เช็คอินลับ "ปารีส" ก่อนอำลาโอลิมปิก 2024
ถ้าคุณยังหนีไม่พ้นหอไอเฟล หรืออยากไปยังที่ที่คนทั่วไปไม่เน้น แนะนำให้ไปยังสถานที่เหล่านี้ในกรุงปารีส หากยังเท่ไม่พอในช่วงโอลิมปิก "ปารีส2024"
ปารีสเป็นเมืองหลวงทางการเงินแห่งหนึ่งของยุโรปร่วมกับลอนดอน มีพื้นที่เพียง 105.4 ตร.กม เล็กกว่ากรุงเทพฯ 10 เท่า (กรุงเทพฯ มีพื้นที่ 1,568.737 ตร.กม) มีประชากรแค่ 2 ล้านกว่าคน และเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก
แม้ไม่มีกีฬาโอลิมปิกก็มีนักท่องเที่ยวหลายล้านคนจากทั่วโลกเดินทางมาเยือน แต่จากจุดขายในงานพิธีเปิดโอลิมปิกสุดเฟียส “Paris2024” ที่งัดเอา "ความปารีส" ทั้งหมดของเมืองมาขับเน้น ยิ่งส่งให้นครแห่งแสงสว่างกลายเป็นเมืองสุดสมาร์ท ทั้งโดยตัวเมืองและผู้คนอย่างไม่ต้องสงสัยด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ที่สำคัญเมื่อมีการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะทั่วโลกจากทุกสำนัก ปารีสก็มักติดอยู่ใน Top10-20 smart city in da world อย่างไม่มีข้อกังขา
ในช่วงก่อนเกิดการระบาดของ COVID-19 ปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก
ปี 2019 มีนักท่องเที่ยวมาเยือนทั้งในและนอกประเทศประมาณ 38 ล้านคน แต่จำนวนลดลงมากในปี 2020 และ 2021 เนื่องจากการระบาดของ COVID-19 ปี 2022 และ 2023 จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง แม้ยังไม่ถึงระดับก่อนการระบาด ในปี 2023 การท่องเที่ยวในปารีสเริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้น มีการคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เคียงกับระดับก่อนการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเตรียมงานและการจัดการแข่งขันโอลิมปิกในปี 2024
สถานที่ที่โพสต์ทูเดย์รวบรวมมาและอยากนำเสนอปารีส Smart City ในมุมอื่นๆ ก็มีดังนี้
Shakespeare and Company
ร้านหนังสือชื่อดังในกรุงปารีสแห่งนี้เป็นเหมือน “โรงเตี๊ยม” สำหรับนักเขียนนักเดินทางที่อาจหลงมาเจอ ในปี 1951 จอร์จ วิทแมน ชาวอเมริกันหัวเอียงซ้ายได้เปิดร้านหนังสือด้วยความหวังจะสร้างศูนย์กลางวรรณกรรมใจกลางกรุงปารีส วิทแมนซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ผู้กระเหี้ยนกระหือรือตัดสินใจเปิดร้านโดยตั้งใจว่า เขาจะให้การต้อนรับนักเขียนทุกคนที่ต้องการที่พักในปารีสในฐานะแขกส่วนตัวของเขาที่ร้านหนังสือ
ประตูด้านในเป็นคำขวัญของร้านที่ว่า “จงเมตตาต่อคนแปลกหน้า เกรงว่าพวกเขาจะเป็นนางฟ้าที่ปลอมตัวมา” เป็นถ้อยคำต้อนรับชวนอมยิ้มสำหรับทุกคนที่พลัดหลงเข้ามา แขกซึ่งวิทแมนเรียกว่า "ทัมเบิลวีด" (tumbleweed –พืชหรือวัชพืชก้อนกลมๆ ที่กลิ้งไปตามสายลมในทะเลทราย) มีเงื่อนไขก่อนเข้าพักก็แค่ต้องเขียนชีวประวัติของตัวเองก่อน แล้วก็ช่วยงานร้านหนังสือเป็นเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงต่อวัน ว่ากันว่ามีเตียง 13 เตียงซ่อนอยู่ในชั้นหนังสือในเวลากลางวัน จากนั้น "เช็คสเปียร์และผองเพื่อน" จึงกลายเป็น "ยูโทเปีย" สำหรับนักเดินทางผู้พลัดหลง และนักเขียนที่อาจกำลังมองหาที่พักสักแห่งในปารีส วิทแมนเรียกร้านหนังสือนี้ว่า “ยูโทเปียสังคมนิยมที่ปลอมตัวเป็นร้านหนังสือ”
เดิมทีร้านนี้มีชื่อว่า Le Mistral แต่ในปี ค.ศ.1964 ในวันครบรอบ 400 ปีวันเกิดของวิลเลียม เช็คสเปียร์ นักเขียนบทละคร กวีผู้ยิ่งใหญ่ของวงวรรณกรรมอังกฤษ วิทแมนได้เปลี่ยนชื่อร้านมาเป็น Shakespeare and Company
