posttoday

“วังจันทร์วัลเลย์-ภูเก็ต” คว้าเมืองอัจฉริยะระดับพื้นที่-จังหวัด ปี 66

19 มิถุนายน 2567

ดีป้า รายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 66 “วังจันทร์วัลเลย์” ขึ้นแท่นเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่อันดับ 1 ที่ 83.55% ส่วน “ภูเก็ต” คว้าเมืองอัจฉริยะตามจังหวัด อันดับ 1 ที่ 83.60% จาก 30 เมือง 23 จังหวัด

นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า สำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของ ดีป้า มีภารกิจในการจัดทำแผนแม่บท แผนปฏิบัติการ และการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ แถลงรายงานดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ประจำปี 2566 (Thailand Smart City Competitiveness Index (TSCCI) 2023) จาก 30 เมือง 23 จังหวัด

สำหรับดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย การจัดอันดับเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่ (City-based) และการจัดอันดับเมืองอัจฉริยะตามจังหวัด (Province-based)
 
โดยเมืองอัจฉริยะตามพื้นที่ (City-based) ที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรกของปี 2566 ประกอบด้วย เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จังหวัดระยอง 83.55% สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร 79.02% และคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร 74.55% 

ส่วนเมืองอัจฉริยะตามจังหวัด (Province-based) ที่ได้รับคะแนนชี้วัดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ จังหวัดภูเก็ต 83.60% จังหวัดฉะเชิงเทรา 76.78% และจังหวัดขอนแก่น 53.81%

ขณะเดียวกัน ยังมีพื้นที่ที่ดำเนินโครงการได้ประสบผลสำเร็จและบรรลุเป้าหมายตามระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

1.สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ (Smart Environment) โดยยะลาเมืองอัจฉริยะ จังหวัดยะลา 

2.เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) โดยยะลาเมืองอัจฉริยะ 

3.พลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) โดยแม่เมาะเมืองน่าอยู่ จังหวัดลำปาง 

4.การบริหารภาครัฐอัจฉริยะ (Smart Governance) โดยขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ จังหวัดขอนแก่น 

5.การดำรงชีวิตอัจฉริยะ (Smart Living) โดยคลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร 

6.การเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) โดยสามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร 

7.พลเมืองอัจฉริยะ (Smart People) โดยภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ มีการพิจารณาจาก 5 องค์ประกอบของแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และลักษณะของเมืองอัจฉริยะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและดิจิทัล การพัฒนาระบบข้อมูลและความปลอดภัย การบริการระบบเมืองอัจฉริยะ 7 ด้าน และการระบุแนวทางการลงทุนและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน 

นายณัฐพล กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทยวัดจากข้อมูลและรายงานผลการดำเนินงานตามแผนที่ได้รับจากผู้พัฒนาเมืองจนได้ออกมา ซึ่งการพัฒนาเมืองที่มีประสิทธิภาพ โดยรายงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความก้าวหน้า รวมถึงปัญหาและอุปสรรคของการพัฒนาเมือง สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมือง ก่อให้เกิดการแข่งขันเชิงบวกระหว่างเมืองอัจฉริยะ โดยเปิดโอกาสให้เมืองได้นำเสนอแผนการจัดทำเมืองอัจฉริยะและวิธีการทำงานที่ดีขึ้น เพื่อสร้างความสำเร็จและเสริมสร้างชื่อเสียงในระดับท้องถิ่นและระดับสากล อีกทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งและส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังเป็นการสร้างระบบวัดและประเมินผลเพื่อให้ติดตามและปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้เมืองพัฒนาไปในทิศทางที่เหมาะสม สนับสนุนการเชื่อมโยงและร่วมมือข้ามส่วนระหว่างหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทยถือเป็นกลไกสำคัญในการเร่งพัฒนา Mega Program พลิกโฉมประเทศไทย ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายเขตเมืองอัจฉริยะให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะต้องมุ่งเน้นไปที่ City Data Platform โดยนำข้อมูลที่ได้รับการจัดเก็บมาบริหารจัดการเมือง แก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด และก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน 

ซึ่งกระบวนการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลในการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของประเทศ (Thailand Competitiveness) ภายใต้แผน The Growth Engine of Thailand ของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ทั้งนี้ ดีป้า มุ่งพัฒนาและขับเคลื่อนดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันเมืองอัจฉริยะประเทศไทยให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศต่อไป 

นายณัฐพล กล่าวว่า ดีป้า ตั้งเป้าหมายปี 2567-2570 มีเมืองอัจฉริยะ 105 เมือง ใน 77 จังหวัด เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 200,000 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 14-15% ต่อปี จากปี 2566 อยู่ที่ 30,000 ล้านบาท

ข่าวล่าสุด

เปิดคำพิพากษายกฟ้อง ปม “ไตรรัตน์” ฟ้องค่าเสียหาย 4 กสทช.กว่า 40 ล้าน