจใช้กำลัง

 

เราจะปล่อยให้สงครามกลืนโลกไปเงียบ ๆ อีกนานแค่ไหน?

การศึกษานี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นตัวเลขของคาร์บอนที่น่าสะพรึงกลัว แต่ยังชี้ให้เราเห็นว่า "สงครามไม่ใช่เรื่องของมนุษย์เท่านั้น" แต่คือการทำลายทั้งชีวิต ระบบนิเวศ พลังงานสะอาด และอนาคตของมนุษยชาติในเวลาเดียวกัน

 

ท่ามกลางการต่อสู้เพื่อหยุดโลกร้อน สงครามกลับกลายเป็นตัวเร่งวิกฤตเงียบที่ยังไม่มีใครพูดถึงอย่างจริงจัง ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรเรียกร้องให้ “สงคราม” ไม่ได้ฆ่าแค่ชีวิต แต่ต้องรับผิดชอบในฐานะ “ฆาตกรของโลกใบนี้” ด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง: Carbon footprint of Israel’s war on Gaza exceeds that of many entire countries

ข่าวล่าสุด

LIVE ดูบอลสด ลิเวอร์พูล พบ โคโม่ ฟุตบอลอุ่นเครื่อง วันนี้ 16 ส.ค.69

LIVE ดูบอลสด ลิเวอร์พูล พบ โคโม่ ฟุตบอลอุ่นเครื่อง วันนี้ 16 ส.ค.69