ว่ากันว่าประเพณีแบบทัมเบิลวีดยังคงมีอยู่ต่อไป โดยมีผู้คนมากมายถึง 40,000 คนเคยมาอาศัยหลับนอนอ่านหนังสืออยู่ในร้านในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา
กิจกรรมปกติที่เกิดขึ้นในร้านหนังสือ ได้แก่ ชาวันอาทิตย์ การอ่านบทกวี และการประชุมนักเขียน ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ร้านแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นสำหรับนักเขียนของกลุ่มบีท หรือ Beat Generation ตัวพ่อที่โด่งดังหลายคน เช่น Allen Ginsberg, Gregory Corso และ William S. Burroughs หลายปีต่อมาอาคารที่อยู่ติดกันถูกซื้อโดย Shakespeare & Co. และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นร้านกาแฟและบิสโทรที่มีรายการเมนูธีมวรรณกรรม!
ร้านหนังสือนี้ยังปรากฏในภาพยนตร์ของริชาร์ด ลิงค์เลเตอร์เรื่อง Before Sunset (2547) และในภาพยนตร์ของวู้ดดี้ อัลเลนเรื่อง Midnight in Paris (2554) อีกด้วย
59 ริโวลี (59 Rivoli)
สถาปัตยกรรมสไตล์ Haussmann อันเป็นเอกลักษณ์ของปารีส (เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1853-1870) เลขที่ 59 ถนนริโวลี เป็นอาคาร 6 ชั้น เป็นพื้นที่นั่งทำงาน หรือ artist squat ที่รวมตัวของกลุ่มศิลปินมานานหลายปีก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงใหม่จากสภาพสุดโทรมโดยเทศบาลเมืองและกลับคืนสู่กลุ่มศิลปินอีกครั้ง เป็นที่แสดงนิทรรศการและศิลปะการแสดงสดหรือ performance โดยกลุ่มศิลปินที่มาใช้พื้นที่แสดงงาน มีผู้เยี่ยมชมราว 40,000 คนต่อปี ทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์ศิลปะร่วมสมัยที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดเป็นอันดับสามในปารีส
ในปี 2549 นครปารีสได้ซื้อ 59 Rivoli เพื่อทำให้เป็นพื้นที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีความปลอดภัย หลังจากปรับปรุงใหม่ ก็เปิดอีกครั้งในปี 2009 โดยมีสตูดิโอสำหรับศิลปินกว่า 30 รายที่จ่ายค่าเช่าเพียงเล็กน้อย 59 Rivoli และการจัดแสดงงานรูปแบบต่างๆ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้ฟรี แม้รูปแบบของ wild art สไตล์ดิบๆ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยทำให้ด้านหน้าอาคารดูแปลกหูแปลกตาชวนหนีห่างเข้าถึงได้มากขึ้น แต่ก็ยังมีงานศิลปะจัดวางที่แปลกตา ชวนมอง และการแสดงศิลปะเรียกผู้เข้าไปชมอยู่เนืองๆ ใครอยากเจอปารีสมุมนี้ เชิญค่ะ
Bibliothèque nationale de France (หอสมุดแห่งชาติฝรั่งเศส)
ห้องสมุดขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นที่รวบรวมหนังสือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคอลเลคชั่นหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก
THE MASSIVE BIBLIOTHÈQUE NATIONALE DE FRANCE เป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นสิ่งพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่และมีเรื่องราวรวมอยู่มากที่สุดในโลก นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของผลงานการทำแผนที่ในยุคเรอเนซองส์ของฝรั่งเศสอันมหัศจรรย์ถึงสองชิ้น
Bibliothèque nationale de France สามารถสืบย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ. 1368 เมื่อแรกก่อตั้งโดยพระเจ้าชาร์ลที่ 5 แห่งฝรั่งเศส (Charles V.) แม้ว่าจะถูกย้ายหลายครั้งและบางส่วนของคอลเลคชันจะกระจัดกระจายไป แต่ก็ยังคงเป็นห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกจนถึงช่วงปลายทศวรรษ 1800 ก่อนที่จะมีการรวบรวมคอลเลคชั่นหนังสือต่างๆ มีสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมายได้รับการสร้างขึ้นใหม่และขยายออกไปในยุคปัจจุบัน และยังได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ทำให้ที่นี่ยังคงเป็นหนึ่งในห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่มีหนังสือมากกว่าสิบล้านเล่ม มีหนังสือเกี่ยวกับศิลปะ กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์ ปรัชญา และอื่นๆ อีกมากมาย
ห้องสมุดแห่งนี้ยังมีคอลเล็กชั่นหนังสือโบราณล้ำค่าเก็บไว้มากมาย รวมถึงหนังสือต้นฉบับภาษากรีกมากกว่า 5,000 ฉบับ และยังเก็บรวบรวมคอลเลกชั่นเหรียญจากยุคโบราณไว้อีกมากมายหลายยุค ทั้งเหรียญในยุคกรีก โรมัน และฝรั่งเศส
ตลาดนานาชาติรังกิส (Rungis International Market)
ในย่าน Chevilly-Larue (เชอวิลลี่-สะลือ) เขตชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงปารีส สถานที่ที่คุณจะได้เดินไปตามเส้นทางอันตระการตากับประดาอาหารหลากหลายชนิดที่อาจเลี้ยงคนได้ทั้งยุโรป ทั้งเนื้อสัตว์นานาพันธุ์จากหลากหลายแหล่ง พืชผักผลไม้จากทั่วสารทิศ และชีสขนาดล้อเกวียนอีกหลายร้อยชนิดในตลาดอาหารขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในย่านชานกรุงปารีสที่มีชื่อเรียกว่ารังกิส กล่าวได้ว่าที่นี่เป็นศูนย์กลางด้านการทำอาหารที่คนทั่วๆ ไปไม่ค่อยรู้จักนัก แถมยังเป็นจุดเริ่มต้นของตำรับอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศที่โอ่อ่าและโอฬารที่สุด
แม้ผู้มาเยือนปารีสโดยทั่วไปอาจไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับตลาดรังกิสมาก่อน แต่ที่นี่ก็เป็นเหมือนสถานที่แสวงบุญของผู้เชี่ยวชาญด้านการทำอาหาร ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลราว 1,500 ไร่ แค่ส่วนของอาหารทะเลก็มีขนาดเท่าสนามฟุตบอลแล้ว ยังมีร้านอาหารอีกหลายสิบแห่ง ธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ โรงแรม ปั๊มน้ำมัน และกองกำลังตำรวจของตลาด มีเชอร์รี่จากบราซิล ลูกพีชจากฝรั่งเศสตอนใต้ ปลาจากศรีลังกา ฯลฯ
ตลาดรังกิสเริ่มเปิดประมาณเที่ยงคืน โดยมีคนงานราว 13,000 คนในตลาดเตรียมพร้อมต้อนรับลูกค้าที่อาจเดินทางมาจากทั่วทั้งยุโรป จำนวนหนึ่งอาจเป็นตัวแทนของร้านอาหารยอดนิยมในปารีส และก่อนที่นาฬิกาปลุกของอรุณรุ่งจะดังขึ้น พนักงานที่รังกิสก็ได้ดื่มกาแฟรวมๆ กันไปแล้วหลายพันแก้วที่ร้านกาแฟ Le Saint Hubert ในตลาด (ส่วนคนฝรั่งเศสที่ไม่โอกับกาแฟก็จะเพลิดเพลินกับไวน์สักแก้วก่อนรุ่งสาง ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดวันทำงานของพวกเขา) เจ้าของร้านหรือแผงขายอาหารจำนวนหนึ่งอาจเป็นรุ่นที่สองหรือสามของกิจการร้านค้าที่ดำเนินการสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยของตลาดสด Les Halles อันเป็นเอกลักษณ์ของปารีส (สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1183) มันเคยเป็นตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในกรุงปารีส และกล่าวได้ว่าคือรากเหง้าบรรพบุรุษของตลาดรังกิส แต่ได้ถูกทำลายไปในปี 1971 ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เปิดให้บริการเมื่อปี 2016
ที่ Pavillon des Fromages ภายในตลาดมีชีสรอคุณอยู่มากกว่า 400 ชนิด มีผักและผลไม้สดๆ ชวนรับประทานเรียงรายกันเป็นทิวแถวอย่างมีศิลปะ แข่งกันดึงดูดทุกสายตา และหากเจอกล่องสีขาวซ้อนทับกันอยู่หลายชั้นก็อย่าตกใจ เพราะในนั้นอาจคือ ไก่งวง นกพิราบ ไก่ป่า และกระต่ายป่าที่เพิ่งถูกฆ่าสดๆ พร้อมส่งหรือขายทันที
Bouquinistes – บูกีนิสต์แห่งปารีส
ย่านร้านขายหนังสือมือสองและหนังสือโบราณกลางแจ้งริมแม่น้ำแซนในกรุงปารีส เก่าแก่ยืนยงกว่า 500 ปี ที่มีมาสืบสาวได้ตั้งแต่สมัยเรอเนซองส์ แน่นอนว่าการเดินเล่นไปตามแม่น้ำแซนสุดโรแมนติกอาจเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมที่ผู้คนมักทำกันเมื่อมาเยือนปารีส แต่หากเดินชิลล์มาแถวๆ นี้ คุณอาจเห็นกล่องเหล็กสีเขียวเข้มรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ติดตั้งไว้บนแนวกำแพงตลอดริมแม่น้ำแซนทั้งสองฝั่ง ใช้สำหรับเก็บสินค้าในตอนกลางคืน และกางออกเป็นแผงขายหนังสือในตอนกลางวันเปิดรออยู่แต่ไกล ทั้งหมดนั้นคือขุมสมบัติของหนังสือมือสองและหนังสือโบราณ รวมไปถึงภาพพิมพ์และโปสเตอร์จากยุคต่างๆ ในอดีต
ชาวบูกีนิสต์แห่งปารีสมีประเพณีอันยาวนานตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ในช่วงแรกพ่อค้ารายย่อยเปิดแผงขายหนังสือมือสองเล็กๆ ริมแม่น้ำแซน ก่อนมีอันต้องสะดุดหยุดชะงักลงในปี 1649 เนื่องจากแผงลอยริม Pont Neuf (ปงต์เนิฟ) หรือ สะพานใหม่ แต่ความหมายตรงกันข้าม เพราะที่นี่เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแซนที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงปารีส มีความสำคัญต่อชาวฝรั่งเศสเพราะทำหน้าที่เชื่อมต่อเมือง 37 เมืองรวมถึงสองฝากฝั่งแม่น้ำเซน (The Seine) ให้เข้าหากัน แผงริมปงต์เนิฟถูกห้ามไม่ให้ดำเนินการตามกฎหมายจากแรงกดดันของร้านหนังสือที่ "ถูกกฎหมาย" ซึ่งสูญเสียประโยชน์ และยังมีกรณีพิพาทเกิดขึ้นอีกหลายครั้งจนถึงปัจจุบัน ทั้งจากความต้องการปรับทัศนียภาพของเมืองริมฝั่งแม่น้ำแซนในช่วงโอลิมปิก ปารีส2024 แต่ชาวบูกีนิสต์ขาใหญ่ก็ยังยืนยงมาถึงปัจจุบัน
ในปี 1762 คำว่า bouquiniste ปรากฏครั้งแรกใน Dictionnaire de l’Académie française (พจนานุกรมภาษาฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ คล้ายราชบัณฑิตบ้านเรา) ฉบับหนึ่ง มีความหมายเพียงว่า "คนขายหนังสือ" ต่อมาคำนี้ใช้เพื่อแสดงถึง "ผู้จำหน่ายหนังสือโบราณในปารีส" โดยเฉพาะ ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส การผลิตหนังสือลดลงอย่างมาก ยกเว้นหนังสือพิมพ์และโบรชัวร์ ชาวบูกีนิสต์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นระหว่างการปฏิวัติโดยพวกขุนนางและนักบวชผู้ปรารถนาจะอ่านและรับหนังสือโบราณไว้เป็นทรัพย์สะสม ภายใต้รัชสมัยของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ท่าเรือต่างๆ ได้รับการตกแต่ง และพื้นที่ปฏิบัติการของชาวบูกีนิสต์ได้แผ่ขยายตั้งแต่ Quai Voltaire ไปจนถึง Pont Saint-Michel ตลอดริมฝั่งแม่น้ำแซน
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กล่องเหล็กสีเขียวสัญลักษณ์ของ "Bouquinistes" ยังพบเห็นได้ตามสองฝั่งแม่น้ำแซน มากกว่านั้นพื้นที่ทางวัฒนธรรมแห่งนี้ยังได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกอีกด้วย


