posttoday
Interview: RE100 “พลังงานหมุนเวียนไทย" สำเร็จได้ที่ความต่อเนื่องของ PDP

Interview: RE100 “พลังงานหมุนเวียนไทย" สำเร็จได้ที่ความต่อเนื่องของ PDP

06 สิงหาคม 2567

พูดคุยกับ "วีระเดช เตชะไพบูลย์" นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (RE100) เรื่องพลังงานหมุนเวียน จุดเปลี่ยนสำคัญในอนาคต โอกาสในการเติบโตของธุรกิจ ความท้าทายสำคัญของประเทศไทย และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล กับคำถาม "ยังจะสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลอยู่อีกหรือ?"

โพสต์ทูเดย์เริ่มต้นบทสนทนาในเรื่องนี้กับ RE100 อย่างจริงจังด้วยประโยคที่ว่า

 

ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรอยู่ราว 150 ล้านไร่ แต่มีพื้นที่ที่มีระบบชลประทานเข้าถึงอยู่แค่ 30 ล้านไร่ แปลว่ามีพื้นที่แค่ 1 ใน 5 ที่มีระบบชลประทาน ทําไมไม่มีรัฐบาลไหน มองเห็นว่าตรงนี้คือโอกาสในการนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดเมื่อเทียบกับพลังงานในธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งในอนาคตอาจช่วยให้เราลดความเหลื่อมล้ำของภาคเกษตรกรรมกับอาชีพอื่นๆ ได้ด้วย

 

Interview: RE100 “พลังงานหมุนเวียนไทย" สำเร็จได้ที่ความต่อเนื่องของ PDP

 

คุณวีระเดช เตชะไพบูลย์ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี 100) ที่ได้มาให้ความรู้ในเรื่องพลังงานหมุนเวียน โอกาสในการเติบโต ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยให้เราได้รับรู้ว่า การจะไปสู้เป้าหมาย Carbon Neutrality นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้โดยง่าย เพราะมันหมายถึงโครงสร้างใหญ่ของการใช้พลังงานจะต้องเปลี่ยนไปด้วย

 

และแน่นอนว่า มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Thailand Power Development Plan : PDP) หรือแผน PDP ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการจัดหา พลังงานไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว 15-20 ปี เพื่อสร้างความมั่นคงและความ เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

เริ่มกันด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของกลุ่มพลังงานหมุนเวียน

เรื่องพลังงานหมุนเวียนที่ผ่านมา ผมมองว่าพอมีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือเปลี่ยนรัฐมนตรีก็จะมีการเปลี่ยน PDP กันแทบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นเรื่องของพลังงานหมุนเวียนจึงไม่มีความต่อเนื่อง แต่คู่แข่งของเราอย่างเวียดนามรัฐบาลเขามีความต่อเนื่องมากกว่าเรา ส่งผลให้เขามีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าเรา

 

ในส่วนของกระทรวงพลังงานผู้เขียนแผน PDP เรามองว่าช้ากว่าที่พวกเราคาดหวัง ตอนนี้โลกไป Net Zero ไป Carbon Neutrality กันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะภาคเอกชน เราจะดูกันแค่ที่ภาครัฐไม่ได้ ภาครัฐบอกว่า วางเป้าไว้ที่ปี  2050 หรือ 2065 แต่ภาคเอกชนมองไปที่เป้า 2030 -2035 มากกว่า เพราะฉะนั้น PDP นี้จึงช้ากว่าที่เราอยากจะได้

 

อีกข้อคือ ยังมีการไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าจากก๊าซเพิ่มอีก ทำให้เราไม่เข้าใจ ว่าจะสร้างเพิ่มขึ้นมาทําไม เพราะมีความเชื่อว่าพลังงานหมุนเวียนจากลม-แดดไม่เสถียร แต่เดี๋ยวนี้เรามีแบตเตอรี่ที่ราคาถูกลงมาเยอะมากแล้วที่เมื่อใช้งานร่วมกับอินเวอร์เตอร์รุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Grid Forming Inverter สามารถช่วยเสริมเสถียรภาพในระบบจ่ายของไฟฟ้าได้เสมือนเป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซเลย ซึ่งการไฟฟ้าจะบังคับให้โรงไฟฟ้าโซลาร์ต้องใช้ภายในสองปีนี้อยู่แล้ว

 

คำถามคือทำไมไม่หันมาใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ทั้งที่สามารถทำให้มีเสถียรภาพได้ แต่ยังจะสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่สร้างเทอร์มินอลก๊าซใหม่ ทั้งๆที่ปัจจุบันการไฟฟ้าติดหนี้อยู่แสนล้านเพราะราคาก๊าซที่ผันผวนขึ้นมาจากตลาดโลก ทําไมเรายังจะต้องไปพึ่งการนําเข้า ทั้งๆที่ถ้าใช้ไบโอแมส ไบโอก๊าซในประเทศได้ ใช้พลังงานจากลม-แดด แม้เราอาจจะต้องนำเข้าเครื่องจักรเข้ามา แต่มันก็แค่ครั้งเดียว แล้วหลังจากนั้นเราก็ใช้ไปได้ตลอด ทำให้เราก็ไม่ต้องพึ่งตลาดโลกมากนัก

 

สัดส่วนแหล่งพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 โซลาร์มาที่ 1 ตามด้วยไบโอแมส ลม ไบโอก๊าซและขยะ

 

หากพูดถึงความเป็นไปได้เพราะมันหมายถึงการรื้อระบบทั้งหมด เอาจริงๆ เราสามารถใช้พวกไบโอแมสหรือใช้พลังงานหมุนเวียนได้แค่ไหน

ให้ได้ 90% พอโดยทยอยปลดโรงฟ้าเก่าลงไป ทำแบบเป็นขั้นตอน ที่หมดอายุก็ค่อยๆ ปลดออกไป อันไหนที่ยังสู้เรื่องต้นทุนกับโรงใหม่ได้อยู่ก็ให้รันต่อ แต่โรงไหนที่มันเก่ามาก ต้นทุนมันสู้ไม่ได้แล้ว ก็หยุดไปแล้วมาเพิ่มลม-แดด ไบโอก๊าซ ไบโอแมส โรงไฟฟ้าขยะแทน

 

ก๊าซชีวภาพ ที่เรียกกันว่า ไบโอก๊าซ (Biogas) หรือไบโอมีเทน (Biomethane) หมายถึง ก๊าซที่ผลิตได้จากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น น้ำเสีย ชีวมวล และมูลสัตว์ ด้วยจุลินทรีย์ในสภาวะ ไร้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) ก๊าซชีวภาพประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน 50 – 70% และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 30 – 50% ส่วนที่เหลือเป็น ก๊าซไฮโดรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน และไอน้ำ

 

ชีวมวล หรือ ไบโอแมส (Biomass) เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานของพืชที่ต้องอาศัยแสงอาทิตย์ในการสังเคราะห์แสงและเจริญเติบโต จากนั้นแปรเปลี่ยนสภาพเป็นของแข็ง หรือแปรสภาพเป็นของเหลวที่สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนพลังงานจากฟอสซิลได้ จัดเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่สำคัญชนิดหนึ่งชีวมวลที่นำมาใช้เป็นพลังงาน มีแหล่งที่มาได้ 2 แหล่งคือ จากเศษวัสดุเหลือใช้จากการเก็บเกี่ยวหรือจากการแปรรูปสินค้าทางการเกษตรที่สามารถนำมาใช้เชื้อเพลิงเพื่อผลิตพลังงานได้ และจากการปลูกพืชเพื่อนำมาใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังงานโดยเฉพาะ

 

ส่วนโรงไฟฟ้าขยะเป็นการผลิตพลังงานจากขยะ (Waste to Energy) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวคิดการกำจัดขยะจากปัญหาขยะล้นเมืองที่เกิดขึ้น

 

โครงการพลังงานหมุนเวียนของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เดือนกุมภาพันธ์ 2020 โซลาร์ พลังงานลม ไบโอแมส ขยะ และไบโอก๊าซ
 

ตอนนี้ตัวพลังงานจริงๆ ที่มาจากพลังงานในธรรมชาติ คิดว่าตัวไหนเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงโอกาสทางธุรกิจ

 
ผมเรียงลำดับความสําคัญเลยดีกว่า สำหรับผมความสําคัญที่น่าส่งเสริมก่อนเลยก็คือขยะ สองก็คือพวกไบโอก๊าซ ซึ่งปล่อยมีเทนขึ้นไปสู่ชั้นบรรยากาศมาก มันเป็นก๊าซที่ทําลายบรรยากาศมากสุด และสามคือไบโอแมส แต่ทั้งสามอย่างปัญหาคือมันมีปริมาณจํากัด ที่มีจำนวนไม่จํากัดก็คือลมและแดด

ลมอาจจะมีปัญหาเรื่องพื้นที่ เช่น พื้นที่ป่าและอาจจะต้องขยายไปทําในทะเล ซึ่งอาจจะมีต้นทุนสูง เพราะฉะนั้นลมผลิตได้อย่างมากก็อาจจะสักหมื่นเมกะวัตต์ แต่ที่ไม่มีข้อจํากัดเลยก็คือแดดหลายๆ คนก็โต้แย้งบอกว่า พอทําโซลาร์เยอะๆ ก็อาจไปเบียดบังพื้นที่เกษตรกรรม
 

ผมจึงยกตัวเลขพื้นที่เกษตรกรรมบ้านเราที่มีอยู่ประมาณ 150 ล้านไร่ มีพื้นที่ที่มีระบบชลประทานรองรับอยู่เพียง 30 ล้านไร่ เหลืออีก 120 ล้านไร่ ถ้าทําโซลาร์ 100,000 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่เพียง 700,000 ไร่ ก็ไม่ได้เบียดบังพื้นที่เกษตรกรรมเลย

 

แต่ในพื้นที่ 700,000 ไร่ก็อาจมีความซับซ้อนในบางพื้นที่

ก็ต้องมาดูกันว่าพื้นที่ไหนยอมรับได้ยอมรับไม่ได้ ว่ากันเป็นพื้นที่ไป แต่ปัญหาคือการที่เราไม่ให้ความรู้ชาวบ้านว่า การสร้างโรงไฟฟ้าโซล่าร์แล้วมีผลกระทบอะไรบ้างหรือไม่ หรือว่ามีเรื่องของผลประโยชน์อื่นใดอีกที่ไม่ลงตัวของแต่ละพื้นที่ 

 

กราฟแสดงโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 เทียบกับโครงการของกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน

 

แล้วถ้าเราได้พลังงานจากแดด 100,000 เมกะวัตต์จริง

ก็น่าจะเท่ากับเราผลิตไฟฟ้าได้สักประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการพลังงานของเราทั้งหมด แต่เราก็ต้องมีพลังงานในส่วนอื่น เช่น ลม ไบโอแมส ไบโอก๊าซ และโรงไฟฟ้าขยะด้วย คือโดยรวมของพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบมันควรจะขึ้นไปถึง 80 ถึง 90%
 

ตอนนี้โรงไฟฟ้าขยะของเราสถานการณ์เป็นอย่างไร ได้ผลแค่ไหน

ผมถามก่อนว่า โรงไฟฟ้าขยะเราดีเหมือนกับโรงไฟฟ้าขยะที่ญี่ปุ่นหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าไม่เท่า เป็นเพราะเขาลงทุนด้วยเงิน 10 เท่าของเรา แต่ของเราก็ดีพอประมาณเนื่องจากค่ากําจัดขยะเราให้สนับสนุนแค่นี้ ค่าไฟให้แค่นี้ โรงไฟฟ้ามันก็สะอาดได้ดีตามงบประมาณ ตามมาตรฐานที่ยอมรับกันได้ เพียงแต่ว่าทุกคนก็ไม่อยากให้มีโรงไฟฟ้าขยะอยู่ใกล้บ้าน มีรถขยะวิ่งไปวิ่งมา ก็เป็นปัญหาอีกว่าจะไปสร้างตรงไหน แล้วก็ระบบการฝังกลบ ของเรามันก็มีค่าฝังกลบ ค่ากําจัดที่ต้องแบ่งกันหลายหน่วยงาน

แต่ที่แน่ๆ คือมันจะช่วยแก้ปัญหา หนึ่งขยะล้นเมือง สองขยะที่ลอยไปตามน้ำย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกแล้วไปอยู่ในเนื้อปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ อีก สามคือลดการปล่อยก๊าซมีเทนที่เกิดจากการฝังกลบ

เพราะฉะนั้นยังไง priority แรกผมคิดว่าบ้านเราก็ต้องจัดการเรื่องขยะก่อน เพียงแต่ว่ามันก็ต้องมีค่ากําจัดขยะ ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมให้เขา ซึ่งหากให้ผู้ใช้ไฟเป็นคนแบกทั้งหมดก็คงไม่ไหว ก็อาจจะต้องมาจากภาษีคาร์บอน เพื่อมาลดต้นทุนให้โรงไฟฟ้าเหล่านี้ ตอนนี้ค่าไฟเราขายกันที่ 4บาทกว่า แต่โรงไฟฟ้าขยะอาจจะต้องขายที่ 5 บาท เพราะฉะนั้นในส่วนต่างตรงนี้มันต้องมีการสนับสนุน มาจากภาษีส่วนไหนก็แล้วแต่ มาทําให้ค่าไฟไม่แพง



Interview: RE100 “พลังงานหมุนเวียนไทย" สำเร็จได้ที่ความต่อเนื่องของ PDP

 

แสดงว่าตอนนี้สถานการณ์ของพลังงานหมุนเวียนของเรา มันต้องขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของรัฐบาล แต่ในกลุ่มของธุรกิจเองตอนนี้มองว่า กลุ่มไหนเกิดแน่ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน

 
คือนโยบายมันก็สะท้อนด้วยแผน PDP ซึ่งบอกว่า มีโรงไฟฟ้าขยะแค่นี้ มีโรงไฟฟ้าไบโอก๊าซ ไบโอแมส เท่านี้ ซึ่งสัดส่วนเหล่านี้มันน้อยเกินไป มันควรจะเพิ่มสัดส่วนเหล่านี้ทั้งหมด ส่วนลมและแดดมันจะเท่าไหร่ก็ได้ เพียงแต่ว่าตอนนี้เขายังใส่โรงไฟฟ้าก๊าซลงไปในแผนซึ่งมันไม่ควรนะ มันควรจะถอดออกแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทไหนก็ได้

ไม่ควรสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลใหม่แล้ว เราไม่เข้าใจจะมีไปทําไม ในขณะที่เรามีเป้าลดก๊าซเรือนกระจก จะบอกว่ามันทําให้มีเสถียรภาพ มันก็ไม่ใช่เพราะ “เสถียรภาพ” ก็อย่างที่บอกว่าอินเวอเตอร์รุ่นใหม่ของลมกับแดด มันก็ให้เสถียรภาพได้เหมือนกันหรือดีกว่าแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งคือข้อโต้แย้งของพวกสหภาพที่บอกว่า สัดส่วนที่เอกชนทําเยอะเกินไป แต่สําหรับผม ผมว่าในความเป็นจริง ภาครัฐมีกําลังทําได้เท่าไหร่ทําไปเลย แล้วที่เหลือที่รัฐทําไม่ไหว ก็แบ่งมาให้เอกชนทําทั้งหมด เอกชนอาจจะทําน้อยกว่าภาครัฐก็ได้


พลังงานหมุนเวียนที่โตเร็วที่สุดคือโซลาร์ โตเร็วจนกระทั่ง ผู้ผลิตแผงโซลาร์ เตรียมตัวขยายกําลังผลิตกันใหญ่จนล้ำหน้าความต้องการไปแล้ว ความต้องการมันโตเร็วก็จริงแต่มันเร็วไม่เท่ากับฝั่งผู้ผลิตที่โรงงานรอขยาย

ที่สำคัญคือ ผมว่าประเทศเราก็ต้องเคลื่อนไปทางพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น จะเป็นรัฐหรือเป็นเอกชนก็ต้องช่วยกันทํา คือผมคิดว่ามันต้องเดินคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งเราต้องลงทุนกันอีกมหาศาล แล้วเรายังจะไปสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลกันอีกหรือ?
 

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน