
“Street Lab” ถนนดีชีวิตดี ใช้ AI จัดการสารพัดปัญหาบนถนน อย่างไร?
Street Lab ในเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความยั่งยืนของเมือง มุ่งเน้นการจัดการสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบขนส่ง
กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ติดอันดับเมืองระดับ Top 5 Top 10 ของโลกในทุกการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ เมืองยั่งยืน ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะ ไปดูกันว่าหนึ่งในโครงการที่เป็นหน้าตาโครงการหนึ่งอย่าง Street Lab ที่ใช้ถนนในกรุงโคเปนเฮเกนเป็นเหมือนห้องทดลองในการบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมืองเค้าทำกันอย่างไรเพราะนี่คือแนวทางหนึ่ง ในการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะเมืองหนึ่งของโลกที่น่าติดตามและเป็นตัวอย่างอันดีในยุคนี้อย่างปฎิเสธไม่ได้
Street Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างบริษัท Cisco, TDC, Citelum และ Copenhagen Solutions Lab เป็นโครงการที่ทดสอบและใช้งานโซลูชันสมาร์ทซิตี้ในพื้นที่เมืองจริง ซึ่งตั้งอยู่ในใจกลางเมืองใกล้กับจตุรัส City Hall ถนน H.C. Andersens Boulevard และ Vestervoldgade จุดประสงค์ของโครงการนี้คือการทดสอบโซลูชันที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ของเมืองได้ เช่น การจัดการที่จอดรถอัจฉริยะ การดูแลธรรมชาติในเมือง การจัดการขยะ และการวัดคุณภาพอากาศ
เป้าหมายสำคัญของ Street Lab
การปรับปรุงคุณภาพอากาศ:
• ตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพอากาศในเวลาจริง โดยใช้เซ็นเซอร์ที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ ของเมือง
• การเก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบระดับมลพิษทางอากาศและช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย
การจัดการขยะ:
• ใช้ AI และเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบระดับขยะในถังขยะสาธารณะ เพื่อวางแผนการเก็บขยะอย่างมีประสิทธิภาพ
• การลดปัญหาขยะล้นถังและเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิล
การประหยัดพลังงาน:
• ใช้เซ็นเซอร์และ AI ในการควบคุมการใช้พลังงานในอาคารและพื้นที่สาธารณะ
• การติดตั้งระบบไฟอัจฉริยะที่สามารถปรับแสงสว่างตามความต้องการและสภาพแวดล้อม
การจัดการการจราจร:
• ใช้เซ็นเซอร์และ AI ในการตรวจสอบการจราจรและการจัดการการจราจรแบบเรียลไทม์
• การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรและลดความแออัด
เทคโนโลยีสำคัญที่ใช้ใน Street Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน
เซ็นเซอร์และ IoT (Internet of Things):
• การตรวจสอบคุณภาพอากาศและเสียง: ใช้เซ็นเซอร์เพื่อตรวจวัดระดับมลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5, PM10, NO2 และเสียงรบกวน เพื่อเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตในเมือง
• การจัดการขยะ: ถังขยะอัจฉริยะที่ติดตั้งเซ็นเซอร์แจ้งเตือนระดับขยะ ทำให้การจัดเก็บขยะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น
การจัดการการจอดรถอัจฉริยะ (Smart Parking):
• ใช้เซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบและจัดการที่จอดรถแบบเรียลไทม์ ลดความแออัดและการปล่อยมลพิษจากการหาที่จอดรถ
ระบบไฟอัจฉริยะ (Smart Lighting):
• ระบบไฟฟ้าที่ปรับระดับความสว่างตามสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหวของผู้คน เพื่อประหยัดพลังงานและเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ
การจัดการน้ำ (Water Management):
• ระบบตรวจสอบและบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการใช้น้ำอย่างยั่งยืนและลดการสูญเสียน้ำ
การตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการจราจร (Mobility and Traffic Monitoring):
• ใช้เซ็นเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวและการจราจรแบบเรียลไทม์ เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของการจราจรและบริการขนส่งสาธารณะ
Wi-Fi สาธารณะ (Public Wi-Fi):
• ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ครอบคลุมในพื้นที่สาธารณะ ช่วยเพิ่มการเชื่อมต่อและปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics Platform):
• ระบบที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจและวางแผนเชิงนโยบาย
และแม้ว่าโครงการ Street Lab ในโคเปนเฮเกนจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ยังมีข้อเสียและความท้าทาย
1. ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล (Privacy and Data Security):
• การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์และ IoT ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการเคลื่อนไหวถูกบันทึกและวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง หากมีการละเมิดข้อมูล อาจส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของประชาชน
2. ความยากในการบำรุงรักษาและการจัดการระบบ (Maintenance and Management Challenges):
• การดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงต้องการการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินและทรัพยากรของเมือง การจัดการและซ่อมแซมอุปกรณ์ IoT และเซ็นเซอร์เป็นงานที่ซับซ้อนและต้องการทักษะเฉพาะทาง
3. ค่าใช้จ่ายสูง (High Costs):
• การติดตั้งและบำรุงรักษาเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินของเมือง โดยเฉพาะในระยะยาวในการอัปเกรดและทดสอบเทคโนโลยีใหม่ ๆ 
4. การยอมรับและความเข้าใจของประชาชน (Public Acceptance and Understanding):
• การนำเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้มาใช้ในพื้นที่สาธารณะอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจในหมู่ประชาชน การให้ข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับ
5. ปัญหาการทำงานร่วมกัน (Interoperability Issues):
• การทำงานร่วมกันระหว่างระบบและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตหลายรายอาจเกิดความซับซ้อนและปัญหาทางเทคนิค ซึ่งอาจทำให้ระบบไม่ทำงานได้ตามที่คาดหวัง
6. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Risks):
• การเชื่อมต่ออุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เข้ากับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
Info
โครงการ Street Lab ในโคเปนเฮเกนพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งรวมถึงบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและการจัดการเมืองอัจฉริยะ รายชื่อบริษัทหลักที่มีส่วนร่วมในการพัฒนา Street Lab ได้แก่:
1. Cisco: บริษัทเทคโนโลยีและเครือข่ายระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านระบบเครือข่ายและการสื่อสาร
2. TDC: บริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในเดนมาร์ก มีบทบาทในการพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร
3. Citelum: บริษัทที่เชี่ยวชาญด้านระบบไฟส่องสว่างและการจัดการพลังงานในเมือง
4. Copenhagen Solutions Lab: หน่วยงานในกรุงโคเปนเฮเกนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาโซลูชั่นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงการประสานงานและดำเนินการโครงการ Street Lab
การร่วมมือระหว่างบริษัทเหล่านี้ช่วยให้โครงการ Street Lab สามารถนำเทคโนโลยีล่าสุดมาใช้และทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง เพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในโคเปนเฮเกน
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อเสียของโครงการ Street Lab สามารถดูได้จาก:
• Smart Cities Dive
• Copenhagen Solutions Lab







