posttoday
“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?

“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?

28 ธันวาคม 2567

Street Lab ในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของเมือง มุ่งเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่ง

กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ติดอันดับเมืองระดับ Top 5 Top 10 ของโลกในทุกการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ เมืองยั่งยืน ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะ ไปดูกันว่าหนึ่งในโครงการที่เป็นหน้าตาโครงการหนึ่งอย่าง Street Lab ที่ใช้ถนนในกรุงโคเปนเฮเกนเป็นเหมือนห้องทดลองในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองเค้าทำกันอย่างไรเพราะนี่คือแนวทางหนึ่ง ในการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะเมืองหนึ่งของโลกที่น่าติดตามและเป็นตัวอย่างอันดีในยุคนี้อย่างปฎิเสธไม่ได้

 

Street Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท Cisco, TDC, Citelum และ Copenhagen Solutions Lab เป็นโครงการที่ทดสอบและใช้งานโซลูชันสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่เมืองจริง ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมืองใกล้กับจตุรัส City Hall ถนน H.C. Andersens Boulevard และ Vestervoldgade จุดประสงค์ของโครงการนี้คือการทดสอบโซลูชันที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ของเมืองได้ เช่น การจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ การดูแลธรรมชาติในเมือง การจัดการขยะ และการวัดคุณภาพอากาศ   

 

จตุรัส City Hall  โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก


เป้าหมายสำคัญของ Street Lab

การปรับปรุงคุณภาพอากาศ:

• ตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพอากาศในเวลาจริง โดยใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ ของเมือง

• การเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบระดับมลพิษทางอากาศและช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

 

การจัดการขยะ:

• ใช้ AI และเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบระดับขยะในถังขยะสาธารณะ เพื่อวางแผนการเก็บขยะอย่างมีประสิทธิภาพ

• การลดปัญหาขยะล้นถังและเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล

 

การประหยัดพลังงาน:

• ใช้เซ็นเซอร์และ AI ในการควบคุมการใช้พลังงานในอาคารและพื้นที่สาธารณะ

• การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะที่สามารถปรับแสงสว่างตามความต้องการและสภาพแวดล้อม


ภาพจากโครงการ Street Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน

 

การจัดการการจราจร:

• ใช้เซ็นเซอร์และ AI ในการตรวจสอบการจราจรและการจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์

• การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรและลดความแออัด

เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ใน Street Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน

 

เซ็นเซอร์และ IoT (Internet of Things):

• การตรวจสอบคุณภาพอากาศและเสียง: ใช้เซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดระดับมลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5, PM10, NO2 และเสียงรบกวน เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตในเมือง

• การจัดการขยะ: ถังขยะอัจฉริยะที่ติดตั้งเซ็นเซอร์แจ้งเตือนระดับขยะ ทำให้การจัดเก็บขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น

 

การจัดการการจอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking):

• ใช้เซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบและจัดการที่จอดรถแบบเรียลไทม์ ลดความแออัดและการปล่อยมลพิษจากการหาที่จอดรถ

 

“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?

 

ระบบไฟอัจฉริยะ (Smart Lighting):

• ระบบไฟฟ้าที่ปรับระดับความสว่างตามสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหวของผู้คน เพื่อประหยัดพลังงานและเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ

 

การจัดการน้ำ (Water Management):

• ระบบตรวจสอบและบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการใช้น้ำอย่างยั่งยืนและลดการสูญเสียน้ำ

 

การตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการจราจร (Mobility and Traffic Monitoring):

• ใช้เซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรและบริการขนส่งสาธารณะ

 

Wi-Fi สาธารณะ (Public Wi-Fi):

• ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมในพื้นที่สาธารณะ ช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อและปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว

 

แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Platform):

• ระบบที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจและวางแผนเชิงนโยบาย

 

“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?


และแม้ว่าโครงการ Street Lab ในโคเปนเฮเกนจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อเสียและความท้าทาย


    1.    ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล (Privacy and Data Security):
    •    การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์และ IoT ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเคลื่อนไหวถูกบันทึกและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง หากมีการละเมิดข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของประชาชน 
    2.    ความยากในการบำรุงรักษาและการจัดการระบบ (Maintenance and Management Challenges):
    •    การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องการการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินและทรัพยากรของเมือง การจัดการและซ่อมแซมอุปกรณ์ IoT และเซ็นเซอร์เป็นงานที่ซับซ้อนและต้องการทักษะเฉพาะทาง
    3.    ค่าใช้จ่ายสูง (High Costs):
    •    การติดตั้งและบำรุงรักษาเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินของเมือง โดยเฉพาะในระยะยาวในการอัปเกรดและทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ 
    4.    การยอมรับและความเข้าใจของประชาชน (Public Acceptance and Understanding):
    •    การนำเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้มาใช้ในพื้นที่สาธารณะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจในหมู่ประชาชน การให้ข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับ
    5.    ปัญหาการทำงานร่วมกัน (Interoperability Issues):
    •    การทำงานร่วมกันระหว่างระบบและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตหลายรายอาจเกิดความซับซ้อนและปัญหาทางเทคนิค ซึ่งอาจทำให้ระบบไม่ทำงานได้ตามที่คาดหวัง
    6.    ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Risks):
    •    การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

 

“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?

 

Info

โครงการ Street Lab ในโคเปนเฮเกนพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการเมืองอัจฉริยะ รายชื่อบริษัทหลักที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา Street Lab ได้แก่:
    1.    Cisco: บริษัทเทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบเครือข่ายและการสื่อสาร
    2.    TDC: บริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเดนมาร์ก มีบทบาทในการพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร
    3.    Citelum: บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านระบบไฟส่องสว่างและการจัดการพลังงานในเมือง
    4.    Copenhagen Solutions Lab: หน่วยงานในกรุงโคเปนเฮเกนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาโซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงการประสานงานและดำเนินการโครงการ Street Lab


การร่วมมือระหว่างบริษัทเหล่านี้ช่วยให้โครงการ Street Lab สามารถนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้และทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในโคเปนเฮเกน


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสียของโครงการ Street Lab สามารถดูได้จาก:
    •    Smart Cities Dive
    •    Copenhagen Solutions Lab

 

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