ถึงเวลาหรือยัง? ประเทศไทยกับการเป็นผู้นำกฎหมาย Right to Repair ในภูมิภาค
เผยโอกาสสำคัญของไทยในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำกฎหมาย Right to Repair (R2R) หรือ "สิทธิในการซ่อม" ท่ามกลางกระแสการเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและการพังเสียหายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "สิทธิ" ในการซ่อมแซมอุปกรณ์เหล่านั้นของผู้บริโภค
สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) และมหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมกันจัดทำรายงานฉบับใหม่ล่าสุด
ที่ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านกฎหมาย Right to Repair (R2R) หรือ "สิทธิในการซ่อม" อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
Right to Repair คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?
แนวคิด Right to Repair หรือ R2R คือการที่ผู้บริโภคควรมีสิทธิในการซ่อมผลิตภัณฑ์ของตนเองอย่างอิสระ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลการเกษตร ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถเข้าถึงอะไหล่ เครื่องมือ และคู่มือการซ่อมได้อย่างเสรี
ในปัจจุบัน ผู้ผลิตหลายรายได้สร้างข้อจำกัด ทั้งทางกายภาพ กฎหมาย และดิจิทัล เพื่อกีดกันไม่ให้ผู้บริโภคเข้าถึงการซ่อมแซมด้วยตนเอง หรือจากร้านซ่อมอิสระ
การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ลดทางเลือกของผู้บริโภค แต่ยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมสูงขึ้น และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการที่อุปกรณ์ที่ไม่สามารถซ่อมแซมได้กลายเป็นขยะ
R2R จึงมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และลดข้อจำกัดด้านซอฟต์แวร์ที่ป้องกันไม่ให้อะไหล่ทดแทนใช้งานได้ หรือที่เรียกว่า "Parts Pairing" ซึ่งทำให้ค่าซ่อมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โอกาสสำคัญของไทยในการเป็นผู้นำกฎหมาย Right to Repair ในภูมิภาค
งานวิจัยฉบับใหม่นี้ได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการซ่อมกว่า 40 รายในกรุงเทพฯ และพบปัญหาสำคัญในระบบซ่อมแซมของไทย
โดย 54% ของร้านซ่อมอิสระไม่มีคู่มือการซ่อม ขณะที่ 96% ไม่สามารถเข้าถึงอะไหล่จากศูนย์บริการหรือผู้ผลิตที่ได้รับอนุญาต
"ประเทศไทยเป็นตลาดอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่และมียอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนถึง 14 ล้านเครื่องในปี 2566"
"คาดว่าอัตราการใช้สมาร์ทโฟนจะสูงถึง 97% ภายในปี 2572 ทำให้เป็นประเทศที่เหมาะสมสำหรับการออกกฎหมาย R2R ที่ก้าวหน้า"
- เอ็ดเวิร์ด แรตคลิฟฟ์ กรรมการบริหาร สถาบันนโยบายสาธารณะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
งานวิจัยนี้เผยแพร่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจาก "ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดชอบต่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า" หรือ "Lemon Law" ของไทยกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา
รายงานยังเน้นถึงความเร่งด่วนของปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคิดเป็น 65% ของขยะอันตรายจากชุมชน หรือสูงถึง 450,000 ตันต่อปี โดยมีเพียง 21% เท่านั้นที่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
สิทธิในการซ่อมสะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อม
เหตุผลที่ตลาดควรสนับสนุนสิทธิในการซ่อมมี 2 ประการหลัก คือด้านสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค
ทั่วโลกผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 50 ล้านตันต่อปี โดยประเทศไทยผลิตประมาณ 450,000 ตัน ในจำนวนนี้ประมาณ 25,000 ตันเป็นสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
การศึกษาระดับนานาชาติชี้ว่าการปรับปรุงความสามารถในการซ่อมแซมสามารถลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างน้อย 20-30%
การยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์จึงเป็นวิธีโดยตรงในการป้องกันการเกิดขยะ สำหรับผู้บริโภค การยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 25%
นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่การสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการเพิ่มการเข้าถึงบริการและการสร้างงาน
ยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมในด้านภาพลักษณ์ ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการบรรลุเป้าหมาย ESG
ข้อเสนอแนะเพื่อขับเคลื่อน R2R ในประเทศไทย
รายงานฉบับนี้ได้เสนอข้อแนะนำสำคัญในการพัฒนากรอบการทำงานของ R2R ที่ครอบคลุม ซึ่งรวมถึง
- การห้ามการจับคู่ชิ้นส่วน (Parts Pairing)
- การเข้าถึงชิ้นส่วนที่ง่ายขึ้น
- การกำหนดราคามาตรฐาน
- การให้สิ่งจูงใจสำหรับธุรกิจซ่อมแซม
ข้อเสนอเหล่านี้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) ของประเทศไทย (พ.ศ. 2564-2570)
ทั้งนี้ รายงานฉบับเต็มได้วิเคราะห์แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในโลกเกี่ยวกับนโยบาย R2R และได้เสนอข้อแนะนำที่ชัดเจนสำหรับประเทศไทยในการพัฒนากรอบงานของตนเอง
ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในด้านการบริโภคที่ยั่งยืนและการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับภูมิภาค


