
ไทยช้าพลังงานสะอาด ทีดีอาร์ไอเตือนฉุดลงทุน Data Center - เป้าหมาย Net Zero
ทีดีอาร์ไอชี้ ไทยยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 85% ถือเป็น จุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาดสูงอย่าง Data Center
ในขณะที่นานาชาติกำลังเร่งเครื่องสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ออกมาเตือนถึงสถานะปัจจุบันในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของไทยว่า ยังคงล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งอาจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ฉุดรั้งการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่าง Data Center ทั้งยังจะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ตั้งไว้
ไทยเผชิญความท้าทาย สัดส่วนพลังงานสะอาดต่ำกว่าเป้า
ข้อมูลจากทีดีอาร์ไอระบุว่าในปี 2023 ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพียง 15% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างชัดเจน ต่างจากเวียดนามที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 38% สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนสูงถึง 85% ซึ่งเป็นโครงสร้างพลังงานที่สวนทางกับทิศทางโลก
แม้ประเทศไทยจะมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ 74% ภายในปี 2050 ตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2024) แต่ปัจจุบันยังขาดความชัดเจน เนื่องจากแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุง
จุดอ่อนในการดึงดูดการลงทุน เมื่อ "พลังงานสะอาด" กลายเป็นแม่เหล็กสำหรับ Data Center
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็น จุดอ่อนสำคัญในแง่การแข่งขันและความสามารถในการดึงดูดการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะจากธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดอย่าง Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยุคดิจิทัล และต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและต่อเนื่อง
บริษัท Data Center ระดับโลกจำนวนมากตั้งเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าและนโยบายด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่เข้มงวด การที่ประเทศไทยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดต่ำ ทำให้เป็นข้อจำกัดในการพิจารณาลงทุนของ Data Center ขนาดใหญ่ ที่ต้องการความมั่นคงทางพลังงานและที่มาของพลังงานที่สะอาดและมีเสถียรภาพ
ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการไฟฟ้าที่สะอาดและมีเสถียรภาพยังเป็นแรงผลักให้เกิดการผลิตพลังงานสะอาดในรูปแบบไฮบริด เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อให้สามารถตอบสนองการใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกำลังกลายเป็นกระแสหลัก ด้วยต้นทุนการผลิตที่ลดลงและเสถียรภาพที่เพิ่มขึ้น
แผนลดก๊าซเรือนกระจก ความหวังที่ต้องเร่งลงมือ
ประเทศไทยมีแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC Action Plan on Mitigation 2021-2030) ซึ่งเป็นแผนระยะสั้นเพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และ Net Zero GHG Emission ภายในปี 2065 โดยเน้นการดำเนินงานใน 5 สาขาหลัก โดยเฉพาะ สาขาพลังงานและสาขาขนส่ง ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด
สาขาพลังงาน ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 124.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq)
โดยเน้นการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ รวมถึงการพัฒนาเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซล คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 90.20 MtCO2eq นอกจากนี้ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1 MtCO2eq จากโครงการนำร่องที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ในอ่าวไทย
สาขาคมนาคมขนส่ง ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 45.61 MtCO2eq โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 28.29 MtCO2eq อย่างไรก็ตาม การส่งเสริม EV ยังคงนำมาซึ่งความท้าทายต่อเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมหากไฟฟ้าที่ใช้ในการชาร์จยังคงมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
4 ปัจจัยหนุนการพัฒนาพลังงานสะอาดของไทย
แม้ไทยจะยังคงเดินตามหลังหลายประเทศ แต่ก็มี 4 ปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาพลังงานสะอาด คือ
- ทำเลที่ตั้ง: ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ เหมาะกับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แม้พลังงานลมจะยังไม่สูงนัก แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วอาจเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ในอนาคตอันใกล้
- ต้นทุนการผลิตที่ลดลง: ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งคาดว่าต้นทุนต่อหน่วยสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ภายในปี 2030 จะลดลงถึง 27%
- มาตรการส่งเสริมเอกชน: แม้ไทยจะยังไม่เปิดเสรีตลาดไฟฟ้าเหมือนบางประเทศ แต่ก็มีมาตรการที่ช่วยส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in Tariff (FiT), สัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (Corporate PPAs) และตลาดซื้อขายใบรับรองไฟฟ้าพลังงานสะอาด หากไทยสามารถพัฒนาไปสู่ตลาดที่เปิดกว้างมากขึ้น ก็จะสามารถเร่งให้การผลิตไฟฟ้าสะอาดขยายตัว พร้อมทั้งดึงดูดภาคธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดสูงให้เข้ามาลงทุนได้
- นโยบายส่งเสริม EV: รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริม EV อย่างจริงจังผ่านนโยบาย 30@30 และมาตรการ EV 3.5 ที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้มีการใช้ EV เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดการลงทุนในสายการผลิต EV ภายในประเทศ นอกจากนี้ EV ยังสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงผ่านการชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charging) และเทคโนโลยีจ่ายไฟกลับเข้าสู่โครงข่ายจาก EV (Vehicle-to-Grid: V2G)
ข้อเสนอแนะเร่งด่วน บูรณาการนโยบายและดึงทุกภาคส่วนร่วม
ทีดีอาร์ไอเน้นย้ำว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเดินหน้าได้อย่างแท้จริง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 2 มิติสำคัญคือ
1. การเชื่อมโยงนโยบายพลังงานระหว่างหน่วยงาน ปัจจุบันการวางแผนด้านพลังงานของไทยยังแยกกันอยู่ตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้เกิดความไม่สอดคล้องกัน ควรมีการจัดตั้ง "ระบบบูรณาการหรือกลไกกลาง" เพื่อเชื่อมโยงนโยบายหลัก 5 แผน ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP), แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP), แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP), แผนบริหารจัดการน้ำมัน และแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ โดยทุกแผนต้องมีเป้าหมายร่วมกันในระยะยาว
2. การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนมีโอกาสมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงการรับฟังความคิดเห็น แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เปิดกว้างให้เอกชนและประชาชนร่วมออกแบบนโยบายตั้งแต่การประเมินผลกระทบไปจนถึงการเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งระบบ การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายเดียว แต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งสังคม และทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
อนาคตพลังงานสะอาดของไทยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย การเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงทางรอดด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือกลไกสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสูงอย่าง Data Center ความชัดเจนของเป้าหมาย นโยบายที่สอดคล้องกัน และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำพาประเทศไทยไปสู่ระบบพลังงานที่เป็นธรรม มั่นคง และยั่งยืน
ข้อมูลจาก: ฐานเศรษฐกิจ







